เผยมุมมองผ่านหลายบทบาทของชีวิต ตู ต้นตะวัน ผู้ทำได้ทุกอย่างด้วยพลังแห่งการโฟกัส
ว่าที่ทันตแพทย์ที่เต็มตื้นหัวใจเสมอเมื่อทำให้คนไข้กลับมายิ้มได้ กูรูกดบัตรคอนเสิร์ตเค-ป๊อป มือถ่ายกล้องฟิล์มและนักแสดงที่อยากสร้างภาพจำใหม่ของนางเอกสายสู้คน ตู-ต้นตะวัน ตันติเวชกุล ผู้ทำได้ทุกอย่างด้วยพลังแห่งการโฟกัส
พลบค่ำ ฝนพรำ ตูมาถึงสตูดิโอในชุดนิสิตหลังเพิ่งเสร็จสิ้นชั่วโมงแห่งการลงคลินิกพบคนไข้ของนิสิตปี 4 คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ใบหน้าไร้เครื่องสำอาง—แม้กระทั่งแป้งบางๆ ก็ไม่มี ทำให้ตูดูเป็นเช่นวัยรุ่นในวัยเรียนคนหนึ่ง หากแง่มุมความเป็นคนหน้ากล้องของเธอค่อยๆ ปรากฏขึ้นในทุกฝีแปรงของเมกอัพอาร์ทิสต์ เช่นเดียวกับถ้อยคำที่พรั่งพรูปลดปล่อยความคิดอ่านของเธอ ซึ่งเป็นเสียงเดียวภายในสตูดิโอที่เงียบงันราวกับจะคล้อยฟังเรื่องราวของตูไปด้วย
“สมัยก่อนพี่ตน (ต้นหน ตันติเวชกุล) เป็นติ่งวงร็อก เขาชอบมาแซวตูที่เป็นติ่งเกาหลี” แฟนเกิร์ลของ 2PM, Girls’ Generation และ EXO เล่าถึงสายสัมพันธ์กับพี่ชายที่สนิทกันมากและแชร์กันทุกเรื่อง ตั้งแต่เสื้อผ้าจนถึงคำปรึกษาในการรับงาน แน่นอนว่าเมื่อเปิดด้วยเรื่องโปรดอย่างเค-ป๊อป ตูซึ่งดูเพลียเล็กน้อยจากการเรียนกลับตาใสวาบขึ้นมา เราจึงปล่อยให้เธอปลุกตัวเองด้วยหัวข้อโปรดเสียก่อน “เราต้องไปร้านสะดวกซื้อตั้งแต่เช้า ถ้าไปกดตามเคาน์เตอร์ เน็ตจะเสถียรกว่าใช้อินเทอร์เน็ตบ้านที่เวลาคนเข้าเว็บเยอะๆ แล้วเน็ตจะช้า” เธอแชร์เทคนิคกดบัตรคอนเสิร์ตวงเค-ป๊อปดังๆ ที่บัตรมักขายหมดภายในเวลาไม่กี่นาที “การเป็นแฟนเกิร์ลเราว่ามีข้อดี พอเรามาเป็นศิลปินทำงานแสดงก็เสริมสร้างกำลังใจให้เราว่าศิลปินที่เราชอบเคยผ่านจุดที่ยากมาได้ เราก็ต้องผ่านไปให้ได้เหมือนกัน” น้ำเสียงตูมุ่งมั่น หากนั่นเป็นช่วงก่อนที่ตูกำลังจะพาตัวเองไปเจอกับอะไร ทำให้น้ำเสียงขณะเล่าภาคต่อหลังจากควบสองงานทั้งเรียนทันตแพทย์และทำงานแสดงไปพร้อมกันลดความมั่นใจไปเล็กน้อย
“มีช่วงหนึ่งที่เรามีสอบเป็น 10 ตัว และเป็นช่วงใกล้ปิดกล้อง F4 (F4 Thailand หัวใจรักสี่ดวงดาว BOYS OVER FLOWERS) คิวถ่ายชนกับการเรียน เราพยายามหาเวลาอ่านหนังสือให้ได้มากที่สุด กลายเป็นว่าเราต้องแบ่งเวลาในกองถ่ายไปอ่านหนังสือ ซึ่งทำให้การถ่ายทำ ณ ตอนนั้นหลุดโฟกัสไปบ้าง ช่วงที่คิวถ่ายชนคิวเรียนที่ต้องเข้าเช็กชื่อใน Zoom