โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘พริษฐ์’ ชี้รัฐบาลทำน้อยเกินไปจัดงบปี 69 ไม่เตรียมแผนต่อกรภาษีทรัมป์

เดลินิวส์

อัพเดต 13 ส.ค. 2568 เวลา 12.02 น. • เผยแพร่ 13 ส.ค. 2568 เวลา 04.50 น. • เดลินิวส์
‘พริษฐ์' ชี้รัฐบาลทำน้อยเกินไปจัดงบปี 69 ไม่เตรียมแผนต่อกรภาษีทรัมป์ ชี้ชัด 3 ปัญหา ‘แยกกันทำ แย่งกันทำ ย้ายออกไปทำ’ ซัดทำงบสะเปะสะปะผลิตแผนขึ้นหิ้ง

เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 เป็นวันแรก โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และในฐานะ กมธ.งบประมาณปี 69 อภิปรายว่า เข้าใจดีว่ารัฐบาลเริ่มจัดสรรงบประมาณปี 2569 ตั้งแต่ก่อนที่จะมีวิกฤติภาษีตอบโต้สหรัฐอเมริกา แต่สิ่งที่ไม่สามารถเห็นด้วยได้คือ การที่คณะกรรมการงบประมาณซึ่งมีเสียงข้างมากมาจากตัวแทนรัฐบาลได้ทำน้อยเกินไปในการจัดลำดับความสำคัญงบ เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจที่ตามมากับข้อตกลงสหรัฐ และระเบียบโลกที่ไม่มีความแน่นอน ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อปากท้องของประชาชนในทุกภาคส่วน

นายพริษฐ์ กล่าวว่า เมื่อ 5 ปีที่แล้ว กมธ.งบประมาณปี 64 จัดงบใหม่ 3.1 หมื่นล้านบาท เพื่อเตรียมต่อกรกับวิกฤตเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นหลังโควิด-19 แต่ในปีนี้คณะกรรมาธิการงบประมาณปี 2569 มีการจัดงบประมาณใหม่เพียง 8,000 กว่าล้านบาท เพื่อต่อกรกับวิกฤติเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากกรณีภาษีตอบโต้สหรัฐ ตนเชื่อว่าสิ่งที่ประเทศเราขาดมากที่สุดไม่ใช่ปริมาณงบประมาณ แต่คือประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณอย่างตรงจุดและคุ้มค่า ไม่ว่าจะเปิดไปดูงบประมาณของกระทรวงไหนจะค้นพบงบประมาณบางส่วนที่ปรับลดได้ เพื่อโยกไปแก้ปัญหาให้กับประชาชน ทั้งอาคารสำนักงานที่หรูหราหรือมีมากเกินจำเป็น งบในการพัฒนาแพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน งบอบรมสัมมนาที่อาจจะไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้มีปัญหาระบบราชการและการจัดทำงบประมาณของประเทศที่ส่งผลให้งบประมาณทุกกระทรวงตั้งไว้สูงเกินจำเป็น ซึ่งปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อน แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ปัญหาแยกกันทำ ปัญหาแย่งกันทำ และปัญหาย้ายออกไปทำ ปัญหาแยกกันทำ หมายถึงความซ้ำซ้อนในระดับโครงการ มีโครงการที่เป็นประโยชน์และคาบเกี่ยวกับภารกิจของหลายหน่วยงาน แต่หน่วยงานกลับต่างคนต่างทำมากกว่าร่วมกันทำ ยกตัวอย่างแพลตฟอร์มยกระดับทักษะแรงงาน ลงทุนอย่างน้อย 12 แพลตฟอร์ม ใน 12 หน่วยงาน คาบเกี่ยว 5 กระทรวง แต่ผ่านมา 1 ปี รัฐบาลไม่มีความพยายามที่จะควบรวมแพลตฟอร์มเหล่านี้ แต่กลับมีการเพิ่มแพลตฟอร์มอย่างน้อยหนึ่งแพลตฟอร์ม ซึ่งไม่ได้มีฟีเจอร์ใหม่ที่แพลตฟอร์มเดิมทำได้

