‘สแกมเมอร์-ทุนเทา-นอมินี’ ผ่านมุมมอง 5 พรรคการเมือง จากข้าราชการไทยเปิดทาง ถึงขบวนการยึดรัฐ
14 มกราคม 2569 เครือข่าย Zero Corruption นำโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และเพื่อนไม่ทน เปิดเวทีเสวนาสาธารณะหัวข้อ “หยุดสแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี” โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย สฤณี อาชวานันทกุล, รังสิมันต์ โรม พรรคประชาชน, พงศกร ขวัญเมือง พรรคประชาธิปัตย์, เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ พรรคภูมิใจไทย, จักรภพ เพ็ญแข พรรคเพื่อไทย, คุณปริเยศ อังกูรกิตติ (พรรคไทยสร้างไทย) และ ดร.มานะ นิมิตรมงคล (องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ACT) ดำเนินรายการโดย คุณธิปไตร แสละวงศ์ (TDRI)
กกร.-เพื่อนไม่ทน ประกาศสงครามทุนเทา ถอนรากลึกคอร์รัปชัน
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน กล่าวเปิดงานว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “สงครามเศรษฐกิจยุคใหม่” ที่สู้กับอาชญากรไซเบอร์และทุนเทา โดยในปี 2568 ประเทศไทยมีคดีหลอกลวงออนไลน์จำนวน 2.3 แสนคดี ความเสียหายสูงถึง 2.5 หมื่นล้านบาท แต่เยียวยาเหยื่อได้เพียงร้อยละ 1เท่านั้น ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงอาชญากรรมไซเบอร์ แต่คือ “มะเร็งร้ายคอร์รัปชัน” ที่กลุ่มทุนเทาใช้นอมินีฟอกเงิน บิดเบือนกลไกตลาด และตัดราคาจน SME ไทยต้องล้มหายตายจาก และกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทย หากไม่เร่งแก้ไขจะนำไปสู่ภาวะ “ยึดรัฐ” โดยการจ่ายสินบนเจ้าหน้าที่ระดับสูงและนักการเมืองจนโครงสร้างประเทศพังทลาย
“ขอส่งสารถึงพรรคการเมืองว่า นโยบายปราบโกงต้องดำเนินการได้จริงและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะความกล้าหาญและการลงโทษผู้กระทำผิดเด็ดขาด แม้จะเป็นคนในพรรคหรือหน่วยราชการ พร้อมทั้งเร่งปฏิรูปหน่วยงานที่มีปัญหาคอร์รัปชันฝังรากลึก เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยุติวงจรเรียกร้องรับผลประโยชน์และการซื้อขายตำแหน่งอย่างยั่งยืน” ดร.พจน์ กล่าว
ดังนั้น เครือข่าย “กกร. และเพื่อนไม่ทน” ได้ประกาศจุดยืนและข้อเสนอต่อพรรคการเมือง ดังนี้
- การประกาศสัญญาประชาคม: เรียกร้องให้พรรคการเมืองที่จะเป็นรัฐบาลใหม่ ยึดถือความสุจริตเป็นที่ตั้ง แสดงจุดยืน “ไม่ทน” ต่อวัฒนธรรมการให้ผลประโยชน์ และกล้าลงโทษคนในพรรคหากมีส่วนพัวพันทุจริต รวมถึงปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเร่งด่วน
- ผลกระทบเชิงลึกต่อเอกชน: ชี้ปัญหาทุนเทาทำลายการแข่งขันที่เป็นธรรม ภัยนอมินีในธุรกิจท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ที่เปรียบเสมือนการ “ขายชาติ” เชิงเศรษฐกิจ และวิกฤตศรัทธาต่อระบบ Digital Economy ที่อาจล่มสลายหากประชาชนขาดความเชื่อมั่น
- Action Plan 6 เดือนแรก: เสนอให้รัฐบาลใหม่สังคายนากฎหมาย (Regulatory Guillotine) ทบทวนการตีความ ‘คนต่างด้าว’ ธุรกิจนอมินี 51% โดยตรวจสอบอำนาจการควบคุมและผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (UBO) เพื่อปิดช่องว่างนอมินี พร้อมใช้มาตรการเชิงรุก 6 ประการ อาทิ การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) และการนำ AI มามอนิเตอร์โครงการรัฐ