พอผู้กำกับคัตปุ๊บ เราต้องรีบวิ่งไปเปิดไอแพดเพื่อส่งงานให้ทันเพื่อนที่อยู่ใน Zoom ตอนถ่ายงานอยู่ก็ไม่รู้ว่าอาจารย์จะเรียกแก้งานเมื่อไร ต้องคอยดูโทรศัพท์เพื่อจะเช็กว่าเพื่อนไลน์มาบอกตอนไหน สมาธิเสียไปเลยตอนนั้น เรารู้สึกว่าเราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่เราก็พยายามที่สุดแล้วที่จะรับผิดชอบงานทั้งสองอย่าง” ตูกล่าว
“ก่อนจะตัดสินใจมาทำงานแสดง เราคุยกับที่บ้านจนเข้าใจตรงกันว่ามันยากแน่นอนที่เราจะทำงานไปพร้อมกับเรียนหนังสือ แต่เราสัญญาว่าสิ่งสำคัญอันดับแรกของเราคือการเรียน ถ้าจะไปทำงานแสดงก็ให้เชื่อใจกันว่าการเรียนมาก่อนเสมอ แม้ว่าเราอาจจะพลาดโอกาสในการทำงานหลายๆ อย่างไปบ้าง แต่เราก็รับผิดชอบสิ่งที่เรารับปากเอาไว้ ท้ายที่สุดแล้วถ้ามันคือโอกาสที่เราจะได้ทำงานนั้นจริงๆ เราต้องได้ทำในสักวัน เหมือนตอนแรกที่ F4 ติดต่อมา เราไม่ได้ไปแคสต์เพราะเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่ จน 1 ปีผ่านไปทีมงานติดต่อมาอีกครั้ง คราวนี้เราเข้าทันตแพทย์ จุฬาฯได้แล้ว จัดการเรื่องเรียนเรียบร้อยประมาณหนึ่ง เราจึงได้ไปแคสต์บทกอหญ้า”
กอหญ้าคือตัวละครเปลี่ยนชีวิตของตู เธอคือผู้เปิดเส้นทางสู่วงการบันเทิงให้ตูได้ทำงานแสดงสมใจ หลังจากสนใจศาสตร์การแสดงมากเสียจนลงเรียนคลาสแอ็กติ้งสมัยมัธยม “พอได้ทำงานแสดงจริงๆ เราชอบนะ และยังสนุกกับการแสดงมากๆ เรายังใหม่กับงานนี้ ยังมีหลายบทและหลายวิธีการที่อยากลอง ตอนนี้เรายังใช้แค่วิธีการแสดงที่เราพบเจอด้วยตัวเอง เราร่วมงานกับผู้กำกับตอนนี้เป็นคนที่ 2 เอง เรื่องงานแสดงยังเป็นเฟรชชี่อยู่” นิสิตปี 4 กล่าวถึงการเริ่มต้นครั้งใหม่ในโลกวงการบันเทิง “จริงๆ แล้วเราอยากเล่นบทร้ายๆ ที่ผ่านมาได้บทโดนกระทำ (หัวเราะ) ถ้าเราได้เป็นคนกระทำดูบ้างอาจจะได้เจอมิติใหม่ๆ บางซีนที่ตัวละครสู้กลับบ้าง ผู้กำกับจะชอบอารมณ์นั้นของเรา ดูสู้คนดี ซึ่งในชีวิตจริงเราเป็นคนไม่ยอมในเรื่องที่คิดว่าไม่ควรยอม อะไรที่ล้ำเส้น เราก็ต้องทำอะไรเพื่อสู้ให้ตัวเองบ้าง”
ไม่นานเกินรอบทสู้คนนั้นก็มาถึงในผลงานแสดงเรื่องใหม่ ซีรี่ส์10 Years Ticket หนังรักเรื่องที่แล้ว ซึ่งตูพยายามเล่าพล็อตให้ฟังโดยระวังไม่สปอยล์เปิดเผยเรื่องราวมากจนหมดลุ้น “เป็นแนวโศกนาฏกรรมดราม่า” ตูกรอกตาคว้าคำในอากาศ “เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักที่มีการแก้แค้นและความเกลียดชังของ 