จากหนุ่มวิศวะ สู่เส้นทางธรรมะ เปิดประวัติ “พระคึกฤทธิ์” ผู้ยึดมั่นใน “พุทธวจน”
ท่ามกลางกระแสข่าววงการผ้าเหลืองฉาว!
พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล พระชื่อดังที่ยึดมั่นในพุทธวจน คืออีก 1 รูป ที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ จากข่าวลือเชื่อมโยงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสีกาไฮโซ ข้อกล่าวหาเรื่องการเงินวัดผิดปกติกว่าพันล้านบาท และอาจเชื่อมโยงถึงการฟอกเงิน โดยมีอดีตลูกศิษย์และบุคคลใกล้ชิดออกมาเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม จุดกระแสข้อสงสัยในสังคมเป็นอย่างมาก
ทนายอนันต์ชัย แฉ พระดังปทุมธานี ส่อฟอกเงินข้ามชาติ
2 ชั่วโมงก่อนหน้า16 ก.ย. 2025
และเมื่อย้อนกลับไปดูประวัติ บอกเลยว่า ดีกรีไม่ธรรมดา จากหนุ่มวิศวะ สู่เส้นทางธรรมะ “พุทธวจน” อันโด่งดัง ลูกศิษย์เยอะระดับประเทศ
พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เกิดเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2506 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพมหานคร จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า(จปร.) สาขาวิศวกรรมเครื่องกล และระดับปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยรับราชการทหาร โดยยศสุดท้ายก่อนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์คือ “พันตรี”
เส้นทางธรรมเริ่มต้นเมื่อปี 2522 ขณะกำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 1 ของโรงเรียนเตรียมทหาร โดยในช่วงปิดเทอมแม่ได้พาไปบวชเป็นเวลา 1 เดือนกับหลวงพ่อชา สุภัทโท ที่วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับชีวิตวิเวกในวัดป่าที่เรียบง่าย ใช้ชีวิตด้วยความสันโดษ มีการใช้เทียนให้แสงสว่าง เดินทางด้วยไฟฉาย น้ำอุปโภคใช้เชือกผูกกับปี๊บหย่อนไปในบ่อดิน ช่วยกันดึงขึ้นแล้วเทใส่ถังในรถ เข็นไปไว้ตามกุฏิ ศาลาและที่ต่างๆ อาหารขบฉันที่มีไม่มาก ต้องใช้พระตัวแทนสงฆ์มาจัดแจกแบ่งปันส่วน เพื่อให้เพียงพอกับทุกชีวิตในวัด และได้พบหลวงพ่อชาได้ใกล้ชิดและสัมผัสกับธรรมะ รวมถึงข้อวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัด งดงามน่าเลื่อมใสของท่าน สัมผัสกับจิตบริสุทธ์ทีมีอยู่จริง เกิดใคร่สนใจอยากศึกษา จึงเริ่มมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา
เมื่อครบกำหนดลาสิกขากลับมาสู่การศึกษาเล่าเรียน จึงตั้งใจเริ่มฝึกหัดรักษาศีล 5 อย่างเคร่งครัด ตามสติกำลังอยู่ตลอดมามิได้ขาด
หลังจากนั้นได้กลับไปยังวัดหนองป่าพงในทุกช่วงเวลาปิดเทอม จนกระทั่งได้มีโอกาสบวชอีกทีในตอนปิดเทอมชั้นปีที่ 4 ของนายร้อย จปร. ในครั้งนี้ได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อหลวงพ่อชา ว่า จะใช้ชีวิตฆราวาสอีกเพียง 10 ปี แล้วขอให้มีเหตุปัจจัยผลักดันให้ได้ครองเพศบรรพชิตไปตลอดชีวิตหลังจากได้ตั้งอธิษฐานกับหลวงพ่อชาก็ใช้ชีวิตทางโลกอย่างปกติเรื่อยมา
โดยเล่าว่าการใช้ชีวิตโดยมีสติและธรรมะอยู่กับตัว ช่วยให้การดำเนินชีวิตทางโลกของเป็นไปอย่างสะดวก ไม่เศร้าหมอง และมีส่วนสนับสนุนความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานเป็นอย่างมาก แต่บางครั้งการมีสติ ก็ทำให้การไปเที่ยวเตร่หรือการเที่ยวเล่นเริ่มไม่เป็นเรื่องสนุกเหมือนอย่างเคย เพราะมองเห็นแต่โทษภัยของการขาดสติ โทษของการที่เผลอเพลินไปกับกิเลสต่างๆ
จนในที่สุด เมื่อครบ 10 ปี ตรงกับที่ได้ตั้งอธิษฐานไว้ และเป็นปีที่หลวงพ่อชาได้มรณภาพ ในกาลนั้นท่านได้เห็นสัจธรรมความไม่เที่ยงของสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ไม่เว้นแม้แต่ครูบาอาจารย์ที่ท่านเคารพ จึงอาศัยสิ่งนี้เป็นอันดับแรก เป็นอนุสติเครื่องกระตุ้นเตือนใจ ผลักตัวเองให้ออกจากชีวิตทางโลก ประกอบกับเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย และไม่ค่อยเห็นประโยชน์ในการใช้ชีวิตฆราวาสเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งได้รู้สึกถึงความก้าวหน้าของผลการปฏิบัติ ที่ค่อยๆ ฝึกหัดกระทำมาตลอด 14 ปี นับแต่เจอหลวงพ่อชา สิ่งเหล่านี้จึงรวมมาเป็นเหตุปัจจัยผลักดันให้ท่านเข้ามาบวชอีกครั้ง
