โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส่องแฟชั่นหญิงล้านนาในอดีตผ่าน “ทรงผม”

เชียงใหม่นิวส์

อัพเดต 02 ก.พ. 2566 เวลา 15.36 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. 2566 เวลา 08.36 น. • Chiang Mai News

ในเกือบทุก ๆ วัฒนธรรมมักให้ความหมายและความสำคัญกับเส้นผมเป็นพิเศษ ทรงผมจึงไม่ใช่เรื่องของเสน่ห์ความงามเพียงอย่างเดียว แต่ยังเล่าถึงวิวัฒนาการ การแลกเปลี่ยนและรับอิทธิพลของวัฒนธรรมอื่นเข้ามากลมกลืนกับอัตลักษณ์ดั้งเดิมของตน โดยในอดีต ‘แม่ญิง’ หรือหญิงชาวล้านนามักนิยมไว้ผมยาวตั้งแต่วัยเด็กและไม่นิยมตัดผม ทำให้บางคนมีผมยาวจรดพื้น การ ‘เกล้า’ หรือ ‘มวยผม’ จึงเป็นวิธีการเก็บผมเพื่อความเรียบร้อย สวยงาม และสะดวกในการดูแลรักษาความสะอาด

มวยผมของหญิงชาวล้านนาจึงมีหลายแบบ แบบเรียบง่ายที่นิยมทำกันมากสุดคือการเอาผมยาวไปขมวดพันกันเป็นมวยค่อนไปทางท้ายทอย จากนั้นใช้หวีสับหรือปิ่นปักให้มวยผมอยู่ทรง นอกจากนี้ยังมีทรงอื่น ๆ ที่นิยมทำกันได้แก่

• ‘เกล้าผมวิดว้อง’

คือการเกล้ามวยสูงกลางศีรษะ โดยดึงผมปอยหนึ่งมาทำเป็น ‘ว้อง’ (คำว่า ‘ว้อง’ ภาษาเหนือหมายถึง วงหรือห่วง) กลางมวยผมดังที่เห็นในภาพเขียนโบราณตามจิตรกรรมฝาผนังวัด

เกล้าผมทรงวิดว้องของสตรีไทยลื้อ

• ‘เกล้าผมอั่วซ้อง’

หรือบางพื้นที่เรียกทรง ‘บ่มจ๊อง’ คือ การนำเอาผมปลอมปอยหนึ่ง (จ๊อง-ซ๊อง) ใส่เข้าไปในมวยผมเพื่อให้มีขนาดใหญ่ขึ้น

• ‘เกล้าผมอี่ปุ่น’

คือการเกล้าแบบสตรีญี่ปุ่นโบราณ เป็นทรงผมที่นิยมมากในสมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศมี โดยเกล้าผมขึ้นโดยใช้หมอนรองโคนผมด้านหน้าเป็นกระบังยกสูงขึ้น ผมตรงท้ายทอยอาจดึงให้ตึงหรือโป่งแล้วแต่ความพอใจของผู้แต่ง เรียกว่าทรง ‘อี่ปุ่น’ ด้วยได้รับแบบแผนและต้นแบบมาจากประเทศญี่ปุ่น ต่อมาผมทรงนี้ได้รับความนิยมแพร่หลายในแวดวงสังคมชั้นสูงยุค Edwardian และแผ่อิทธิพลมาถึงราชสำนักไทยโดยภริยาทูตญี่ปุ่นในยุคสมัยนั้น ก่อนจะกลายเป็นผมทรงนิยมของแม่ญิงล้านนาบางทีเรียกว่า ‘ทรงผมพระราชชายาฯ’ เพราะพระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงเป็นผู้นำเข้ามาแพร่หลายในหัวเมืองฝ่ายเหนือ เมื่อคราวเสด็จกลับเชียงใหม่ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ และได้รับความนิยมกันแพร่หลาย โดยเฉพาะเมื่อมีการแต่งกายในโอกาสพิเศษ

หญิงชาวล้านนายังนิยมแซมมวยผมของตนด้วยดอกไม้ นอกจากเพิ่มความสวยงาม ความหอมน่าชื่นใจแล้ว ยังแฝงด้วยนัยแห่งการบูชาเป็นการบูชาขวัญแห่งตน บูชาเทวดาประจำกายที่สถิตเหนือเกล้า บูชาพระพุทธเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนสถานยามที่ได้เข้าไปกราบไหว้ โดยดอกไม้ที่นิยมนำมาแซมผมเพื่อการบูชามักเป็นดอกไม้มีกลิ่นหอม สีสุภาพ เช่น ดอกมะลิ ดอกกระดังงา ดอกจำปี-จำปา ดอกเก็ดถะหวา (พุดซ้อน) ดอกต๋าเหิน (มหาหงส์) ดอกเอื้อง (กล้วยไม้) ซึ่งมีกลิ่นหอม หรือช่อดอกไม้เงิน-ดอกไม้ทองที่เรียกว่า ‘ดอกไม้ไหว’ ส่วนดอกไม้ที่นำมาประดับเพื่อเพิ่มความสวยงามนั้นมักนิยมใช้ดอกเอื้องผึ้ง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ศูนย์มรดกเมืองเทศบาลนครเชียงใหม่-City Heritage Centre Chiang Mai Municipal https://www.facebook.com/chiangmaicityheritagecentre/posts/pfbid0BGwizDJ4DcV4jgurRMakSKze2Ebxy5f4WibGooTPT52PZ2EmTtqmrMFdU8fn7PYBl

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...