“ตราประจำจังหวัด” มายาคติประชาธิปไตยกับกระบวนการสร้างความหมายผ่านอุดมการณ์รัฐไทย
ตราประจำจังหวัด สัญลักษณ์แห่งมายาคติประชาธิปไตยกับกระบวนการสร้างความหมายผ่านอุดมการณ์รัฐไทย
การเกิดขึ้นของ“ตราประจำจังหวัด” ในประเทศไทยริเริ่มขึ้นจากตราประจำตำแหน่งของเจ้าเมืองในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์และตราประจำธงประจำกองลูกเสือ14 มณฑล ในสมัยรัชกาลที่6-7 ตราประจำจังหวัดทั้ง77 จังหวัดปัจจุบันล้วนถูกสร้างขึ้นมาจากกระบวนการสร้างความหมายระหว่างรัฐไทยและส่วนท้องถิ่น เพื่อหาอัตลักษณ์ของท้องถิ่นและใช้เป็นค่านิยมทางวัฒนธรรมโดยมีความหมายที่ซับซ้อน แฝงเร้น ในเชิงอุดมการณ์ของรัฐไทย โดยเป็นมายาคติที่เป็นตัวกำหนดในการรับรู้ของคนในสังคมนั้นๆ
ตราประจำจังหวัดเริ่มขึ้นและเติบโตมากับนโยบายการสร้างชาติของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ด้วยในปี พ.ศ. 2483 นโยบายดังกล่าว ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างความเป็นชาติของคนไทยไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น เพลงชาติไทย ภาษาไทยเป็นภาษาราชการ การแต่งกาย รวมถึงวัฒนธรรมในบริบทของสังคมในสมัยนั้น
แต่ผู้เขียนพยายามจะอธิบายถึงช่องว่างถึงประชาชนที่มีพหุทางวัฒนธรรมในสังคมไทยที่หลากหลายสามารถมีพื้นที่ของตนเองในการสร้างอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นได้ ผ่านการสร้างความหมายเชิงสัญลักษณ์ในตราประจำจังหวัด โดยมีกรมศิลปากรและคณะกรมการจังหวัดทั้ง74 จังหวัด (ในสมัยนั้น) ซึ่งบุคคลดังกล่าวมีส่วนในการนำมายาคติและการเกิดกระบวนการสร้างความหมายของตราประจำจังหวัดเป็นต้นมา
อีกทั้งตราประจำจังหวัดส่วนใหญ่จะพิจารณาด้วยประวัติศาสตร์และโบราณคดีโดยชาวจังหวัดจะต้องพอใช้กับแนวคิดนี้ด้วย
มายาคติเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองโดยใช้ประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นมาในสังคมไทยตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อาทิ หมุดก่อกำเนิดคณะราษฎร ก็ถือว่าเป็นผลผลิตทางสังคมที่เป็นภาพสะท้อนถึงบริบทช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสังคมไทย ตราประจำจังหวัดเช่นเดียวกัน ปัจจุบันตราประจำจังหวัดในประเทศไทยมีอยู่77 จังหวัด ซึ่งมายาคติเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองโดยอาศัยผลผลิตของประชาธิปไตยนั้น จะมีตราประจำจังหวัดอยู่3 จังหวัด ที่ใช้กระบวนการสร้างความหมายเชิงสัญลักษณ์ระหว่างรัฐไทยและส่วนท้องถิ่นทั้งสำเร็จและไม่สำเร็จ โดยถูกใช้เป็นตราประจำจังหวัด1 จังหวัด และพยายามใช้เป็นตราประจำจังหวัด2 จังหวัดแต่ไม่สำเร็จ
“ร้อยเอ็ด” จังหวัดแรกและจังหวัดเดียวในประเทศไทยกับมายาคติประชาธิปไตยที่มีความหมายโดยนัยแฝง
จังหวัดร้อยเอ็ด คณะกรมการจังหวัดได้เสนอรูปเกาะกลางบึงพลาญชัย กรมศิลปากรเห็นว่าจังหวัดนี้มีบึงใหญ่อยู่กลางเมืองเป็นสิ่งธรรมชาติที่เด่น โดยควรทำเป็นรูปบึงใหญ่มีเกาะอยู่กลาง กลางเกาะเป็นที่ประดิษฐานพานรัฐธรรมนูญ ถือเป็นจังหวัดแรกและจังหวัดเดียวในประเทศไทยที่กรมศิลปากรเลือกใช้มายาคติประชาธิปไตย โดยมีพานรัฐธรรมนูญเป็นตัวแทนของมายาคตินั้น ส่วนความหมายของนัยแฝงนั้น กรมศิลปากรได้เขียนบันทึกในหนังสือตราประจำจังหวัดที่กรมศิลปากรจัดพิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2542 หน้า171 ไว้ว่า
“ตราประจำจังหวัดร้อยเอ็ดเป็นเกาะอยู่กลางบึงพลาญชัยกลางเกาะมีศาลาซึ่งภายในประดิษฐานพานรัฐธรรมนูญขอบตราตอนล่างเป็นลายกระหนกหมายถึงความพร้อมเพรียงยึดมั่นสามัคคีกันของชาวเมืองเนื่องจากบึงพลาญชัยนี้ประชาชนในจังหวัดเคยพร้อมใจกันขุดลอกเมื่อพ.ศ. 2490 โดยใช้กำลังคนจำนวนมากพานรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องหมายของความสามัคคีเช่นกัน”
