เปิดคำพิพากษา ศาลฎีกาพิพากษากลับ จำคุก 4 ปี ผู้สมัคร สส.พรรคปชน. มอมยาขืนใจสาว
เปิดคำพิพากษา ศาลฎีกาพิพากษากลับ จำคุก 4 ปี ผู้สมัคร สส.พรรคปชน. มอมยาขืนใจสาว พร้อมสั่งชดใช้ค่าสินไหม 2 แสน
เมื่อวันที่ 19 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ศาลจังหวัดมหาสารคาม ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม เป็นโจทก์ฟ้อง นายธีระวัฒน์ พรรณะ ผู้สมัคร สส.พรรคประชน เขต 1 จ.มหาสารคาม ฐานข่มขืนกระทำชำเรา
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2563 จำเลยข่มขืนกระทำชำเรา ผู้เสียหาย ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย โดยใช้กำลังประทุษร้าย ขณะที่ผู้เสียหายอยู่ในอาการสะลืมสะลือ ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เนื่องจากฤทธิ์ยา ซึ่งจำเลยให้ผู้เสียหายรับประทานแล้ว จนสำเร็จความใคร่ โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เหตุเกิดที่นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว
ต่อมาวันที่ 19 ม.ค.2563 ผู้เสียหายนำยา 8 เม็ด และยาไม่ทราบชนิด 2 แคปซูล ซึ่งเป็นยาที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดมามอบให้เจ้าพนักงานยืดไว้เป็นของกลาง คดีนี้เหตุเกิดนอกราชอาณาจักร อัยการสูงสุดมอบหมายให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเขวาใหญ่ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบขอให้ลงโทษกฎหมาย
ผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าเดินทางไปรักษาพยาบาล 50,000 บาท ค่าเดินทางกลับภูมิลำเนา 2,000 บาท ค่าสูญเสียพรหมจารี 300,000 บาท ค่าขาดรายได้ 27,000 บาท ค่าทนทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 697,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ม.ค.2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง และยกคำร้องของโจทก์ร่วม ที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน โจทก์ร่วมฎีกา
ศาลฎีกาพิเคราะห์ตรวจสำนวนพยานหลักฐาน มีข้อวินิฉัยว่า แม้การตรวจร่างกายของโจทก์ร่วมที่โรงพยาบาลมหาสารคาม ไม่พบหลักฐานการร่วมประเวณี แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่ามีการตรวจหลังเกิดเหตุหลายชั่วโมง และโจทก์ร่วมไม่ได้ต่อสู้ขัดขืน เนื่องจากอาการสะลืมสะลืออ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่มีสติที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ โจทก์ร่วมยืนยันว่า โจทก์ร่วมไม่ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งหมดแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้อง ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหม่ทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทางไปรักษาพยาบาลและเดินทางกลับภูมิลำเนา ขาดรายได้ตามปกติ และมีความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ ที่ต้องมีมลทินมัวหมองเป็นตราบาปติดตัวไปตลอดเป็นการทำร้ายจิตใจ ทำลายการเรียน ความหวัง และความฝันของโจทก์ร่วม
ทำให้โจทก์ร่วม บิดา มารดาของโจทก์ร่วมได้รับความอับอายต้องใช้เวลาในการบำบัดรักษาร่างกายและฟื้นฟูจิตใจให้เป็นปกติจึงเห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ตามความร้ายแรงแห่งการทำละเมิด โดยกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ร่วมรวม 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีตั้งแต่วันละเมิด
พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ให้จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน
ริบยาของกลางทั้งหมด ให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ม.ค.63 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดคำพิพากษา ศาลฎีกาพิพากษากลับ จำคุก 4 ปี ผู้สมัคร สส.พรรคปชน. มอมยาขืนใจสาว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th