ซึ่งครั้งนี้เข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัตร์ ที่สำนักสงฆ์บุญญาวาส จังหวัดชลบุรี ปัจจุบันเป็นวัดสาขาของวัดหนองป่าพง มีพระอาจารย์ตั๋น (พระอาจารย์อัครเดช ถิรจิตฺโต) เป็นเจ้าอาวาส หลังจากบวชได้ระยะหนึ่ง ในระหว่างออกปลีกวิเวกธุดงค์ร่วมกับพระเถระอีก 2 รูป ได้มาบำเพ็ญภาวนา พำนักอยู่ยังผืนนาอันเป็นของแม่ที่ยกถวาย ณ บริเวณถนนลำลูกกา คลองสิบ จังหวัดปทุมธานี เรื่อยมาจนท่านได้ 5 พรรษา จากนั้นเป็นช่วงเวลาที่ท่านได้พำนัก อยู่เพียงลำพังผู้เดียว จึงอาศัยความสันโดษวิเวกนี้เป็นโอกาสแห่งการปฏิบัติภาวนาอย่างเต็มกำลังความสามารถ พร้อมทั้งศึกษาธรรม และวินัยจากพระโอษฐ์ควบคู่กันไป
ในช่วงหน้าแล้งของแต่ละปี ได้หาโอกาสออกวิเวกตามป่าเขา จนในพรรษาที่ 7 หลังออกวิเวกธุดงค์ โดยเดินจากเมืองกาญจนบุรีผ่านทุ่งใหญ่นเรศวร ขึ้นจังหวัดตาก และเมื่อกลับมาถึงคลองสิบ ได้เป็นไข้มาลาเรีย นอนป่วยอยู่ผู้เดียวเป็นเวลา 7 วัน จึงมีคนมารับไปรักษาผลจากอาพาธครั้งนี้ทำให้ท่านมีอาการอ่อนเพลียต่อเนื่องมาอีก 5 ปี จึงเริ่มหายเป็นปกติ ในระหว่างนั้นสถานที่ดังกล่าวค่อยๆ ได้รับการพัฒนาตามลำดับ ต่อมาในปี พ.ศ.2545 หรือประมาณ 8 ปี นับแต่ได้มาอยู่บำเพ็ญภาวนาสถานที่แห่งนี้ จึงได้ขึ้นทะเบียนตั้งเป็นวัดนาป่าพงจวบจนถึงปัจจุบัน
ต่อมา ได้วางแนวทางการปฏิบัติของพระสงฆ์ในวัดได้อย่างชัดเจน โดยยึดแต่คำสอนที่เป็นพุทธวจนของพระพุทธเจ้าเป็นแนวทาง ท่านได้วางนโยบายในวัดให้มีความสงบสอดคล้องเหมือนกับการออกวิเวกธุดงค์ กำหนดกิจข้อวัตรของพระในวัดให้กระชับที่สุด และเป็นกฎเกณฑ์ของหมู่คณะที่ต้องเคร่งครัด เพื่อเปิดโอกาสให้พระได้มีเวลาในการภาวนามากๆ ผู้ที่จะบวชในวัดนี้ควรจะต้องมีเวลาอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อเตรียมตัวอยู่เป็นผ้าขาวก่อนประมาณ 2 อาทิตย์ จากนั้นบรรพชาเป็นสามเณรอีกประมาณ 1 อาทิตย์ จึงจะสามารถบวชเป็นพระได้ ทั้งนี้เพื่อฝึกฝนข้อวัตรปฏิบัติ และเป็นการชำระกายใจให้บริสุทธิ์เสียก่อน เนื่องเพราะเห็นว่าการบวชในระยะสั้นๆ นั้นเกิดประโยชน์น้อยและเสี่ยงต่อการทำผิดในเพศบรรพชิตได้ง่าย
โดยเน้นย้ำในเรื่องการศึกษาและปฏิบัติธรรมะ ว่า ควรศึกษาโดยตรงในธรรมะจากพระโอษฐ์เท่านั้น เพราะที่ทรงตรัสถึงขีดจำกัดของสาวกที่เป็นเพียงผู้เดินตามมรรค การแสดงความเห็นของสาวกย่อมมีข้อผิดเพี้ยน ซึ่งเป็นเหตุเสื่อมและเป็นความอันตรธานแห่งธรรมวินัยของตถาคตในกาลยืดยาวนาน ฝ่ายอนาคต และเป็นเหตุแห่งการนับถือศาสนาพุทธที่ผิดเพี้ยนไปด้วย รวมถึงการนำพระพุทธศาสนาไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง และแนะนำการศึกษาพระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์ จากหนังสือที่ท่านพุทธทาสได้รวบรวมเฉพาะคำพูดจากพระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาค เจ้าโดยตรง ไม่ปนความเห็นของผู้ใด มี 5 เล่ม คือ
1.อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคต้น
2.อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคปลาย
3. ขุมทรัพย์จากพระโฮษฐ์
4.พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ และ
5.ปฏิจฺจสมุปฺบาทจากพระโอษฐ์
ซึ่งทางธรรมสภาได้รวบรวมและจัดส่งให้โดยสะดวกแก่ผู้โทรสั่งซื้อ โดยท่านกล่าวว่า “การที่พุทธบริษัทศึกษาและปฏิบัติจากคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรงนี้ จะทำให้การภาวนาเจริญก้าวหน้า และเป็นทางเดียวที่จะช่วยสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาที่บริสุทธิ์ได้อย่างสมบูรณ์”
อย่างไรก็ตาม เรื่องฉาวต่างๆ ก็ต้องจับตากันต่อไปค่ะ ว่าจะจบยังไง หากมีความคืบหน้าจะอัปเดตให้ทราบ
ที่มา : กลุ่มเฟซบุ๊ก พุทธที่แท้จริง