โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ญี่ปุ่นเจอวิกฤติ ‘เงินสมองเสื่อม’ ทรัพย์สินผู้สูงวัยเกือบ ‘ครึ่งของจีดีพี’ เสี่ยงสูญ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ในวันที่ “ญี่ปุ่น” ก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงวัย” อย่างสมบูรณ์แบบ วิกฤติลูกใหม่กำลังก่อตัวเงียบ ๆ ใต้ผิวน้ำ วิกฤติที่ไม่ใช่โรคระบาด ไม่ใช่หนี้สาธารณะ แต่คือ “เงินสมองเสื่อม” (Dementia Money)

สินทรัพย์มูลค่ามหาศาลที่ตกอยู่ในมือผู้สูงวัยซึ่งสติปัญญาเริ่มถดถอย กำลังกลายเป็นแรงฉุดเศรษฐกิจอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

เดิมที “ภาวะสมองเสื่อม” ถูกมองว่าเป็นปัญหาสุขภาพส่วนบุคคล หรือภาระของระบบสาธารณสุข แต่วันนี้ ญี่ปุ่นกำลังค้นพบความจริงที่น่าตกใจว่า เมื่อสมองเสื่อม การเงินก็เสื่อมตาม และเมื่อการเงินของคนจำนวนมากสะดุด เศรษฐกิจทั้งประเทศก็สะดุดไปพร้อมกัน

เงินที่ควรถูกนำไปลงทุน หมุนเวียน และขับเคลื่อนการเติบโต กลับถูกแช่แข็ง ถูกใช้ผิด หรือหายไปกับการตัดสินใจที่ผิดพลาด

จากเรื่อง “สุขภาพคนชรา” นี่กำลังลุกลามเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจญี่ปุ่น

มูลค่าเงินมหาศาลถูกแช่แข็ง

จากข้อมูลของธนาคาร Sumitomo Mitsui Trust พบว่า ผู้สูงอายุที่มีสัญญาณของภาวะสมองเสื่อมในญี่ปุ่น ถือครองสินทรัพย์สภาพคล่องรวมกันสูงถึง 315 ล้านล้านเยน (ประมาณ 62 ล้านล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นมูลค่า “เกือบครึ่งหนึ่ง” ของจีดีพีญี่ปุ่นสินทรัพย์เหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกบริหารจัดการผิดพลาด ถูกแช่แข็งตามกฎหมายเมื่อเจ้าของบัญชีไม่สามารถตัดสินใจได้เอง หรือตกเป็นเป้าหมายของการฉ้อโกง

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในญี่ปุ่นเท่านั้น ใน “สหรัฐ” ผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม ถือครองสินทรัพย์รวมกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์ และในเกาหลีใต้อีกกว่า 1.07 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นี่คือ “ประเด็นระดับโลก” ที่ทุกประเทศกำลังเผชิญ

“ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังไม่มีมาตรการใดๆ ในการจัดการการเงินของตนเอง ทำให้ตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการสูญเสียทรัพย์สินและการถูกเอาเปรียบทางการเงิน เรื่องนี้น่ากลัวมาก” ซาโตชิ โนจิริ ซีอีโอของบริษัทที่ปรึกษาด้านการเงิน FinWell Research กล่าว

“เงินมูลค่าหลายล้านล้าน กำลังสะสมอยู่ในบัญชีของผู้สูงอายุ แต่เราแทบไม่มีความเข้าใจที่ชัดเจนว่า จะนำเงินเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างไร”

โครงสร้างประชากร ทำให้ญี่ปุ่น ‘เปราะบางกว่าที่คิด’

สิ่งที่ทำให้ปัญหา“เงินสมองเสื่อม” รุนแรงเป็นพิเศษในญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่จำนวนผู้สูงอายุที่มากขึ้น แต่คือ โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่ช่วงอายุเสี่ยง “พร้อมกันทั้งประเทศ”

วันนี้ ญี่ปุ่นมีประชากร “กว่าหนึ่งในสาม” อายุเกิน 65 ปี และ “กว่าหนึ่งในสิบ” อายุเกิน 80 ปี ขณะที่อายุขัยเฉลี่ยยืนยาวถึง 85 ปี หมายความว่า คนจำนวนมากต้องบริหารเงินของตนเองในช่วงชีวิตที่ยาวขึ้น แต่ด้วยศักยภาพทางการรับรู้ที่ลดลงเรื่อย ๆ

งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพและประสาทวิทยาชี้ตรงกันว่า ตั้งแต่อายุราว 65 ปีขึ้นไป สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนล่วงหน้า การควบคุมแรงกระตุ้น การประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทน จะค่อย ๆ เสื่อมถอยอย่างช้า ๆ และเงียบงัน

นี่คือความเสื่อมที่เจ้าตัวมัก “ไม่รู้ตัว”

ผู้สูงอายุจำนวนมากยังรู้สึกว่าตนเองคิดได้ดีเหมือนเดิม แต่ในความเป็นจริง การตัดสินใจเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว

จากความผิดพลาดเล็ก ๆ สู่ความเสียหายใหญ่

ความเสี่ยงทางการเงินจากวัยชราไม่ได้เริ่มจากการลงทุนผิดพลาดครั้งใหญ่ แต่มักเริ่มจากเรื่องเล็กน้อยที่ไม่มีใครใส่ใจ

เริ่มตั้งแต่การลืมจ่ายบิล หลงเชื่อข้อเสนอที่ดู “คุ้มเกินจริง” ใช้เงินตามอารมณ์มากกว่าการวางแผน ตัดสินใจช้า หรือไม่ตัดสินใจเลยในจังหวะสำคัญของตลาด

เมื่อเวลาผ่านไป ความผิดพลาดเล็ก ๆ เหล่านี้จะสะสม กลายเป็นการเลือกสินทรัพย์ที่ไม่เหมาะสม ปล่อยเงินสดก้อนใหญ่ให้นอนนิ่ง หรือเปิดช่องให้ “มิจฉาชีพ” เข้าถึงทรัพย์สินได้ง่ายขึ้น

สถิติในญี่ปุ่นสะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงทางการเงินไม่น้อย ซึ่งไม่ใช่เพราะขาดประสบการณ์ แต่เพราะสมองเริ่มประเมินความเสี่ยงผิดพลาด

โคเฮ โคมามูระ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Keio ในกรุงโตเกียว ระบุว่า ความเสื่อมถอยทางสติปัญญาในวัยชรา จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียความมั่งคั่ง งานวิจัยของเขาซึ่งอ้างอิงจากการศึกษาผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นราว 2,200 คน พบว่า ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีและมีอาการของภาวะเสื่อมถอยทางสติปัญญา ถือครองทรัพย์สินทางการเงินโดยเฉลี่ยน้อยกว่ากลุ่มที่มีสติปัญญาปกติราว 40%

โคมามูระอธิบายว่า ช่องว่างดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นหลักจากพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ขาดความยั้งคิด และการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ และหากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไปท่ามกลางสังคมสูงวัยที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในญี่ปุ่น เขาเตือนว่า ผลกระทบที่ตามมาไม่เพียงฉุดรั้งการลงทุนเท่านั้น แต่ยังอาจสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดความบิดเบือนในระบบตลาดการเงินโดยรวม

แรงกระแทกส่งต่อถึงรุ่นลูกและหลาน

สำหรับผลกระทบของปัญหานี้ ไม่ได้กระทบแค่ตัวผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ส่งผลต่อ “คนรุ่นลูกและหลาน” โดยตรง

“ลูกๆ และหลานๆ ของผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม จะได้รับทรัพย์สินมรดกลดลง หรือแทบไม่ได้รับเลย และในทางกลับกัน ยังจำเป็นต้องโอนกลับไปช่วยดูแลพ่อแม่ของตนเอง” จิง ลี่ นักเศรษฐศาสตร์ด้านสุขภาพกล่าว

ภาระนี้ยิ่งหนักในญี่ปุ่น เพราะมีผู้สูงอายุจำนวนมากเมื่อเทียบกับคนวัยทำงาน ในปัจจุบัน คนวัยทำงาน 100 คน ต้องดูแลผู้สูงอายุถึง 50.3 คน ซึ่งถือว่าสูงมากในระดับโลก

อย่างไรก็ตาม ครอบครัวจำนวนมากยังไม่เผชิญหน้ากับประเด็นนี้อย่างจริงจัง เรื่องเงินยังคงเป็นหัวข้อต้องห้ามในหลายครัวเรือนของญี่ปุ่น ส่งผลให้ลูกๆ ไม่ได้รับรู้ถึงความเปราะบางทางการเงินของพ่อแม่ งานวิจัยของโคมามูระระบุว่า มีผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น ที่เคยพูดคุยเรื่องการเงินกับบุตรหลานของตน

