หุ้นไทย เป็นเซฟโซนของตลาดเกิดใหม่ ต่างชาติลุยซื้อ 4.2 หมื่นล้านบาท
หุ้นไทย เป็นเซฟโซนของตลาดเกิดใหม่ ต่างชาติลุยซื้อ 4.2 หมื่นล้านบาท ทิ้งห่างกลุ่มอาเซียน นักวิเคราะห์เผยเงินหนีฟองสบู่ AI เงินไหลออกจากอินเดีย อินโดนีเซีย สถาบันการเงินระดับโลกปรับพอร์ตมุ่งเป้ามาไทย
18 ก.พ. 2569 - ตลาดหุ้นไทยในช่วงต้นปี 2569 แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่มีความโดดเด่นสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ฟินโนมีนา เปิดเผยว่า นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิสะสมในตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่ต้นปี (YTD)พุ่งสูงถึง 4.2 หมื่นล้านบาท (ประมาณ 1.49 พันล้านดอลลาร์) ซึ่งเป็นสถิติที่ทิ้งห่างประเทศในกลุ่มอาเซียนอย่างมาเลเซียและฟิลิปปินส์
ขณะที่ตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่อย่างอินเดียและอินโดนีเซียกลับเผชิญกับสภาวะเงินทุนไหลออกสุทธิ สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุนของสถาบันการเงินระดับโลกที่พุ่งเป้ามายังสินทรัพย์ในประเทศไทย
ฟินโนมีนา มองว่า ในเชิงโครงสร้างราคา แม้ดัชนีกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ (SET50) จะปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งถึง 16% ตั้งแต่ต้นปี แต่เริ่มเห็นสัญญาณการกระจายตัวของเม็ดเงินลงทุนไปสู่กลุ่มสินทรัพย์ที่ราคายังปรับตัวขึ้นไม่ทันตลาด (Laggard Stocks) โดยเฉพาะในดัชนี sSET และตลาดหลักทรัพย์ (mai)
ข้อมูลย้อนหลัง 3 ปีชี้ให้เห็นว่าดัชนีหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กปรับตัวลดลงถึง 44% และ 62% ตามลำดับ ขณะที่ดัชนี SET50 ปรับตัวลดลงเพียง 2.6% ส่วนต่างที่กว้างมากนี้ประกอบกับปัจจัยบวกตามฤดูกาลหลังเทศกาลตรุษจีน เป็นปัจจัยเร่งให้นักลงทุนเริ่มแสวงหาผลตอบแทนส่วนเพิ่มในหุ้นขนาดกลางและเล็กที่มีพื้นฐานรองรับ
ในภาวะที่กระทิงบุกหุ้นไทย โดยเฉพาะหลังเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงท่วมท้น นักวิเคราะห์หลายค่ายได้ปรับเป้าดัชนีหุ้นไทย (SET) ปี 2569 ขึ้นที่ระดับ 1,500 จุด
ขณะที่วันนี้ (18 ก.พ.) ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส เป็นโบรกเกอร์รายแรกที่ได้ปรับเป้าหุ้นไทยขึ้นเหนือ 1,500 จุด มาที่ 1,510 จุด (จากเดิม 1,440 จุด) หลังพบว่าตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์เริ่มเห็นสัญญาณการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินลงทุนที่ชัดเจน โดยตลาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ เผชิญแรงเทขายจากความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI และความไม่คุ้มทุนในการลงทุนมหาศาล ส่งผลให้ดัชนี NASDAQ และ S&P500 ปรับตัวลดลง
ในขณะที่เม็ดเงินดังกล่าวไหลเข้าสู่ "พื้นที่ปลอดภัย" (Safe Zone) และ กลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) มากขึ้น โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นกว่า 10% (MTD) สวนทางตลาดโลก
ปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทย (SET Index) สู่เป้าหมาย 1,510 จุด มี 4 เหตุผลหลัก
- กระแสเงินทุนไหลเข้า (Fund Flow) ปรากฏการณ์ De-dollarization ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าและเงินทุนไหลออกจากสหรัฐฯ มายังเอเชีย
- ดอกเบี้ยนโยบายเอื้ออำนวย การที่ไทยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ถือเป็นระดับที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น (ตามสถิติในอดีต เมื่อดอกเบี้ยนิ่งและต่ำ ตลาดมักตอบรับเชิงบวก)
- กำไรบริษัทจดทะเบียนดีเกินคาด (Earnings Surprise) กำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยทำผลงานได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เฉลี่ย 5% หรือคิดเป็นส่วนเพิ่มของ EPS ประมาณ 1.25 บาทต่อไตรมาส
- Valuation น่าสนใจ การปรับลดค่า Market Earning Yield Gap (MEYG) ลงมาอยู่ที่ 4.7% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงที่ต่างชาติซื้อสุทธิหนักๆ ในปี 2016 และ 2022 สะท้อนว่าดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก
กลยุทธ์การลงทุน
บล.เอเซีย พลัส แนะเฟ้นหาหุ้นแกร่ง ปันผลเกิน 3% สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเลือกหุ้นที่คาดการณ์กำไรปี 2026 เติบโต และให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงกว่า 3% โดยมีหุ้นเด่นในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ดังนี้
- กลุ่มอสังหาริมทรัพย์: SC, AP
- กลุ่มอาหารและส่งออก: ITC, CBG
- กลุ่มพาณิชย์และบริการ: COM7, CPALL, BDMS
- กลุ่มพลังงาน/นิคมอุตสาหกรรม: GUNKUL, BCPG, OR
มาดูปัจจัยทางเทคนิค โดยบล.บัวหลวง มองว่า SET อยู่ในภาวะกระทิง แนวโน้มหลัก (Primary Trend) ขาขึ้นชัด โครงสร้างราคาเป็นแบบ Higher Low ต่อเนื่อง ผ่านแนวต้านสำคัญ 1,450 จุด หากยืนได้ เป็นภาพของขาขึ้นรอบใหญ่ยิ่งชัดขึ้น เป้าหมายถัดไป 1,500 จุด
แนวรับหลัก 1,400 จุด โซนนี้เป็นฐานแรงซื้อหนาแน่น (หลังเลือกตั้ง 9 ก.พ. ต่างชาติสุทธิราว 1.6 หมื่นล้าน) ไม่ควรหลุด เพื่อรักษาทรงขาขึ้น
Indicators หนุนภาพกระทิง EMA 200 Week เป็นเส้นแบ่งเขต “ตลาดหมี vs ตลาดกระทิง” การยืนเหนือเส้นนี้ได้ สัญญาณเชิงบวกดึงดูด Fund Flow ต่างชาติ