โอม! นะโม พุทธะ นะ มะ อะ อุ เมื่อความรักไม่เป็นผล ความใคร่จึงเป็นวิธีสุดท้ายที่ใช้ผูกรั้ง
a day magazine
อัพเดต 29 ต.ค. 2568 เวลา 22.43 น. • เผยแพร่ 29 ต.ค. 2568 เวลา 11.00 น. • a day magazineเคยเป็นไหม ยามมีรักให้ใครแล้วเขาไม่รักตอบ แม้พยายามทุกวิธีแล้วก็ยังไม่ได้ครองดวงใจนั้น แต่กลับดึงดันไม่ยอมจำนนต่อความจริง เหมือนเพลงเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม หนำซ้ำความอยากได้ยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก จนคิดว่าหากมีหนทางไหนที่ช่วยให้เขามองเห็นเราอย่างที่เราเห็นเขาก็พร้อมจะคว้ามันไว้ แม้ความช่วยเหลือนั้นจะมาในรูปแบบลมๆ แล้งๆ จับต้องไม่ได้ก็ตาม เช่น การขอความช่วยเหลือจากสิ่งที่มองไม่เห็น สวมชุดสีชมพูหวานอ้อนวอนพระแม่ลักษมีตามคำร่ำลือ
แต่เมื่อ I told พระแม่ลักษมี about you แล้วก็ยังไม่เป็นผล ความรักอาจทำให้ตาบอดยอมถลำลึกในศาสตร์สายดำ
อย่างในภาพยนตร์หรือละครไทยที่ตัวร้ายมักได้รับบทช้ำรัก กี่ครั้งกี่คราวก็ไม่เคยสมหวัง วันดีคืนดีเหตุการณ์กลับตาลปัตร หลังจากเห็นตัวร้ายกำของต้องสงสัยไว้ในมือ ปากพูดมุบมิบลำพัง แล้วตัวเอกก็หันกลับมาให้กอดอย่างไม่น่าเชื่อ
คาถาผัวรักผัวหลง คาถามนตร์รักมหาเสน่ห์ คาถาเรียกรักกลับคืน เหล่านี้เป็นเรื่องเล่านานนมที่คนโบราณกระซิบต่อกันมา ภายในเรือนครัวเก่าที่กลิ่นไม้จันทน์หอมอบอวล ทุกตำรับยาต่างมีต้นกำเนิดและความหมายซ่อนอยู่ใต้ควัน แม้จะเป็นวิชาหรืออวิชชามันก็ยังไม่เคยจางหายไป
เพราะเมื่อความรักไม่เป็นผล ความใคร่จึงเป็นวิธีสุดท้ายที่ใช้ผูกรั้ง
ในแดนล้านนา ‘อิ่น’ ถือเป็นเครื่องรางแห่งเสน่ห์และโชคลาภที่ใช้กันอยู่หลายชั่วอายุคน อิ่นแต่ละชิ้นไม่ได้เป็นวัตถุธรรมดา แต่เป็นเครื่องแทนความปรารถนาและความเชื่อของผู้คนที่สร้างมันขึ้นมา สมุนไพรทุกชนิดจะถูกคัดสรรอย่างพิถีพิถัน
โดยการหยิบใช้ของที่มีความหมายในตัวเอง ทนฤทธิ์ทนเดชและมีชื่อเสียงเหมาะกับเรื่องนั้น อย่างว่านที่มีสรรพคุณเจาะจง ต้นไม้ตายพราย ไม้ตะเคียน ไม้พะยูง น้ำจากบ่อศักดิ์สิทธิ์ ดินจากแหล่งป่าช้า บางตำราจะใช้ดอกจันทน์เทศพร้อมด้วยสมุนไพรที่นำมาสกัดเป็นน้ำมัน ทั้งน้ำผึ้งเข้มข้นจะถูกหยดลงไปเป็นส่วนผสมสุดท้าย การปรุงอิ่นนั้นไม่ได้ทำกันได้ง่าย เพราะต้องหาฤกษ์งามยามดี เช่น วันพระจันทร์เต็มดวงหรือยามเช้าเพื่อให้สมุนไพรออกฤทธิ์แรงที่สุด