ชิซึโกะ ซึ่งขอใช้นามสมมติแทนทั้งตัวเธอและลูกสาวเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว ลงทุนในตลาดหุ้นมาเป็นเวลากว่าสามทศวรรษ ตลอดเส้นทางอาชีพของเธอ เธอเคยดูแลผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมมาแล้ว แต่กลับไม่เคยตระหนักถึงความเสี่ยงทางการเงินที่มากับโรคนี้เลย กระทั่งในปี 2024 ไม ลูกสาวของเธอหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูด หลังจากบัญชีของญาติผู้สูงอายุคนหนึ่ง “ถูกอายัด”

การสนทนาดังกล่าวทำให้ชิซึโกะตัดสินใจแต่งตั้งไมให้เป็นผู้ดูแลบัญชีของเธอ

“ไม่ใช่ว่าฉันต้องพึ่งพาทรัพย์สินของพ่อแม่” ไมกล่าว “แต่ฉันรู้ดีว่า การปล่อยให้เงินเหล่านั้นหยุดนิ่งไปเฉยๆ คือความสูญเปล่า”

ระบบการเงินปรับตัว รับมือ ‘สมองเสื่อม’

เมื่อปัญหา“เงินสมองเสื่อม” เริ่มส่งแรงสะเทือนถึงระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นเป็นวงกว้าง ธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งเริ่มขยับตัวรับมือ

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การเปิดตัวบัญชีและทรัสต์ประเภท “การสนับสนุนโดยครอบครัว” (Family-Support)

โมเดลนี้เปิดทางให้ “ญาติ” สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพย์สินของผู้สูงอายุได้ตั้งแต่ช่วงที่เจ้าของบัญชียังมีความสามารถในการตัดสินใจ ไม่ต้องรอให้เกิดภาวะสมองเสื่อมจนสายเกินไป

แนวคิดนี้ไม่ใช่การ “ยึดอำนาจ” ทางการเงินจากผู้สูงวัย แต่คือการค่อย ๆ โอนผ่านความรับผิดชอบอย่างมีระบบ ลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจผิดพลาดในอนาคต

ขณะเดียวกัน ก็ช่วยป้องกันการถูกหลอกลวง และลดโอกาสที่สินทรัพย์จะถูกแช่แข็งโดยไม่จำเป็น อีกทั้งสถาบันการเงินหลายแห่ง ยังจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาเฉพาะทาง ออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมและครอบครัวโดยตรง ทั้งในด้านการจัดการบัญชี การวางแผนมรดก และการรับมือกับสถานการณ์ เมื่อความสามารถการตัดสินใจของผู้สูงอายุเริ่มลดลง

สินทรัพย์ที่ถูกล็อกเหล่านี้ ถือเป็น “โอกาสที่สูญหายไปอย่างมหาศาล” ต่อระบบเศรษฐกิจ ตามมุมมองของซาโตชิ โนจิริ จาก FinWell เขาระบุว่า หากสามารถนำเงินเหล่านี้มาใช้ได้แม้เพียงส่วนเล็กน้อย ก็จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยประเมินว่า หากประชาชนอายุเกิน 60 ปี ใช้จ่ายเพียง 0.25% ของความมั่งคั่งที่ถือครองอยู่ จีดีพีของญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นถึง 1%

มาโกโตะ โออิชิ ทนายความที่ประจำอยู่ในเมืองโยโกฮามา ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมรดกและประเด็นผู้สูงอายุ เผยว่า เขาเคยเห็นดีลเข้าซื้อกิจการหลายกรณีล่มลง เพราะผู้ถือหุ้นสูงอายุไม่สามารถขายหุ้นที่ถืออยู่ได้ “ถ้าผู้ถือหุ้นรายใหญ่เกิดภาวะสมองเสื่อมขึ้นมา นั่นจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ทันที” เขากล่าว

บรรดาผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า มาตรการเร่งด่วนที่สุดคือ “การให้ความรู้” เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนวางแผนล่วงหน้า และตระหนักถึงความเสี่ยงทางการเงินที่มากับความเสื่อมถอยทางสติปัญญาในวัยชรา โดยในระยะยาว จำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ให้ครอบครัวพูดคุยเรื่องเงินอย่างเปิดเผยมากขึ้น รวมถึงการปฏิรูปกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้
อ้างอิง: bloomberg, bbc, reuters

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...