โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

พลิกวิกฤตสงครามดึงลงทุน-ท่องเที่ยว ปั้นไทย Safe Haven อาเซียน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง จนนำไปสู่การปฏิบัติการทางทหารตอบโต้กันอย่างรุนแรงทั้งสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน มีแนวโน้มขยายวงต่อเนื่อง และยังไม่รู้จุดสิ้นสุด แน่นอนว่าด้วยเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นบนโลก ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นด้านการลงทุน แต่ภายใต้วิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ไม่แน่ก็อาจเต็มไปด้วยโอกาส โดยเฉพาะเงินทุนที่อาจเคลื่อนย้ายมายังพื้นที่สงบและปลอดภัยในระยะยาว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยในช่วงการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานวางกลยุทธ์และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยทำงานร่วมกับภาคเอกชน ภายใต้โจทย์สำคัญว่า

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของการเมืองโลก ไทยจะคว้าโอกาสในทุกมิติได้อย่างไรทั้งด้านการลงทุนที่อาจย้ายเข้าสู่เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงด้านการท่องเที่ยว การแพทย์ และอาหาร ตลอดจนการใช้จุดแข็งด้านบทบาทความเป็นกลางของไทย เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

ภายใต้โอกาสที่อาจเกิดขึ้นที่ผ่านมา นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ส่งสัญญาณว่าขณะนี้การลงทุนทั่วโลกมุ่งมาที่อาเซียน เพิ่มขึ้น 8% สวนทางการลงทุนทั่วโลกที่ติดลบต่อเนื่องมา 2 ปี โดยติดลบถึง 12%

เช่นเดียวกับบนเวทีการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังค์ถัด (UNCTAD) ยังขนานนามอาเซียนว่าเป็น Bright Spot สำหรับการลงทุนโลก เป็นผลมาจากปัญหาสงครามการค้า ทำให้นักลงทุนตัดสินใจย้ายการลงทุนมาในอาเซียนและไทย

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ กลุ่มAI กลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์ รวมทั้งซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมเป้าหมายต่าง ๆ ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว

โอกาสไทยเซฟโซนลงทุนโลก

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางคลื่นความไม่แน่นอนของสงครามการค้าและมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มองว่า การวางตัวเป็นกลางของไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี สามารถต่อยอดเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์

โดยผลักดันไทยสู่บทบาท Safe Haven หรือพื้นที่ปลอดภัยทางเศรษฐกิจในภูมิภาคคล้ายโมเดล Switzerland โดยผลักดัน 2 อุตสาหกรรม คือ

1. ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) โดยยกระดับจากผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายชิ้น สู่การเป็นผู้ให้ Total Food Solution แก่ประเทศกลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือ Gulf Cooperation Councilซึ่งมีศักยภาพทางการเงินสูงแต่ขาดพื้นที่ผลิตอาหาร

2. ศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub) ต่อยอดจุดแข็งบริการสุขภาพของไทย ดึงดูดทั้งผู้ป่วยต่างชาตินักลงทุน และกลุ่มผู้ต้องการย้ายฐานพำนักในประเทศที่มีเสถียรภาพ

“วิกฤตครั้งนี้เป็นบททดสอบใหญ่ของเศรษฐกิจไทย แต่ก็เป็นจังหวะสำคัญในการปรับโครงสร้าง หากบริหารความเสี่ยงพลังงานได้ รวมถึงรักษาเสถียรภาพการค้า และใช้จุดแข็งด้านอาหารกับการแพทย์ให้เต็มศักยภาพ ไทยยังสามารถพลิกเกมจากผู้รับผลกระทบ สู่ผู้ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านภูมิรัฐศาสตร์โลกได้”นายเกรียงไกร ระบุ

ภาพประกอบข่าว

แนะไทยเป็นกลางรับลงทุน

สอดคล้องกับ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกลุ่มศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ให้ความเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ยังไม่ยุติครั้งนี้เป้าหมายของไทยในปีนี้คือประคองเสถียรภาพ พร้อมเปิดโอกาสใหม่ภายใต้ หลักคิด ยืดหยุ่นและเป็นกลาง (flexible neutrality)โดยใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส

ทั้งนี้ในเชิงรุก ไทยควรใช้จุดแข็งเรื่องความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่ายและความต่อเนื่องของนโยบาย สื่อสารกับนักลงทุนว่าไทยคือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการผลิตและโลจิสติกส์ ในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ โดยชูความมั่นคงทางอาหาร (FoodSecurity) และศักยภาพ อุตสาหกรรมที่ไทยทำได้จริง

รวมถึงเร่งอำนวยความสะดวกด้านการค้า การศุลกากรและ การอนุญาตลงทุนให้เร็วขึ้น เพราะในภาวะโลกผันผวนความเร็วในการตัดสินใจ คือแต้มต่อ ที่สำคัญกว่าคำประกาศเชิงนโยบาย