ก่อนจะร่ายคาถาลงไปให้อิ่นที่นอนแน่นิ่งกลายเป็นเครื่องรางที่มีชีวิต
“เดินทางไปตี้ใด ก่ขอหื้อมีก้าคนฮักคนเมตต๋า แม้นบ่หล่อบ่งาม ก่ขอหื้อเสน่ห์แอบแฝงดึงใจ๋เพศตรงข้ามหื้ออ่อนไหว เจรจาค้าขายหมดโวยหมดเสี้ยง ไผหันก่ฮักก่ชอบ ผูกจิตพิชิตใจ๋หื้อเปิ้นกึดเติงหาตั๋วเพียงผู้เดียว แม้นบ่หันหน้า ก่ขอได้ยินเสียงและหันตีนอยู่ชายคา งวยงงจ๋นฮู้สึกดั่งต้องมนตร์สะกดหื้อนึกฮัก แม้นโขดดังไฟก่จังบ่ลง”
อิ่นมีอยู่หลายรูปแบบ แต่แบบที่นิยมมักอยู่ในร่างตุ๊กตา ผู้ที่ลงมือปรุงจะต้องตั้งใจและมีจิตแน่วแน่ อาจารย์เจนวิชาอิ่นท่านหนึ่งกล่าวถึงเหตุผลที่อิ่นต้องอยู่ในร่างตุ๊กตาหญิงชายกอดกัน เพราะคำว่า‘อิ่น’ หมายความว่ารัก รักจนวันตาย! ในวิถีของคนโบราณจึงสร้างอิ่นขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงความรักสูงสุด หรือการเสพสมกันในมนุษย์ทั้งหลาย
อิ่นแก้วอิ่นคำจะใช้วัสดุที่ทำขึ้นจากแก้วขาว แก้วเขียว และแก้วแดง ถือเป็นแก้วอันมีค่าที่ทำให้เกิดความชุ่มเย็น ทองคำบริสุทธิ์จะถูกใช้ทำเป็นตัวอิ่น คาถากำกับอิ่นต้องห้ามสวดนะโมเป็นอันขาด เพราะอิ่นสร้างขึ้นมาด้วยเรื่องของกามตัณหา ไม่ข้องเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นใด
ทั้งไม่ควรแขวนอิ่นร่วมกับพระเครื่อง ให้ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือกางเกงแทน หากจะทำเสน่ห์สีผึ้งก็ใช้วาสลีนทดแทนกันได้ โดยนำอิ่นบรรจุลงในตลับก่อน แล้วค่อยๆ ละเลียดวาสลีนลงริมฝีปาก ก่อนว่าด้วยคาถาและลูบผ่านอิ่นก็จะนำมหาเสน่ห์ชั้นเอกมาให้ หรือหากใช้อิ่นทำน้ำมนตร์เพื่อล้างหน้า แกว่งลงน้ำให้ผู้อื่นดื่มจะทำให้ลูกเมียอยู่ในโอวาท หากอยู่ในที่อาถรรพ์ก็เอาชนะอาถรรพ์นั้นได้ เจรจากลางฝูงชนจะได้รับความเมตตา
อย่างคาถาอันว่าด้วย“นะ โม พุท ธา ยะ” ที่ปรากฏอยู่ในบทพูดของภาพยนตร์หลายเรื่อง มาจากคำเล่าขานถึง ‘ขุนแผน’ ผู้เป็นที่เลื่องลือด้วยคาถานะและตะกรุดฝังภายในตัว ช่างผู้ทำตะกรุดขุนแผนจะเลือกแผ่นทองเหลืองหรือแผ่นตะกั่วบริสุทธิ์ มาลงยันต์นะด้วยมือของตนเอง ทุกเส้นยันต์ต้องวาดด้วยความตั้งใจเต็มเปี่ยม จากนั้นจะม้วนเป็นแท่งเล็กๆ และลงน้ำผึ้งหลวง แช่ค้างสามคืน เสริมด้วยเหล้าแดงหอมเพื่อปลุกพลังเสน่ห์ให้เต็มที่ จวบจนถึงวันนี้ผู้คนก็ยังช่วงชิงพระขุนแผนในท้องตลาดกันอยู่