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า อย่างปีงบประมาณล่าสุดหลายหน่วยงานยังของบประมาณเพื่อสร้างแพลตฟอร์มใหม่ เช่น สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ของบหลัก 1,000 ล้านบาท เพื่อทำแพลตฟอร์มชื่อเดียวกัน Skill Credit Portfolio ซึ่งแพลตฟอร์มเดิมที่มีอยู่ก็มีการของบพัฒนาต่อยอดอีก

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนปัญหาแย่งกันทำ เป็นความซ้ำซ้อนในระดับภารกิจ หลายหน่วยงานมีการขีดเส้นและจัดวางภารกิจที่แตกต่างกัน ไม่ซ้ำซ้อนกันอย่างชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติ หลายหน่วยงานกับมีการขยายภารกิจที่เสี่ยงจะไปซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น เช่น กระทรวงพาณิชย์ แม้จะมี 3 กรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ ได้แก่ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าระหว่างประเทศ และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ แต่ในเชิงปฏิบัติพบว่าปีนี้กรมการค้าระหว่างประเทศจะมีการตั้งงบประมาณ 10-20 ล้านบาท เพื่อประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์และมันสำปะหลัง ดูแล้วน่าจะเป็นภารกิจของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมากกว่า

นายพริษฐ์ กลาวต่ออีกว่า ปัญหาย้ายออกไปทำ เป็นความซ้ำซ้อนในระดับหน่วยงาน การที่เรามีหลายหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อภารกิจ เสี่ยงที่จะซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว ยกตัวอย่างการทำงานที่คาบเกี่ยวกับสำนักงานปลัดของแต่ละกระทรวง ภารกิจอย่างหนึ่งคือ แผนและนโยบาย สำนักงานปลัด 18 แห่งจาก 20 แห่ง มีการระบุว่าจะทำแผนและนโยบาย ซึ่งอยู่ในพันธกิจของหน่วยงาน แต่ในความเป็นจริงหลายกระทรวงกลับมีหน่วยงานอื่นในระดับกรมที่ถูกตั้งแยกออกมาเพื่อรับผิดชอบเรื่องแผนและนโยบาย ในจำนวนนี้ 4 กระทรวง มีสำนักนโยบายและแผนตั้งแยกออกมาเป็นหน่วยงานระดับกรม 3 กระทรวงมีสำนักงานเศรษฐกิจ และ 1 กระทรวงมีสำนักงานกิจการ พูดถึงภารกิจและพันธกิจการจัดทำแผนและนโยบาย 2 กระทรวงมีหน่วยงานแบบสภา มารับผิดชอบเรื่องนโยบายเช่นเดียวกัน

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า เข้าใจว่าการพิจารณาควบคุมหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งต้องศึกษาอย่างละเอียดและรอบคอบแม้จะมีการควบรวมหน่วยงาน ไม่ได้หมายความว่า จำนวนคนจะลดลงเสมอไป แต่เชื่อว่าหากเรามีการศึกษาและพิจารณาควบรวมหน่วยงานที่มีภารกิจ เสี่ยงจะซ้ำซ้อนกันอย่างจริงจัง จะทำให้โครงการและกิจกรรมของรัฐมีความสะเปะสะปะน้อยลง ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทรัพยากรมากขึ้น เราจะทำให้หน่วยงานของรัฐมีการผลิตแผนขึ้นหิ้งน้อยลง และทำงานในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ดังนั้นหากเราไม่เริ่มต้นปรับปรุงเรื่องการทำงบประมาณโดยการลดความซ้ำซ้อนที่แทรกอยู่ในทุกระดับของระบบราชการ ประเทศเราจะเสี่ยงที่จะไม่เหลืองบประมาณเพียงพอในการแก้ไขปัญหาสำคัญของประชาชน เสี่ยงไม่มีความคล่องตัวมากพอในการรับมือกับวิกฤติและปัญหาใหม่ๆ ที่ถาโถมเข้ามา.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...