นอกจากนี้ ดร.พจน์ ยังเสนอเรื่องการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) การใช้เทคโนโลยีตรวจสอบ โดยนำฐานข้อมูลของ ACT Ai มาบริหาร และต่อยอดไปสู่ระบบร้องเรียนฟ้องโกงทันใจ
“ประเทศไทยไม่ใหญ่เกินกว่าจะจัดการปัญหานี้ หากรัฐบาลมีความตั้งใจจริงและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดเหมือนในอารยประเทศ หากปล่อยให้ขบวนการเหล่านี้ยึดรัฐได้ ชาติล้มจมแน่นอน กกร. และเพื่อนจะไม่ทนอีกต่อไป เราขอท้าทายให้รัฐบาลใหม่ร่วมพิสูจน์ความจริงใจในการลงมือทำไปพร้อมกับเรา”ดร.พจน์ กล่าว
เราอยากให้เลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง และต้องลงมือทำทั้งการปราบปรามทุนเทา ทุนดำ สแกมเมอร์ ต้องลงมืออย่างจริงจัง ขอเรียกร้องหน่วยงานรัฐทั้งหมดว่าถ้าหน่วยงานรัฐไม่ให้ความร่วมมือ คงไม่ใช่แค่ ‘กกร.และเพื่อนไม่ทน’ ต่อไปคงเป็น ’คนไทยไม่ทน’
ทุนเทา ‘ยึดรัฐ’ จับไม่ถึงต้นตอ – ซ้ำละเมิดสิทธิมนุษยชน
นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล กล่าวว่า วันนี้ระดับของปัญหาสแกมเมอร์ไม่ใช่เรื่องการหลอกลวงเท่านั้น แต่ยังทำให้เหยื่อเป็นทาสสมัยใหม่อีก นับเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรง และเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ดังนั้น แนวทางที่จะไปแสวงหาความร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศไม่จำเป็นต้องรออีกต่อไป
“ระดับที่เลวร้ายคือการยึดรัฐ เพราะผู้บังคับใช้กฎหมายอาจเกรงกลัวหรือแตะไม่ถึง ไม่ใช่จับใครไม่ได้ แต่จะจับได้แต่ตัวเล็กตัวน้อยหรือคนปลายน้ำ คนระดับบงการจับไม่ได้ ซึ่งเป็นคนมีอิทธิพลสูง” นางสาวสฤณี กล่าว
นางสาวสฤณี มองว่า ทุกวันนี้มีการนำเทคโนโลยีเพื่อตรวจจับสแกมเมอร์หรือใช้ในกระบวนการต่างๆ แต่สำคัญกว่านั้นคือ ทำอย่างไรให้ (จับ) ถึงต้นตอ หรือผู้มีอำนาจทางการเมือง หรือผู้ยึดรัฐ
นางสาวสฤณี กล่าวต่อว่า แม้แต้ในเครือข่ายเพื่อนไม่ทน ซึ่งมี ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) เป็นสมาชิกยังมีข้อกังขาเรื่องสินบนทอง หรือผู้บริหารองค์กรที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ บางรายก็ถูกเพ่งเล็งและสอบสวนกรณีที่อาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินให้สแกมเมอร์ จึงไม่เชื่อว่าจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืนถ้าไม่มีการปฏิรูปองค์กรอิสระ แต่ไม่มีวิธีอื่นนอกจากเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่
“ถ้าบอกว่าสแกมเมอร์เป็นขบวนการข้ามชาติ เราอาจโยนทุกอย่างไปคนต่างชาติ ทั้งที่มีคนไทยหลายระดับหลายอาชีพช่วยอยู่ ต่อให้สแกมเมอร์ต่างชาติถูกรวบตัวหรือจัดการได้ แต่คนไทยที่อำนวยความสะดวกเพื่อแลกผลประโยชน์ยังสบายดี คนเก่าไปใหม่มา” นางสาวสฤณี กล่าว
ข้าราชการไทยเอี่ยวทุนเทา ซื้อตั๋ว ขายอำนาจรัฐ
