ขีปนาวุธอิหร่าน พุ่งสู่รัฐอ่าว ตอกย้ำความเสี่ยงสงครามลุกลาม หนุนพันธมิตรสหรัฐแข็งกร้าวขึ้น
แรงระเบิดจากการโจมตีของอิหร่านในรัฐอ่าวสร้างความตื่นตระหนกและตอกย้ำว่าความขัดแย้งได้ข้ามพรมแดนแล้ว นักวิเคราะห์ชี้อิหร่านต้องการส่งสัญญาณว่าพันธมิตรสหรัฐไม่มีใครอยู่นอกระยะโจมตี
วันที่ 1 มีนาคม 2569 เวลา 11.06 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เสียงระเบิดดังกึกก้องและลูกไฟขนาดมหึมาจากขีปนาวุธอิหร่านที่พุ่งผ่านท้องฟ้าเหนือรัฐอ่าวอาหรับ ได้ตอกย้ำความหวาดวิตกที่ผู้นำประเทศเหล่านี้กังวลมาอย่างยาวนาน นั่นคือ อิหร่านสามารถนำสงครามมาถึงหน้าประตูบ้านของพวกเขาได้โดยตรง และสถานการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มจะทำให้บรรดาผู้นำอาหรับแข็งกร้าวขึ้นในการสนับสนุนปฏิบัติการของสหรัฐฯ และอิสราเอล
แม้แต่บริเวณ “เดอะ ปาล์ม” ย่านรีสอร์ตหรูของดูไบ แรงระเบิดยังสั่นสะเทือนอาคาร และมีรายงานว่าขีปนาวุธพุ่งชนโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง ส่งผลให้ประชาชนแตกตื่นวิ่งหาที่หลบภัย ขณะที่ขีปนาวุธและระบบสกัดกั้นยิงตอบโต้กันกลางท้องฟ้า ภาพดังกล่าวสะท้อนชัดว่า ความขัดแย้งได้ลุกลามออกนอกพรมแดนอิหร่านแล้ว ตามที่เตหะรานเคยเตือนไว้ก่อนหน้านี้
ดร.อิบติซาม อัล-เคตบี ประธานศูนย์นโยบายเอมิเรตส์ ระบุว่า “สิ่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้วคือ เราคือผู้ที่อยู่ในแนวยิงโดยตรง เมื่ออิหร่านโจมตี ก็เริ่มจากรัฐอ่าวก่อน ภายใต้ข้ออ้างว่าเล็งเป้าไปที่ฐานทัพสหรัฐ”
นักวิเคราะห์มองว่า การโจมตีรัฐอ่าวของอิหร่านมีเป้าหมายเพื่อแสดงให้เห็นว่า พันธมิตรของสหรัฐในภูมิภาคไม่มีใครอยู่นอกระยะโจมตี และเพื่อเพิ่มต้นทุนทางการเมืองของการสนับสนุนวอชิงตัน
อัล-เคตบี เตือนว่า “ความเสี่ยงอยู่ที่ความผิดพลาดในการคำนวณเพียงเล็กน้อย อาจทำให้ภูมิภาคเปลี่ยนจากการส่งสัญญาณตอบโต้กัน ไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ”
แหล่งข่าวในรัฐอ่าวระบุว่า การที่อิหร่านพุ่งเป้าไปยังประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ เท่ากับเป็นการทำให้สนามรบเป็นสากล และเป็นภัยคุกคามต่อเส้นทางการส่งออกน้ำมันของโลก ไม่ใช่เพียงความมั่นคงในระดับภูมิภาค
สำหรับเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตอย่างซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งพึ่งพาน่านฟ้าเปิด เส้นทางเดินเรือปลอดภัย และการค้าระหว่างประเทศ ความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างจะสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
โมฮัมเหม็ด บาฮารูน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนโยบายสาธารณะดูไบ (B’huth) ระบุว่า การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กรอบความขัดแย้งครั้งนี้เป็นความพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน ทำให้สงครามมีลักษณะ “เชิงดำรงอยู่” (existential) และเพิ่มความเสี่ยงที่เตหะรานจะตอบโต้รุนแรงขึ้น
เขาเตือนว่า หากอิหร่านคำนวณผิดและก่อการโจมตีโดยตรงต่อประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าว (GCC) ความขัดแย้งจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เพราะไม่มีประเทศใดสามารถนิ่งเฉยได้เมื่อชีวิตและทรัพย์สินถูกทำลาย
ด้าน นักวิเคราะห์อับเดลคาเลก อับดุลลา มองว่า อิหร่านกำลังก่อความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ด้วยการโจมตีเพื่อนบ้านใกล้ชิดที่สุด โดยแม้เตหะรานจะอ้างว่าเล็งเป้าฐานทัพสหรัฐฯ แต่รัฐอ่าวมองว่านี่คือการละเมิดอธิปไตยและการรุกรานโดยตรง
ในการเจรจาทางอ้อมระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีเป้าหมายหลีกเลี่ยงสงคราม เตหะรานยอมพูดคุยเรื่องโครงการนิวเคลียร์ แต่ยืนกรานว่า ขีปนาวุธพิสัยไกลและการสนับสนุนกองกำลังตัวแทนในภูมิภาคไม่อยู่ในขอบเขตการเจรจา
อิหร่านเสนอให้หารือประเด็นดังกล่าวในกรอบความมั่นคงระดับภูมิภาค โดยไม่มีสหรัฐเข้าร่วม อย่างไรก็ตาม รัฐอ่าวซึ่งเป็นพันธมิตรระยะยาวของวอชิงตัน มองว่าการกันสหรัฐ ออกจากโครงสร้างความมั่นคงจะทำให้ภูมิภาคอ่อนแอลงมากกว่าจะมั่นคงขึ้น
จากมุมมองของรัฐอ่าว คลังขีปนาวุธของอิหร่านและเครือข่ายกองกำลังตัวแทนถือเป็นภัยคุกคามโดยตรง แม้เตหะรานจะเสนอเวทีความมั่นคงภูมิภาคโดยไม่มีสหรัฐ แต่หลายประเทศเห็นว่าไม่อาจเดินหน้าได้หากปราศจากผู้ค้ำประกันความมั่นคงจากภายนอก
แหล่งข่าวใกล้ชิดรัฐบาลประเทศหนึ่งในอ่าวกล่าวว่า พันธมิตรของสหรัฐ ในภูมิภาคเวลานี้เป็นเอกภาพในการต่อต้านอิหร่าน
พอล ซาเลม จากสถาบันตะวันออกกลาง (Middle East Institute) ชี้ว่า ท่าทีของทรัมป์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ใช้การโจมตีเป็นแรงกดดันเพื่อผลักดันข้อตกลงนิวเคลียร์ กลับกลายเป็นการเรียกร้องเปลี่ยนแปลงระบอบอย่างเปิดเผย
ต่างจากการบุกอิรักในปี 2546 ซึ่งใช้กำลังภาคพื้นดินขนาดใหญ่ ทรัมป์ดูเหมือนเดิมพันกับปฏิบัติการทางอากาศระยะสั้นที่ให้ผลลัพธ์รวดเร็ว ลดความสูญเสียของสหรัฐฯ และจำกัดความเสี่ยงทางการเมืองภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งลุกลามไปยังฐานทัพสหรัฐฯ สถานทูต โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน หรือเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมืองจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งต่อสหรัฐฯ รัฐอ่าว และตลาดโลกโดยรวม
อ้างอิง : www.reuters.com