แต่ในปัจจุบันตราประจำจังหวัดร้อยเอ็ดโดยมีรูปพานรัฐธรรมนูญจำลองบนเกาะกลางบึงพลาญชัยถูกยกเลิกใช้ไปแล้ว โดยในปี พ.ศ. 2545 ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตราประจำจังหวัดแสดงรูปศาลหลักเมืองแทนพานรัฐธรรมนูญ บนเกาะกลางบึงพลาญชัย เบื้องหลังเป็นรูปพระมหาเจดีย์ชัยมงคล มีกรอบวงกลมเป็นรูปรวงข้าวล้อมรอบ
“พระนคร” “ประจวบคีรีขันธ์” กับการสร้างมายาคติประชาธิปไตยที่ไม่สำเร็จ
จังหวัดพระนคร เนื่องจากในปี พ.ศ. 2483 กรุงเทพและธนบุรี ยังไม่ได้รวมเขตปกครองเดียวกัน มายาคติประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในการพยายามทำให้จังหวัดพระนครมีตราประจำจังหวัดคือ การที่คณะกรมการจังหวัดเสนอเครื่องหมายทั้งหมด5 รูป ได้แก่ พระที่นั่งอนันตสมาคม รูปปราสาทสามยอด (พระที่นั่งจักรี) รูปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย รูปภูเขาทอง และรูปพระแก้วมรกต สุดท้ายกรมศิลปากรเห็นว่าควรจะเป็นรูปปราสาทสามยอด เหมาะสมที่สุด โดยเห็นว่าหน้าบรรพปราสาทเป็นเครื่องหมายพุทธศิลป์ องค์ปราสาทแสดงเห็นถึงการเป็นราชธานี
จากเครื่องหมายทั้งหมดนั้น รูปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยถือเป็นผลผลิตทางความคิดของคณะกรมการจังหวัดที่พยายามนำเสนอเป็นมายาคติประชาธิปไตยในตราประจำจังหวัดพระนครนั้น กรมศิลปากรเห็นว่า เป็นเครื่องหมายระเบียบการปกครองของไทยทุกจังหวัดอยู่แล้วทำให้มายาคติประชาธิปไตยแบบนี้ไม่ถูกใช้ในที่สุด
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เช่นเดียวกัน มายาคติประชาธิปไตยในตราประจำจังหวัดที่ไม่ถูกใช้ในเชิงสัญลักษณ์เช่นเดียวกับจังหวัดพระนครกล่าวคือคณะกรมการจังหวัดได้เสนอตราประจำจังหวัดให้แก่กรมศิลปากรเพื่อพิจารณาคัดเลือก3 รูป ได้แก่ รูปเทวดาประจำทิศท้าววิรุณหก รูปพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ รูปเกาะ2 เกาะมีพานรัฐธรรมนูญและธงชาติสุดท้ายกรมศิลปากรเห็นว่าควรจะเป็นรูปพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ กับรูปเกาะหลักและเกาะแรดเป็นเครื่องหมายเหมาะสมที่สุด เพื่อระลึกถึงนามเดิมของจังหวัด
จะเห็นได้ว่ามายาคติประชาธิปไตยกับกระบวนการสร้างความหมายผ่านอุดมการณ์รัฐไทยทั้ง3 จังหวัดนั้นจังหวัดร้อยเอ็ดเป็นจังหวัดเดียวที่ได้เห็นมายาคติประชาธิปไตยในเชิงสัญลักษณ์ที่เป็นตัวกำหนดและเป็นผลผลิตของสังคมและการรับรู้ของสังคมไทยในช่วงเวลานั้น
แต่มายาคติประชาธิปไตยที่นำไปใช้นั้นถูกตีความในเชิงแง่ของความสามัคคีในหมู่คณะในการขุดลอกบึงพลาญชัยเพียงเท่านั้น ซึ่งอาจจะสื่อความหมายของประชาธิปไตยที่ไม่ครอบคลุมถึงองค์ความรู้ความหมายทางสังคมและการเมืองการปกครองอย่างแท้จริง
ส่วนจังหวัดพระนครและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มายาคติที่คณะกรมการจังหวัดสะท้อนออกมาได้เห็นถึงลักษณะของสัญลักษณ์ทางการเมืองในแง่รูปแบบการปกครองประชาธิปไตยเช่นเดียวกันถึงแม้มายาคตินี้จะไม่ถูกใช้ก็ตาม
อ่านเพิ่มเติม :
- รู้หรือไม่? ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด “เชียงราย” เคยเป็น “หนุมาน”
- สงสัยไหม? ที่มา “ตราประจำจังหวัด” ทั่วไทย เกิดขึ้นเมื่อไหร่ เริ่มใช้ตอนไหน
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง:
กรมศิลปากร. ตราประจำจังหวัด. กรุงเทพมหานคร : กรมศิลปากร, 2542
คณะกรรมการประชาสัมพันธ์และพิมพ์เอกสารการจัดงานฉลอง25 พุทธศตวรรษ พ.ศ.2500, จังหวัดร้อยเอ็ด ฉลอง25 พุทธศตวรรษ(พระนคร: โรงพิมพ์อุดม, 2500)
โขมสี แสนจิตต์. ตราประจำจังหวัด: มุมมองจากสัญวิทยาสู่อัตลักษณ์ความเป็นท้องถิ่น. กองทุนวิจัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปี2554
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 มกราคม 2566
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ตราประจำจังหวัด” มายาคติประชาธิปไตยกับกระบวนการสร้างความหมายผ่านอุดมการณ์รัฐไทย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com