นายรังสิมันต์ โรม ตัวแทนพรรคประชาชน กล่าวว่า ปัญหาสแกมเมอร์ในปัจจุบันไม่อาจมองเป็นเพียงอาชญากรรมไซเบอร์หรือการหลอกลวงประชาชนทั่วไปได้อีกต่อไป แต่ได้พัฒนาไปสู่ลักษณะของ “Hybrid Warfare” หรือสงครามลูกผสม ที่ส่งผลกระทบทั้งต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และโครงสร้างรัฐของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า แม้ไม่ใช่ว่าสแกมเมอร์ทุกเครือข่ายจะมีเป้าหมายทำลายประเทศไทยโดยตรง แต่ภูมิภาคแหล่งปฏิบัติการหลักอยู่ในอาเซียน โดยเฉพาะเมียนมา ลาว และกัมพูชา และเริ่มขยายฐานไปยังติมอร์-เลสเต รวมถึงบางเกาะในปาปัวนิวกินี ซึ่งเฉพาะสามประเทศแรกสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกันสูงถึง 65–70 พันล้านเหรียญสหรัฐ
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า แรงจูงใจของขบวนการเหล่านี้มีความแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ โดยผู้เกี่ยวข้องส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทุนจีนเทา ที่ทำงานร่วมกับมาเฟียท้องถิ่น ในบางพื้นที่ เช่น เมียนมา รายได้จากสแกมเมอร์ถูกนำไปใช้เป็นทุนซื้ออาวุธสำหรับการสู้รบของขุนศึก แต่ในกรณีกัมพูชา ปฏิบัติการมีความซับซ้อนและเป็นระบบมากกว่า
กัมพูชาไม่ใช่แค่เรื่องการรบด้วยอาวุธ แต่เป็นปฏิบัติการหลายอย่าง สแกมเมอร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายเศรษฐกิจไทย ทำให้ประเทศอ่อนแอลง ทั้งในแง่เม็ดเงิน คอร์รัปชันที่เพิ่มขึ้น และการละเมิดสิทธิมนุษยชน เหยื่อจำนวนไม่น้อยถูกซ้อมทรมาน
นายรังสิมันต์ กล่าวถึงความยากในการจัดการอาชญากรรมข้ามชาติ โดยปัญหาสำคัญคือโครงสร้างผลประโยชน์ที่ซับซ้อน มีผู้ได้ประโยชน์หลายระดับ ตั้งแต่มาเฟียท้องถิ่น นักการเมืองท้องถิ่น มาเฟียจีน ไปจนถึงข้าราชการและนักการเมืองในประเทศไทยบางส่วน
“ข้าราชการบางคนได้ผลตอบแทนจากการให้ความคุ้มครอง ใช้อำนาจรัฐไปขายให้มาเฟีย เพื่อให้การฟอกเงินในไทยเดินต่อได้ นักการเมืองระดับหนึ่งอาจเอาเงินไปซื้อเสียง ข้าราชการเอาไปซื้อตั๋ว ทุกฝ่ายในกลุ่มเฉดสีเทาล้วนได้ประโยชน์” นายรังสิมันต์ กล่าว
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า หากต้องการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จำเป็นต้องมีเป้าหมายหลักสองด้าน คือ หนึ่ง การทำลายโครงสร้างของเครือข่ายอาชญากรรม และสอง การทำลายแรงจูงใจทางเศรษฐกิจของขบวนการเหล่านี้
ในมิติแรก หากเป็นอาชญากรรมที่พัวพันกับอำนาจรัฐ จำเป็นต้องมีกลไกพิเศษ เช่น การใช้กระบวนการของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ขณะที่มิติที่สองคือการยึดและอายัดทรัพย์สินอย่างรวดเร็ว เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยง และปิดช่องโหว่การเคลื่อนย้ายเงิน โดยเฉพาะเงินของประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ
ส่วนแนวทางแก้ปัญหาของพรรคประชาชน แบ่งเป็น 3 มิติ คือ
(1) การทำ “สงครามกับทุนเทา” อย่างจริงจัง ใช้ทรัพยากรของรัฐจำนวนมาก และยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งต้องอาศัย political will และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
(2) การกำหนดยุทธศาสตร์แบบบูรณาการ 3 ชั้น เริ่มจากการเสริมความเข้มแข็งภายในประเทศ ผ่านการตั้งวอร์รูมและการแชร์ข้อมูลข้ามหน่วยงาน แทนการทำงานแบบต่างคนต่างทำเหมือนที่ผ่านมา
“เราปิดบัญชีทั้งหมดของคนหนึ่งได้ แต่ไม่เคยดูข้อมูล ปปง. หรือข้อมูลการซื้อขายทอง ทั้งที่เป็นที่รู้กันในหมู่นักการเมืองว่า ถ้าจะฟอกเงินต้องซื้อทองที่ไหน และสแกมเมอร์มักเปิดบัญชีในบางสาขาและบางธนาคารเท่านั้น…นี่คือรูรั่ว เราต้องเอาข้อมูลทั้งหมดมาวางบนโต๊ะเดียวกัน” นายรังสิมันต์ กล่าว
