โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กีฬา

คาร์ริค จะรอดไหม? ย้อนรอย 6 กุนซือชั่วคราวที่ล้มเหลวไม่เป็นท่ายุคพรีเมียร์ลีก

SIAMSPORT

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
การแต่งตั้งผู้จัดการทีมชั่วคราวหรือรักษาการ มักเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าสโมสรเหล่านั้นคงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหลักที่ได้ตั้งเอาไว้ และต้องการเพียงแก้ไขปัญหาเพื่อให้ทีมทำผลงานให้ดีที่สุดเท่านั้น

กระนั้นในบางครั้งสิ่งนี้มันก็ได้ผล เมื่อกุนซือใหม่เข้ามาช่วยเปลี่ยนบรรยากาศ พาทีมทำผลงานกระเตื้องขึ้น และบรรลุเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ในช่วงที่เหลืออยู่ของซีซั่น ก่อนจะแยกย้ายกันไปอย่างเป็นมิตร

สิ่งนั้นน่าจะเป็นเรื่องที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังคาดหวัง จาก ไมเคิ่ล คาร์ริค ที่เข้ามารับหน้าที่คุมทีมชั่วคราวจนจบฤดูกาล 2025/26 หลังการปลด รูเบน อโมริม ออกจากตำแหน่ง

อย่างไรก็ตามทุกอย่างก็สามารถเลวร้ายลงได้เสมอ ดังนั้นนี่คือการรวบรวมช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของ 6 ผู้จัดการทีมชั่วคราวและรักษาการในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

- อลัน เชียเรอร์

หากอยากหาชื่อคนที่มีส่วนต้องรับผิดชอบต่อการตกชั้นของ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เมื่อฤดูกาล 2008/09 หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ อลัน เชียเรอร์ ซึ่งรับบทบาทกุนซือขัดตาทัพ "สาลิกาดง"

ตำนานดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของสโมสร นำทีมเก็บชัยชนะได้เพียงเกมเดียวจากการคุมทัพทั้งหมด 8 แมตช์ และสุดท้ายทีมจบฤดูกาลด้วยการมีแต้มตามหลัง ฮัลล์ ซิตี้ ทีมอันดับ 17 เพียงแค่คะแนนเดียว

"เดอะ แม็กพายส์" เป็นทีมที่คุณภาพปานกลางและองค์ประกอบก็ไม่สมบูรณ์ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากทีมจึงยากที่จะอยู่รอดในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี และแน่นอนว่า เชียเรอร์ ก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย

- คริสเตียน สเตลลินี่

หากนับรวมกุนซือชั่วคราวและโค้ชขัดตาทัพเข้าไปด้วย มีมากกว่า 500 คนที่เคยคุมเกมในพรีเมียร์ลีก และคนที่แฟนบอลสเปอร์สจดจำได้ไม่มีวันลืม (ทั้งๆ ที่ยากลืม) ก็คือ คริสเตียน สเตลลินี่ !!

สเตลลินี่ เป็นอดีตมือขวาของ อันโตนิโอ คอนเต้ ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่กุนซือชั่วคราวของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ พร้อมกับการให้สัมภาษณ์ปลุกใจที่ช่วยสร้างบรรยากาศภายในทีมคึกคัก

ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวย และการจบอันดับท็อปโฟร์ยังดูมีความเป็นไปได้สูง ด้วยโปรแกรมที่เหลืออยู่อีก 10 นัด แต่ภาพนั้นก็เปลี่ยนไปหลังจากช่วงเวลาอันเลวร้ายตลอด 4 นัดของ สเตลลินี่ ซึ่งจบลงด้วยการที่เขาต้องอำลาตำแหน่ง หลังโดน นิวคาสเซิ่ล ถล่มเละ 6-1 ในนัดเยือนแบบหมดสภาพ

ไรอัน เมสัน กลับมารับหน้าที่คุมทีมอีกครั้งในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล ทว่าความเสียหายก็เกิดขึ้นไปแล้วกระนั้น สเตลลินี่ ก็ยังไม่ใช่การแต่งตั้งกุนซือชั่วคราวที่เลวร้ายที่สุดที่สโมสรระดับ "บิ๊กซิกซ์" เคยทำในเดือนเมษายน ปี 2023

- แฟร้งค์ แลมพาร์ด

หากพิจารณาจากบริบทของโทษแบนการซื้อขายนักเตะ รวมถึงช่วงเวลาที่วุ่นวายเป็นพิเศษในยุคของ โรมัน อบราโมวิช การคุม เชลซี รอบแรกของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่หลายคนมอง

แม้สุดท้ายจะจบลงไม่สวย แต่ โธมัส ทูเคิ่ล ก็เข้ามาแสดงให้เห็นในทันทีว่า ผู้จัดการทีมระดับหัวกะทิอย่างแท้จริงนั้นฝีไม้ลายมือเป็นยังไง

อย่างไรก็ตาม ผลงานของ แลมพาร์ด กับ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน รวมถึงงานที่เขากำลังทำอยู่ในปัจจุบันกับ โคเวนทรี ซิตี้ แสดงให้เห็นว่า เขาไม่ใช่กุนซือที่หมดอนาคตโดยสิ้นเชิง

