“ตลาดหุ้นยุโรป” เปิดลบ นักลงทุนจับตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด
"ตลาดหุ้นยุโรป" เปิดลบ แรงกดดันจากหุ้น Airbus นักลงทุนยังติดตามผลประกอบการบริษัทยักษ์ใหญ่และสัญญาณนโยบายการเงินของเฟดอย่างใกล้ชิด
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.25 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ตลาดหุ้นยุโรปเปิดลบในวันพฤหัสบดี (20 ก.พ.) หลังนักลงทุนประเมินผลประกอบการของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง อาทิ Airbus, Renault และ Nestle ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ยังระมัดระวัง ดัชนี Stoxx 600 ของยุโรปเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับปิดก่อนหน้าเล็กน้อย ขณะที่ดัชนี FTSE 100 ของสหราชอาณาจักรลดลง 0.2% ส่วนดัชนี DAX ของเยอรมนี และ CAC 40 ของฝรั่งเศส ปรับตัวลงราว 0.3%
วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่มีการรายงานผลประกอบการจำนวนมาก โดยบริษัทสำคัญที่เปิดเผยงบ ได้แก่ Nestle, Rio Tinto, Zurich Insurance และ Renault
หุ้น Airbus ร่วงแรงราว 5.4% ในช่วงเปิดตลาด หลังบริษัทระบุว่าคาดส่งมอบเครื่องบินพาณิชย์ได้ 870 ลำในปี 2569 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ราว 880 ลำ ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น หลังคู่แข่งสหรัฐอย่าง Boeing เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ด้าน Renault ผู้ผลิตรถยนต์ฝรั่งเศส รายงานรายได้ปี 2568 เพิ่มขึ้น 3% สู่ระดับ 5.79 หมื่นล้านยูโร แต่พลิกขาดทุนสุทธิ 1.09 หมื่นล้านยูโร โดยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฟรองซัวส์ โพรโวสต์ ระบุว่าปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลาที่ตลาดมีความท้าทายสูง ทั้งนี้ผลขาดทุนได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนใน Nissan อย่างไรก็ตาม หุ้น Renault ปรับขึ้นราว 2% หลังตลาดเปิด
ขณะที่ Nestle รายงานยอดขายปี 2025 อยู่ที่ 89.49 พันล้านฟรังก์สวิส ลดลงจาก 9.135 หมื่นล้านฟรังก์สวิสในปีก่อนหน้า กำไรสุทธิลดลง 17% เหลือ 9 พันล้านฟรังก์สวิส ส่วนการเติบโตแบบออร์แกนิกอยู่ที่ 3.5% บริษัทระบุว่าอยู่ระหว่างการเจรจาขั้นสูงเพื่อขายธุรกิจไอศกรีมให้กับ Froneri เจ้าของแบรนด์ Häagen-Dazs หลังจากเมื่อเดือนที่แล้ว Nestle ต้องเรียกคืนผลิตภัณฑ์นมผงเด็กที่พบสารพิษ หุ้น Nestle ปรับขึ้นเกือบ 3% ในช่วงเช้า
บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกยังได้รับอิทธิพลจากสหรัฐ โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นสหรัฐเคลื่อนไหวใกล้ทรงตัว หลังดัชนีหลักปิดบวกในวันพุธ จากแรงหนุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หรือ “Magnificent Seven” รวมถึงหุ้นกลุ่มการเงินและพลังงาน
นักลงทุนยังติดตามรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เดือนมกราคม ซึ่งสะท้อนความเห็นที่แตกต่างกันของเจ้าหน้าที่เฟด เกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินในอนาคต
อ้างอิง : cnbc.com