(3) ไทยต้องสร้างพันธมิตรระหว่างประเทศให้มากที่สุด โดยเฉพาะในลุ่มน้ำโขง ซึ่งประเทศไทยถือเป็น “หน้าด่าน” ของการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ และควรใช้กลไกอาเซียนสนับสนุนบทบาทแนวหน้า อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือบริบทความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งมีแนวทางจัดการที่ต่างกัน โดยสหรัฐเน้นการยึดทรัพย์ ส่วนจีนเน้นการจับกุม ซึ่งประเทศไทยต้องนำทั้งสองวิธีมาใช้
นายรังสิมันต์ ยังเสนอให้เร่งแก้ไขกฎหมาย โดยเฉพาะการผลักดัน Travel Rule ภายใต้กฎหมายฟอกเงิน เพื่อรับมือกับการไหลของเงินไปสู่คริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งทำให้การติดตามยากขึ้น
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า อุปสรรคสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศคือปัญหาความไม่ไว้วางใจ โดยยกตัวอย่างกรณีการทลายเมืองเมียวดี ที่ชาวจีน 7–8 พันคนถูกส่งกลับจีนโดยที่ไทยไม่ได้เข้าถึงกระบวนการสอบสวน
“ตามกฎหมายต้องแยกเหยื่อกับอาชญากร แต่เราไม่ได้ข้อมูลอะไรเลย ทำให้จัดการปัญหาไทยเทาไม่ได้ และเท่ากับเราตกรถไฟขบวนสำคัญ” นายรังสิมันต์ กล่าว
กัมพูชาซื้อไทย 2.5 หมื่นล้าน จ่ายค่าเลือกตั้ง คุ้มกว่าซื้อจรวด
นายพงศกร ขวัญเมือง ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาขบวนการสแกมเมอร์ในสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งที่รัฐต้องทำเป็นลำดับแรกคือหยุดเลือดผ่านการระงับธุรกรรมทางการเงินและการยึดอายัดทรัพย์สินอย่างรวดเร็ว เนื่องจากที่ผ่านมากระบวนการอายัดยังใช้เวลานานจนไม่ทันต่อการเคลื่อนย้ายเงิน
“วันนี้ต้องหยุดเลือดก่อน การระงับธุรกรรมการเงินสำคัญมาก ที่ผ่านมาเรามีการอายัด แต่ใช้เวลานานเกินไป” นายพงศกร กล่าว
พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอข้อเรียกร้อง 8 ข้อ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการขยายอำนาจในการตรวจสอบและยึดทรัพย์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อให้สามารถขยายผลเส้นทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายพงศกร ชี้ว่า ขบวนการสแกมเมอร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การโอนเงินตรงๆ แต่มีการซ่อนเงินผ่านการถือหุ้น เงินปันผล และผลตอบแทนในรูปแบบต่างๆ ซึ่งรัฐจำเป็นต้องตรวจสอบให้ครบถ้วนว่าเงินเหล่านี้ถูกส่งต่อไปที่ใคร
ตอนนี้ยังมีเงินที่ถูกสแกมเมอร์เอาไปกว่า 18,000 ล้านบาท ที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ถ้ารัฐเข้าไปจัดการได้จริง ก็จะหยุดเลือดได้ทันที
อย่างไรก็ตาม นายพงศกร เห็นว่า ปัญหาใหญ่คือช่องโหว่ทางกฎหมาย โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านการพัฒนาระบบยืนยันตัวตน (KYC) ที่หน่วยงานอย่าง ปปง. และ ก.ล.ต. ไม่สามารถดำเนินการเชิงรุกได้ หากยังไม่ปรากฏความผิดมูลฐานก่อน
“ถ้าเราปรับกฎหมายให้ดำเนินการได้โดยไม่ต้องรอให้เกิดความผิดมูลฐาน กระบวนการทั้งหมดจะเร็วขึ้นมาก” เขาระบุ
สำหรับเส้นทางการเคลื่อนย้ายเงินของทุนเทา นายพงศกร มองว่ามี 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ บัญชีม้า คริปโต และตลาดทุน โดย เฉพาะคริปโต ที่ยังยากต่อการติดตามต้นตอ