กระนั้นในช่วงกลับมารับบทกุนซือชั่วคราวที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ นั้น "แลมพส์" ทำผลงานได้ไม่ดีจริงๆ และเป็นการกลับมาที่หม่นหมองอย่างยิ่ง ความพ่ายแพ้แบบหมดพิษสงต่อ เรอัล มาดริด ทั้งสองนัดในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ส่งผลให้ฤดูกาล 2022-23 ถูกตอกย้ำว่าเป็นซีซั่นที่เลวร้ายที่สุดของ เชลซี ในยุคพรีเมียร์ลีก

ผลงาน 11 นัด ชนะ 1 เสมอ 2 แพ้ 8 ช่างเลวร้ายสิ้นดี และบรรดาสาวก "สิงโตน้ำเงินคราม" พยายามลืมเลือนซีซั่นนั้นไปให้เร็วที่สุด ส่วน แลมพาร์ด ก็ยังคงเป็นที่รักของแฟนบอลในฐานะตำนานนักเตะเหมือนเดิม

- จอห์น คาร์เวอร์

ฤดูกาล 2014/15 นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ต้องเจอสถานการณ์ขึ้นๆ ลงๆ ราวกับรถไฟเหาะตีลังกา โดยพวกเขาไม่ชนะใครเลยตลอด 7 นัดแรกของฤดูกาล ก่อนจะกลับมาชนะรวด 5 เกมติด จนทะยานขึ้นไปสูงถึงอันดับ 5 ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน

หลังจากนั้น อลัน พาร์ดิว ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งหลังผ่านพ้นช่วงคริสต์มาสไม่นาน โดยปล่อยให้ คาร์เวอร์ รับหน้าที่เข้ามาเก็บกวาดซากความเสียหายในครึ่งหลังของฤดูกาล พร้อมกับสร้างผลงานพ่ายแพ้ติดต่อกัน 8 นัดนับตั้งแต่คุมทีมในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2015

นิวคาสเซิ่ล โชคดีอย่างยิ่งที่รอดพ้นจากความห่วยแตกเช่นนั้นมาได้ แต่กระนั้นนี่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมถอยของสโมสร ที่สุดท้ายต้องจบลงด้วยการตกชั้นในฤดูกาลถัดมา

- ราล์ฟ รังนิค

หนึ่งในศึกปะทะคารมบนทวิตเตอร์ที่ดำเนินมาอย่างยาวนานและเป็นที่ถูกใจคอลูกหนังมากที่สุด คือการเปิดศึกของ ไมเคิล ค็อกซ์ นักข่าวจาก "ดิ แอธเลติก" กับ ราล์ฟ รังนิค ซึ่งต้องยอมรับว่าเขายกเหตุผลมาวิจารณ์ได้อย่างน่าเชื่อถือไม่น้อย

แน่นอนว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2021/22 มีปัญหาใหญ่กว่าตัวผู้จัดการทีม และแม้ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อมของกุนซือชาวเยอรมันเกี่ยวกับปัญหาที่สโมสรกำลังเผชิญ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ และมีความจริงอยู่ไม่น้อย

สำหรับการวิเคราะห์สโมสรอย่างตรงไปตรงมาถูกลดทอนลงไปพอสมควร เมื่อพิจารณาผลงานการกุมบังเหียนแบบชั่วคราวของ รังนิค โดยเขาต้องมีส่วนรับผิดชอบที่ทำให้ "ปีศาจแดง" จบฤดูกาลด้วยการมีแต้มต่ำที่สุดในยุคพรีเมียร์ลีก ณ เวลานั้น

อัตราเฉลี่ยในการคว้าชัยชนะมีเพียง 37 เปอร์เซนต์ ถือเป็นผลงานที่แย่ที่สุดของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคฟุตบอลสมัยใหม่ ! ใช่ แฟนผีคิดถูกแล้ว รังนิค ทำผลงานแย่กว่า อโมริม ด้วย

- เทอร์รี่ คอนเนอร์

ภาพจำที่เรามีต่อ เทอร์รี่ คอนเนอร์ เป็นภาพที่ชวนอึดอัดใจอยู่ไม่น้อย ทุกๆ คนมักเห็นเขาทำท่าหมดอาลัยตายอยากในการให้สัมภาษณ์หลังเกม ตอนยืนดูความพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ผลงานดิ่งลงเหวในฤดูกาล 2011/12

เมื่อลองไปตรวจสอบสถิติแล้ว ทุกๆ คนคงเข้าใจ โดย วูล์ฟส์ ขับเคี่ยวแบบหายใจรดต้นคอกับ ควีนส์พาร์ก เรนเจอร์ส และ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ในการหนีตกชั้นในช่วงที่ คอนเนอร์ เข้ามารับงานแทน มิค แม็คคาร์ธีย์ ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์

อย่างไรก็ตาม ทัพ "หมาป่า" ไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลยแม้แต่นัดเดียวจากการคุมทีม 13 เกมของเขา และสุดท้ายก็จมบ๊วยของตาราง หลังเก็บได้เพียง 4 คะแนนจาก 39 แต้มเต็มในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล !!!

✍️ 𝐓𝐎𝐌𝐌𝐘 𝐓𝐄𝐄

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...