การลงยันต์นะนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องทำในคืนวันจันทร์ 15 ค่ำ และนำไปเสกในกองฟอนเผาผีตามความเชื่อล้านนาโบราณ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับผีหรอก แต่เป็นพิธีผูกใจให้รักกันจนวันกว่าชีวิตจะหาไม่ ว่ากันว่าผู้ใดพกตะกรุดขุนแผนและลงยันต์นะมักมีแรงดึงดูดที่ใครเห็นแล้วก็อดเอ็นดูไม่ได้ อยู่ใกล้จะรู้สึกอบอุ่นเหมือนมีพลังเมตตาไหลออกจากผู้พก
อย่างในภาพยนตร์แฮร์รี่พอตเตอร์ อันเป็นโลกแห่งเวทมนตร์ก็ได้แทรกความเชื่อยาเสน่ห์เอาไว้ในตอนหนึ่ง ตัวละคร‘โรมิลดา เวน’ เธอพยายามมอบน้ำยาเสน่ห์ที่ซื้อมาจากแฝดวีสลีย์ให้แก่‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ ด้วยการผสมยาลงในหม้อต้มช็อกโกแลต แต่ผู้ที่ได้กินมันกลับเป็น‘รอน วีสลีย์’ และมันทำให้เขาหลงใหลโรมิลดาอย่างบ้าคลั่ง! ก่อนจะได้รับการถอนพิษในภายหลัง
แต่หากค้นในกระทู้พันทิปเกี่ยวกับการทำเสน่ห์เสกให้ใครรักใคร่แล้ว
“ถ้าทำเสน่ห์ใส่คนอื่นก็ไม่รู้ว่ามีจริงไหม แต่ถ้าทำเสน่ห์ใส่ตัวเองด้วยการดูแลตัวเองให้ดี แต่งตัวให้เป็น สร้างนิสัยหรือมายด์เซ็ตที่ดี ใครเจอก็หลงเสน่ห์แน่นอน” ความเห็นจากผัดมาม่าใส่ผักบุ้งกุ้งสองตัว
“ไม่แนะนำให้ทำเสน่ห์นะครับ ยกตัวอย่างว่าคุณเคยชอบการดื่มกาแฟใส่นม ต่อมาก็เปลี่ยนใจไปชอบกาแฟดำ ไม่หวาน ไม่ครีม ที่เป็นแบบนี้คุณว่ามันเกิดจากกาแฟใส่นมไม่อร่อยขึ้นมากะทันหัน หรือเกิดจากคุณได้ลองชิมรสชาติกาแฟสไตล์อื่น” ความเห็นจากมะม่วงหิมพานต์
ความเห็นส่วนใหญ่นั้นเป็นไปในทางเดียวกันว่าอย่าหาทำ และจากที่เกริ่นไปตอนต้นถึงตัวร้ายในละครที่ลุ่มหลงในมนตร์ดำ พวกเขาไม่เคยมีจุดจบที่สุขสันต์อย่างแท้จริง หรือหากใครเคยฟังเดอะโกสต์เรดิโอก็คงพอเข้าใจว่าการทำเสน่ห์ไม่เคยนำผลดีมาให้เลย ยาเสน่ห์นั้นเสมือนความหลงใหลมากกว่าความรักใคร่ ทั้งผู้ได้รับยาเสน่ห์ก็จะตาสว่างในวันใดวันหนึ่งเสมอ เพราะความรักที่แท้จริงไม่อาจสร้างขึ้นได้ด้วยวิธีการประดิษฐ์
และแม้ไม่มีใครรู้ว่าคาถาทั้งหมดจะมีจริงหรือเปล่า
“เดินทางไป ณ ที่แห่งหนตำบลใดให้มีแต่คนรักใคร่เมตตา แม้นไม่หล่อไม่สวยแต่ขอเสน่ห์ช่วยแอบแฝงดึงดูดใจเพศตรงข้ามให้อ่อนไหว เจรจาค้าขายหมดไวหมดเกลี้ยง คนเห็นนิยมชมชอบเสมอ ผูกจิตพิชิตใจให้เขาใคร่คิดถึงเราผู้เดียว แม้นไม่เห็นหน้าก็ขอได้ยินเสียงและเห็นตีนอยู่ชายคา งวยงงจนรู้สึกดังต้องมนต์สะกดให้นึกรัก แม้นโกรธดังไฟก็เกลียดไม่ลง”
สาธุสามครั้ง