นายพงศกร กล่าวต่อว่า ธนาคารต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบมากขึ้น โดยที่ผ่านมาหากพบว่ามีช่องโหว่จากระบบของธนาคารเอง แต่ถ้าธนาคารทำเต็มที่แล้วก็ไม่ต้องรับผิดชอบ ขณะที่บางประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความผิดของใคร หากประชาชนถูกหลอก ธนาคารต้องร่วมรับผิดชอบ ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยอาจต้องแก้ไขพ.ร.บ. ธนาคารพาณิชย์ รวมถึงเปิดทางให้มีการแชร์ข้อมูลระหว่างธนาคารมากขึ้น
นายพงศกร กล่าวถึงการให้สินบนเจ้าพนักงานตามกฎหมายจะรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต แต่ปัญหาคือการไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ทำให้ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัวบทลงโทษ แต่คนโกงกลัวการเปิดเผยข้อมูลมากกว่ากฎหมาย ถ้าไม่บังคับใช้ กฎหมายแรงแค่ไหนก็ไม่มีความหมาย
การเลือกตั้ง 250 เขต ใช้เงินราว 25,000 ล้านบาท ขณะที่ความเสียหายจากสแกมเมอร์สูงถึงปีละ 2 ล้านล้านบาท หรือ 4 ปีรวมกว่า 8 ล้านล้านบาท และถ้ากัมพูชาเอาเงิน 2.5 หมื่นล้านมาซื้อประเทศไทย จะถือว่าใช้เงินน้อยมาก และถูกกว่าราคาค่าจรวด
ท้ายที่สุด นายพงศกร ชี้ว่า ดัชนีคอร์รัปชันที่ย่ำแย่สะท้อนปัญหาทุนเทาในประเทศ และหากประเทศไทยยังปล่อยให้ทุนเทาดำรงอยู่ ทุนขาวหรือการลงทุนที่โปร่งใสจะไม่เข้ามา
สแกมเมอร์แบบ ‘ศูนย์เหรียญ’
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรี ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ปัญหาที่กำลังฉุดรั้งโอกาสของประเทศในเวลานี้ ไม่ได้เกิดจากการแข่งขันทางเศรษฐกิจตามปกติ แต่เป็นผลจากโจรที่เข้ามาปล้นประเทศไทยทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ ซึ่งรวมถึงคอร์รัปชันในงบประมาณรัฐและขบวนการธุรกิจศูนย์เหรียญในภาคอุตสาหกรรม
โอกาสของประเทศถูกฉุดรั้งด้วยโจรที่ปล้นเรา ทั้งปล้นกลางแจ้งและปล้นงบประมาณ
นายเอกนัฏ กล่าวว่า งบลงทุนของประเทศในแต่ละปีอยู่ที่ราว 7–8 แสนล้านบาท แต่หากเกิดการทุจริตเพียงส่วนหนึ่งก็สร้างความเสียหายระดับแสนล้านบาท ซึ่งไม่ต่างจากความสูญเสียจากขบวนการสแกมเมอร์
ขณะเดียวกัน ยังมีโจรอีกประเภทที่ปล้นประเทศอย่างแนบเนียน ผ่านธุรกิจอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ ซึ่งแม้จะไม่ถึงขั้นคอลเซ็นเตอร์ แต่เป็นการดำเนินธุรกิจที่ไม่ปฏิบัติตามกติกา ไม่มีความรับผิดชอบ และสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการไทย
“เขาลดต้นทุนด้วยการลดคุณภาพสินค้า เอาเปรียบผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก สายไฟ หรือล้อยาง ที่ร้ายกว่านั้นคือระบบราชการของเรายังไปรับรองมาตรฐานให้เขาอีก” เขากล่าว
นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า ธุรกิจศูนย์เหรียญกระจายอยู่ทั่วประเทศ และมีการใช้นอมินีเข้ามาถือครองกิจการจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่ตัวผู้ประกอบการ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบรัฐ
ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยจึงมีข้อเสนอ “สามด่าน” ที่ประเทศไทยต้องดำเนินการอย่างจริงจัง