2 ครอบครัวที่เคยสนิทกันมาก รักคนที่ไม่ควรรัก เหมือนเป็นโรมิโอกับจูเลียตเวอร์ชั่นไทย” ตูดูจะชอบใจที่หาคำเหมาะๆ มาอธิบายได้ “เราอยากเล่นบทดราม่าอยู่แล้วก็สมใจอยาก แต่ในเรื่องเป็นฝ่ายโดนกระทำนะ ไม่ใช่ฝ่ายแก้แค้น (หัวเราะ) แต่เราแฮปปี้ที่ได้เล่นซีนอารมณ์เยอะ ชอบเล่นดราม่า ชอบที่ได้ปล่อยอารมณ์ข้างในที่สั่งสมไว้ออกมาทั้งของตัวเองและตัวละคร การแสดงเหมือนเป็นการบำบัดอย่างหนึ่ง ช่วงที่ไม่มีคิวถ่ายเราจะเซนซิทีฟมาก ไม่ได้ปลดปล่อยอารมณ์ที่คั่งค้างไว้ แต่นี่ต้องค่อยปรับอารมณ์ให้กลับมาเป็นตัวเองละ ใกล้ปิดกล้องแล้ว” ตูพูดอย่างเสียดายและคิดถึงตัวละครผสมกับความกลัวอยู่ลึกๆ
“เรากลัวจะมีภาพจำเดิมๆ ซึ่งเราโดนมาแล้วประมาณหนึ่งด้วยคำว่า ‘นางเอก’ ที่เรายังหาคำจำกัดความอยู่เหมือนกันว่านางเอกคืออะไร ทำได้แค่ไหน เราจำเป็นต้องยึดกับคำนี้มากน้อยแค่ไหน นางเอกที่เราอยากจะเป็น…น่าจะเป็นคนที่ถ่ายทอดอะไรดีๆ และให้ค่านิยมที่ดีกับสังคมและคนรุ่นใหม่มากขึ้น ไม่ใช่ว่านางเอกจะต้องยอม ร้องไห้ รอความช่วยเหลือ เราอยู่ในยุคที่ผู้หญิงต้องมีพาวเวอร์ของตัวเองได้แล้ว ตัวเราอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านจากนางเอกยุคเก่ามาเป็นเจเนอเรชั่นใหม่ ถ้าภาพจำของนางเอกเปลี่ยนไปได้ก็จะดี เราอยากเห็นนางเอกที่สามารถสร้างพลังให้กับผู้หญิงได้มากขึ้น”
แต่ในปัจจัยที่ตูควบคุมได้ก็คือการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ทั้งในหน้าที่ของทันตแพทย์และนักแสดง “ตอนนี้ได้ถอนฟัน ขูดหินปูน อุดฟัน และเอ็กซเรย์แล้ว” หมอตูเล่าหน้าที่ของตนที่ได้ลงคลินิกไปพบและรักษาคนไข้จริงๆ แล้ว “เราเลือกเรียนทันตแพทย์เพราะมันเคยเปลี่ยนชีวิตเรา แต่ก่อนเราไม่มั่นใจเวลายิ้ม พอไปดัดฟันก็ทำให้เรากล้ายิ้มมากขึ้นเหมือนโลกเปิดเลยทีนี้ คนไข้ที่เราเจอก็มีปัญหาเรื่องความไม่มั่นใจ เช่น ฟันหน้าผุ หรือต้องถอนฟันหน้า เขาจะไม่อยากถอน การที่ฟันหน้าหายไปจะรู้สึกเสียความมั่นใจมาก เราเข้าใจในจุดนี้มากๆ
“ยิ่งเวลาทำเคสเสร็จ เราจะมีความสุขมากๆ ที่ได้ช่วยคนด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้ ตอนแรกเราไม่ได้อินกับการทำงานทันตกรรมมากขนาดนั้น แต่พอได้เจอคนไข้จริงๆ ก็มีแรงจูงใจให้เราอยากเรียนและทำงานด้านนี้มากขึ้น เวลาเราทำฟันให้คนไข้เสร็จแล้วเขาขอบคุณเรา ความรู้สึกเต็มตื้นใจมากๆ เขาเรียกเราว่า ‘หมอ’ คำนี้เตือนให้เรารู้ตัวว่าเราไม่ใช่แค่นิสิตธรรมดา เราเป็นคนที่คนอื่นเรียกว่าหมอแล้วนะ เราต้องตั้งใจ รับผิดชอบ และรอบคอบในการทำงานมากขึ้น อย่างในไอจีเวลาเราลงรูปตอนใส่เสื้อกาวน์คนไลก์เยอะ เพราะเราไม่ค่อยเผยด้านการเรียนให้คนเห็น แฟนคลับส่วนหนึ่งชอบเราในแง่ที่เราเป็นแรงบันดาลใจในการเรียนให้เขา เขารอและอยากเห็นงานด้านนี้ของเรา ยูนิฟอร์มแพทย์ทำให้เราเปลี่ยนความคิดนะ เราโฟกัสมากขึ้นว่ากำลังทำอะไรอยู่ มีหน้าที่อะไร ยูนิฟอร์มมาพร้อมความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่” ตูหัวเราะให้กับคติประจำใจที่คล้ายว่าหมอเป็นสไปเดอร์อย่างไรชอบกล
“โลกสองโลกนี้ต่างกันมาก ถ้าให้ประเมินตัวเอง เราคิดว่าเราแยกโฟกัสระหว่างสองทางนี้ได้ค่อนข้างดี เวลาเราไปเรียนก็อยู่ในสังคมเพื่อนที่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับวงการบันเทิงเลย เป็นสภาพแวดล้อมอีกแบบที่ทำให้เราโฟกัสกับการเรียนได้ดี” เธอประเมินตัวเองในบทบาทความเป็นตู-ต้นตะวัน ผู้สนใจหลายอย่างและทำจริงจังในทุกสิ่งที่สนใจ นั่นทำให้ชีวิตของเธอสอดประสานเป็นเพลงเดียวกันได้ แม้บางท่อนบางตอนจะให้จังหวะแตกต่างกัน อย่างแพสชั่นในแฟชั่นก็ทำให้ตูซึ่งเคยอยากเป็นดีไซเนอร์สนุกกับการเป็นนางแบบมาก “เรา พ่อ และพี่ชาย แชร์เสื้อผ้าด้วยกัน ถ้าเราใส่เสื้อผ้าของพี่ตนก็จะหลวมนิดหนึ่ง ใส่เป็นโอเวอร์ไซซ์ เสื้อผ้าของพ่อเป็นวินเทจที่เขาไปเดินซื้อจากจตุจักร” ตูที่ตอนนี้สลัดคราบนิสิตไปเป็นสาวสายแฟเล่า “ตอนแรกที่พี่ตนใส่กระโปรง เรายังไม่ค่อยเข้าใจ พอเขาชัดเจนกับทางนี้ เราก็ภูมิใจมากที่พี่ชายเป็นคนแรกๆ ที่ใส่กระโปรง ทาเล็บ และเป็นส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนเรื่อง gender ในเมืองไทย”
ส่วนความหลงใหลในกล้องฟิล์มบ่มเพาะสมาธิให้เธอโฟกัสกับช่วงเวลาเล็กๆ และบันดาลใจให้ตูสร้างบัญชีในอินสตาแกรม @tuprefersyouwithgrain เป็นพื้นที่แชร์รูปถ่ายจากกล้องฟิล์มมาตั้งแต่เป็นนักเรียน ม. 6 ซึ่งเธอบันทึกทุกอย่างตั้งแต่ทิวทัศน์จนถึงบางประโยคที่สะกดให้หยุดคิดตาม “เราชอบถ่ายโปสเตอร์ หรือเวลาเจอประโยคธรรมดาที่น่ารักก็จะถ่ายเก็บไว้ ไม่ใช่คำคมที่ลึกซึ้ง ดูเท่ ดูฉลาด มันธรรมดามากๆ แต่ทำให้เราหยุดคิดได้ เช่น ช่วงเวลาสบตาเป็นช่วงเวลาแห่งเวทมนตร์ เราเป็นคนชอบโมเมนต์เล็กๆ” ตูยิ้มกับทุกเรื่องที่ยกมาพูดคุยกัน ซึ่งเป็นทุกหัวข้อที่เธอสนใจ “เราเกิดในยุคเปลี่ยนผ่านจากฟิล์มไปเป็นดิจิทัล เคยสัมผัสอารมณ์ของกล้องฟิล์มก็เลยชอบ ที่บ้านก็มีกล้องฟิล์มของคุณพ่อหลายตัว คุณพ่อเป็นฮิปสเตอร์สมัยหนุ่มๆ ที่บ้านมีกล้องฟิล์มรุ่นเก่าๆ ที่ตอนนี้มีแต่คนตามหา พอเราอยู่ในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างเห็นเลยและเห็นผลลัพธ์ได้ทันที เรากลับไปชอบขั้วตรงข้าม ชอบการรอคอย ชอบการที่ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร หรือต่อให้ใส่ฟิลเตอร์ รูปที่ออกมาก็ไม่เหมือนถ่ายด้วยฟิล์มจริงๆ เราไม่ได้ชอบที่ผลลัพธ์สุดท้ายเท่านั้นนะ เราชอบโมเมนต์ของการถ่ายรูปที่จำกัดด้วยฟิล์ม 36 รูป”
พลังของการโฟกัสในรายละเอียดเล่นบทบาทสำคัญในชีวิตของตู และก็พูดได้เต็มปากว่าเป็นสิ่งที่ประคับประคองให้เธอมาถึงจุดนี้ได้ “การเป็นทันตแพทย์ทำให้เรามีสมาธิกับงานแสดงมากๆ ด้วยความที่งานทันตแพทย์ต้องโฟกัสกับงานตรงหน้าซึ่งเป็นฟันเล็กๆ 1 ซี่ มันเป็นงานที่ต้องลงรายละเอียดมาก สมาธิทั้งหมดของเราต้องอยู่กับงานนั้นจริงๆ ทำให้เวลาเราไปแสดงจะโฟกัสกับอารมณ์ภายในได้ดี กลายเป็นคนเข้าสมาธิได้เร็วและอยู่กับตัวเองได้โดยไม่ต้องเทคนิคอื่นๆ ไม่ต้องมานั่งนึกว่าเคยเสียใจเรื่องอะไรมากเพื่อจะเข้าฉากร้องไห้ได้” ตูเผยเทคนิคการเรียนและการทำงาน
“ส่วนงานในวงการบันเทิงส่งเสริมงานทันตแพทย์ด้วย ทั้งจากเวลาแสดงที่เราได้รู้จักตัวละคร จากการทำงานที่เราได้เจอผู้คนเยอะมาก หรือกระทั่งจากการเจอแฟนคลับ เราได้เห็นชีวิตของคนหลากหลาย พอเราไปทำงานทันตแพทย์เลยกลายเป็นว่าเราเข้าใจความเป็นมนุษย์ รู้จักหาวิธีประนีประนอมกับคนที่เราพบเจอหรือทำงานด้วย ไม่ได้รู้แค่เรื่องวิชาการอย่างเดียว เรื่องการใช้ชีวิตและการเข้าสังคมก็ได้เรียนรู้มากขึ้น” อีก 2 ปีจะเรียนจบ ตูใช้เวลา 20 วินาทีพูดประเด็นสุดท้ายของการสนทนาว่า “การเป็นหมอกับงานในวงการบันเทิงทำควบคู่กันได้เท่าที่ทำมา แต่ถ้าสุดท้ายเราไม่ไหวจริงๆ ก็อาจต้องลดอย่างหนึ่งไปเพื่อให้โฟกัสกับอีกทางได้มากขึ้น แต่เราไม่คิดจะทิ้งทางใดทางหนึ่งอยู่แล้ว”
Story: สุภักดิภา พูลทรัพย์
Photographer : กฤษฎา กัสภาค
Fashion Editor : ธันวา เทียมเมฆ
Make up : ทรัพย์ศิริ ศิริวงษ์
Hair : พรหมญา บางพงศ์
Assistant Stylist : นราวิชญ์ เพ็งบุญตรู
Assistant Photographer : อานพชาภักดี, ณัฐพลชีพชล, อนุรักษ์ดวงต๋า
Watch & Jewelry : Cartier