ด่านแรก คือการแก้ปัญหาเชิงระบบ โดยเฉพาะกระบวนการงบประมาณและเงินนอกงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งปัจจุบันยังดำเนินการแบบรวบรัดและซ้ำรูปแบบเดิมมานานหลายสิบปี
“หน่วยงานตั้งงบ ส่งให้สำนักงบประมาณตัด แล้วส่งให้ สส.พิจารณา ตัดพอเป็นพิธี แต่ไม่ลงลึกรายละเอียด ทั้งที่หลายประเทศให้แต่ละด่านมีเวลาช่วยกันกรองข้อมูลจริงจัง รวมถึงเงินนอกงบประมาณผ่านรัฐวิสาหกิจและกองทุน” นายเอกนัฏ กล่าว
ด่านที่สอง คือการพัฒนาระบบ E-Procurement ซึ่งแม้จะเป็นพัฒนาการที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอ หากระบบหยุดอยู่แค่ขั้นตอนการประมูล โดยไม่ติดตามหรือเปิดเผยข้อมูลในขั้นตอนการตรวจรับงาน
ด่านที่สาม คือการสร้างกติกาเพื่อล้อมไม่ให้ธุรกิจผิดกฎหมายทำงานได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดซิม บัญชีม้า หรือเส้นทางการเงินอื่น ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า ต่อให้มีกติกาที่ดี หากปล่อยให้ “คนไม่ดี” ใช้ระบบโดยไม่ต้องรับผิด ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ พร้อมยกประสบการณ์ส่วนตัวจากการถูกฟ้องร้องมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาทในคดีที่ศาลจังหวัดระยอง
นายเอกนัฏ สรุปว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันและทุนศูนย์เหรียญ ไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความโปร่งใส การบูรณาการข้อมูล และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อไม่ให้ “โจร” ยังสามารถปล้นประเทศได้ต่อไป
‘เศรษฐกิจดิจิทัล’ กุญแจสกัดปัญหาปลายทาง
นายจักรภพ เพ็ญแข ตัวแทนพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ปัญหาสแกมเมอร์ไม่ใช่เรื่องเฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นอาชญากรรมระดับโลกที่ต้องมองและจัดการในกรอบนานาชาติ โดยประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างหุ้นส่วนและแนวร่วมระหว่างประเทศอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงตั้งกลไกในประเทศแล้วปล่อยให้เกิดการโยนความรับผิดชอบกันไปมา
“สแกมเมอร์เป็นปัญหาระดับโลก ขอบข่ายต้องมองระดับโลก ประเทศไทยต้องหาหุ้นส่วนและแนวร่วมในการทำงาน และต้องระวังว่ากลไกที่ตั้งขึ้นมาครบองค์ประกอบหรือยัง หรือจะตั้งแล้วโบ้ยกันไปกันมา” นายจักรภพ กล่าว
นายจักรภพ กล่าวต่อว่า ปัญหาโครงสร้างของไทยในปัจจุบันคือการจัดการ “ธุรกิจเหนือดิน” ยังอ่อนแอกว่าการจัดการ “ธุรกิจใต้ดิน” ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเถื่อน โสเภณี หรืออาวุธผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจเกิดความบิดเบี้ยว
พรรคเพื่อไทยได้เริ่มต้นด้วยการตั้งคณะทำงานภายในพรรค เพื่อทำงานสองกระบวนการควบคู่กัน คือ การขจัดปัญหาและการตรวจสอบ โดยย้ำว่า เรื่องนี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการให้ “นายทุนมาลงเงิน” แต่ต้องยกระดับเป็นวาระระดับชาติ ภูมิภาค และระดับโลก
นายจักรภพ กล่าวต่อว่า สแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี เป็นคนละเรื่องกัน แม้จะเชื่อมโยงกันในทางปฏิบัติ โดยทุนเทาเป็นโครงสร้างที่ใหญ่กว่า และเป็นระบบเศรษฐกิจในตัวเอง
“ทุนเทาใหญ่กว่าสแกมเมอร์ ทุนเทาเป็นระบบเศรษฐกิจที่ไม่ต้องเสียภาษีให้ใคร แต่จ่ายค่าคุ้มครอง นอมินีเป็นเพียงวิธีหนึ่ง ส่วนสแกมเมอร์คือเครื่องจักรของทุนเทา” นายจักรภพ กล่าว
นายจักรภพ ชี้ว่า การฟอกเงินในระบบสแกมเมอร์และทุนเทาไม่ได้มาจากประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นเงินที่ไหลมาจากทั่วโลก ประเทศที่รับมือได้ดีมักเป็นประเทศที่ขยับเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างจริงจังแล้ว อย่างไรก็ตาม “ช่วงรอยต่อ” ของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล เป็นช่วงที่อันตรายที่สุด ดังที่หลายประเทศ รวมถึงสิงคโปร์ กำลังเผชิญความเสี่ยงจากคริปโต
นายจักรภพ ยังยกตัวอย่างกัมพูชา ซึ่งไม่สามารถยกระดับเศรษฐกิจให้ทันสมัยได้ จนหันไปพึ่งพาสแกมเมอร์และทุนเทาอย่างเต็มรูปแบบ
“ผมรู้จักผู้ใหญ่ในกัมพูชาหลายคน เขายกเศรษฐกิจไม่ขึ้น เลยไปทางสแกมเมอร์และทุนเทา จนกลายเป็นโลโก้ของโลก เราต้องถีบตัวเองออกจากเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ไม่งั้นประเทศอื่นจะมองว่าไทยนั่งกระดิกเท้าไม่ทำอะไร” นายจักรภพ กล่าว
นายจักรภพ ระบุว่า หากพรรคเพื่อไทยมีโอกาสเป็นรัฐบาลและสามารถชี้นำได้ จะมีการตั้งคณะทำงานในระดับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ โดยแนวทางสำคัญ คือการแก้ปัญหาผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศบนฐานของดุลยภาพและการถ่วงดุลอำนาจ เนื่องจากทุนเทามีอิทธิพลแทรกซึมอยู่เบื้องหลัง และแทบไม่มีสิ่งใดที่เงินไม่สามารถซื้อได้
ท้ายที่สุด นายจักรภพ กล่าวตอว่า เศรษฐกิจดิจิทัลไม่ใช่เพียงการใช้แอปพลิเคชันหรือการค้าขายออนไลน์ แต่เป็นการยกระดับเทคโนโลยีดิจิทัลให้มีความสำคัญเทียบเท่าปัจจัยการผลิตพื้นฐานทั้งหมด
“ดิจิทัลต้องเท่าทุน แรงงาน ผู้ประกอบการ และที่ดิน ไม่ใช่แค่เครื่องมือเสริม แต่เป็นเป้าหมายเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ” นายจักรภพ กล่าว
ไทยยังเทา ถ้าไม่แก้กฎหมาย-องค์กรอิสระ-ฝ่ายการเมือง
นายปริเยศ อังกูรกิตติ ตัวแทนพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า ปัญหาของไทยไม่ใช่การขาดข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการทุนเทาและสแกมเมอร์ แต่เป็นการจัดการ ซึ่งเต็มไปด้วย “ความเกรงใจ” และความพัวพันทางการเมือง จนทำให้การปราบปรามไม่เกิดผลอย่างจริงจัง
นายปริเยศ กล่าวต่อว่า พรรคไทยสร้างไทยมีเป้าหมายเดียวกับหลายฝ่ายในการปราบทุนเทา แต่สิ่งที่แตกต่างคือการยอมรับความจริงว่า ประเทศไทยยังไม่ได้รับความร่วมมือจากต่างประเทศ เพราะยังกวาดบ้านตัวเองไม่สะอาด และทำให้ไทยพลาดโอกาสสำคัญในการทำงานระดับนานาชาติมาแล้วอย่างน้อย 2–3 ครั้ง
โดยนายปริเยศ มองว่า ปัญหาทุนเทาและสแกมเมอร์ต้องแก้ใน 3 เรื่องหลัก คือ กฎหมาย องค์กรอิสระ และการเมือง
(1) ด้านกฎหมาย กฎหมายภายในประเทศมีความเพียงพอในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายฟอกเงินหรือการป้องกันการฟ้องปิดปาก (SLAPP) ซึ่งสามารถใช้ลดความเสียหายได้ แม้ในปี 2568 จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด
“สิ่งที่ยังขาดคือความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายระหว่างประเทศเรื่องการอายัดและติดตามเงินข้ามพรมแดน ตราบใดที่รัฐบาลไทยหรือประเทศไทยยังทำตัวเองให้สะอาดไม่ได้ จะไปเรียกร้องจากประเทศอื่นยากมาก” นายปริเยศ กล่าว
(2) องค์กรอิสระ อย่าง ป.ป.ช. กสทช. ธนาคารแห่งประเทศไทย และ ก.ล.ต. คือ “Key Person” ในการจัดการทุนเทาและสแกมเมอร์ แต่สถานการณ์ปัจจุบันพัฒนาไปไกลถึงระดับที่อาชญากรรมสามารถสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลขึ้นมาเองเพื่อฟอกเงิน
วันนี้ถ้าจะฟอกเงินในประเทศไทย วิธีที่ดีที่สุดคือสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลขึ้นมาเอง นี่คือหน้าที่ขององค์กรอิสระที่จะต้องตามให้ทัน
(3) ฝ่ายการเมือง มีความสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันกฎหมายและนโยบาย โดยเฉพาะฝ่ายบริหาร ซึ่งมีอำนาจโดยตรงในการปัดกวาดบ้านและจัดการปัญหาเชิงโครงสร้าง
“พรรคไทยสร้างไทยพร้อมทำงานด้านกฎหมาย และผลักดันไปสู่กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการอายัดทรัพย์และการเยียวยาผู้เสียหายจากขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ พรรคยังเสนอแนวคิดให้ภาคประชาชนมีอำนาจโดยตรงในการถอดถอนองค์กรอิสระ โดยเฉพาะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรามองว่าภาคประชาชนควรมีอำนาจตรงในการถอดถอนองค์กรอิสระ เพื่อให้กลไกตรวจสอบทำงานได้จริง” นายปริเยศ กล่าว
นายปริเยศ กล่าวต่อว่า พรรคไทยสร้างไทยพร้อมเสนอให้มีการทำ “ปฏิญญาทางการเมือง” เพื่อให้ทุกพรรคยึดการปราบปรามทุนเทาเป็นวาระนำทันทีเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาล
สำหรับตัวเลขความเสียหาย นายปริเยศ ให้ข้อมูลว่า ปัญหาสแกมเมอร์และทุนเทาในประเทศไทยสร้างความเสียหายอย่างน้อยปีละ 50,000–60,000 ล้านบาท ขณะที่ในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐสามารถยึดทรัพย์ทุนเทาได้เพียงราว 1,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่ายังมีเครือข่ายทุนเทามากกว่าหนึ่งกลุ่มที่ดำเนินการอยู่ในประเทศ
เศรษฐกิจนอกระบบสูง สะท้อนประเทศคอร์รัปชัน-รัฐอ่อนแอ
ด้าน ดร.มานะ นิมิตรมงคล จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) ให้ข้อมูลว่า เศรษฐกิจนอกระบบของไทยสูงถึง 48.7% ต่อจีดีพี หรือราว 8–9 ล้านล้านบาท แม้เศรษฐกิจนอกระบบบางส่วนจะไม่ใช่ปัญหา เช่น หาบเร่แผงลอย หรือวินมอเตอร์ไซค์ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือกิจกรรมผิดกฎหมายขนาดใหญ่ ทั้งบ่อน พนันออนไลน์ ซ่อง และสแกมเมอร์
ประเทศที่คอร์รัปชันมาก ภาครัฐอ่อนแอ จะมีเศรษฐกิจนอกระบบมากขึ้นและเข้มแข็งขึ้น
ดร.มานะยกตัวอย่างกรณีการค้าทองคำที่เชื่อมโยงกับเงินคริปโตจากกัมพูชา ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมทุนเทาฝั่งนั้นจึงสามารถเติบโตและฟอกเงินผ่านระบบไทยได้
โดยปัญหาสำคัญคือ “รัฐลดการ์ดป้องกันตัวเอง” ทั้งที่มีกฎหมายฟอกเงินและกลไกตรวจสอบนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง และองค์กรอิสระ แต่กลับถูกลดทอนประสิทธิภาพลงตั้งแต่ปี 2563 กระทั่งต้นปี 2568 ภาคเอกชนเข้าตรวจสอบผ่านกรรมาธิการการฟอกเงินของรัฐสภา ส่งผลให้ ปปง. ต้องนำมาตรการตรวจสอบกลับมาใช้อีกครั้ง
“พฤติกรรมคอร์รัปชัน เปิดทางให้สแกมเมอร์และทุนเทาเข้ามาตั้งฐานในประเทศไทย” ดร.มานะ ทิ้งท้าย