ดึงนักท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ

น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.พร้อมเร่งดึงตลาดทดแทนจากเอเชียตะวันออกและอาเซียน โดยเฉพาะจีน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย และปรับกลยุทธ์และแผนการดำเนินงานทันทีเมื่อสถานการณ์มีความชัดเจนมากขึ้นทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งรัฐบาลมองหาโอกาสสำหรับประเทศไทยในระยะยาวเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

สำหรับการสร้างโอกาสในระยะยาว นายกรัฐมนตรี สั่งการให้พิจารณาดำเนินการ 4 กลุ่ม ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ ได้แก่

กลุ่มที่ 1 จะเป็นเรื่องของการลงทุน ที่จะมีการบริหารความเสี่ยงในการย้ายการลงทุนมายังอาเซียนและในประเทศไทย

กลุ่มที่ 2 เป็นเรื่องของการท่องเที่ยว ที่จะมี 2 ประเด็นได้แก่ระยะสั้น มุ่งกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ส่งเสริมให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวไทยมากยิ่งขึ้น ส่วนระยะยาว มุ่งเสริมศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็น “Second Hub” ทางการบิน เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการพึ่งพาศูนย์กลางการบินในพื้นที่ที่มีความไม่แน่นอน พร้อมผลักดันการเพิ่มโอกาสเที่ยวบินตรงของสายการบินไทยสู่ตลาดสำคัญทั่วโลก

กลุ่มที่ 3 การแพทย์ โอกาสต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ หรือ Medical Tourism ในตลาดตะวันออกกลาง และขยายตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงกลุ่มใหม่ๆ ที่หลีกหนีความขัดแย้งในภูมิภาค

กลุ่มที่ 4 ด้านอาหาร ผลักดันนโยบายความมั่นคงทางอาหาร หรือ Food Security โดยเฉพาะอาหารฮาลาล

ภาพประกอบข่าว

นักท่องเที่ยวกลุ่มสุขภาพกระเป๋าหนัก

ปัจจุบันจากผลสำรวจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยของททท. ในเดือนม.ค.-มิ.ย. 2568 พบว่า นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอยู่ที่ 580,654 คน มีค่าใช้จ่ายต่อหัว 107,662 บาทต่อคนต่อทริป สร้างรายได้ 62,514 ล้านบาท กลุ่มตลาดหลัก คือ นักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง นักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้าน และนักท่องเที่ยวเอเชียใต้

ขณะที่ภาพรวมของอาหารฮาลาล ประเทศไทยส่งออกสินค้าฮาลาลทั้งหมด (รวมอาหารและเคมีภัณฑ์) มีมูลค่ารวมประมาณ 8,850 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สินค้าหลักที่ไทยส่งออกคือ อาหาร ซึ่งมีสัดส่วนถึง67% ของมูลค่าการส่งออกฮาลาลไทย หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยในปี 2567 ไทยส่งออกสินค้าอาหารไปยังกลุ่มประเทศองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) มีมูลค่า 7,131.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 252,164 ล้านบาท เติบโต 6.3 %

สำหรับประเทศไทย รั้งอันดับที่ 10 ของประเทศผู้ส่งออกอาหารไปยังตลาด OIC โดยมีส่วนแบ่งตลาดอาหารฮาลาลโลกอยู่ที่ 2.7% สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ข้าว,ปลาทูน่ากระป๋อง, น้ำตาลทราย, อาหารสัตว์เลี้ยง และสิ่งปรุงรสอาหาร และประเทศไทยตั้งเป้าผลักดันอุตสาหกรรมฮาลาลให้เป็นเครื่องจักรใหม่ โดยมุ่งเพิ่มมูลค่า GDP ภาคอุตสาหกรรมให้ขยายตัว 55,000 ล้านบาท ภายในปี 2571 และสร้างงานเพิ่ม 100,000 ตำแหน่งต่อปี

นักท่องเที่ยวเลือก Safe Haven

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เผยว่า ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา (พ.ศ. 2559–2569) ภูมิทัศน์การท่องเที่ยวของไทยได้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากเดิมที่เคยมุ่งเน้นการเดินทางเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ได้กลายเป็นมิติของการแสวงหา “พื้นที่ปลอดภัย” (Safe Haven) อย่างมีนัยสำคัญ

“ความขัดแย้งทางอาวุธและสงครามตัวแทนในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ได้เปลี่ยนแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวบางกลุ่มให้เป็นการเดินทางเพื่อหลีกหนีสภาวะสงคราม การรักษาพยาบาล การลงทุนเพื่อย้ายถิ่นฐานแบบกึ่งถาวร หรือแม้แต่การหลีกเลี่ยงการถูกเกณฑ์ทหาร” นายยุทธศักดิ์ ระบุ

จุดแข็งของไทยในฐานะ Safe Haven ปัจจัยหลักที่ส่งเสริมให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยระดับโลก โดยนโยบายต่างประเทศแบบสร้างสมดุล การวางตัวเป็นกลางและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในความขัดแย้งทางการทหาร รวมทั้งความสงบภายในประเทศและนโยบายวีซ่าที่เปิดกว้าง การอำนวยความสะดวกในการตรวจลงตราที่ยืดหยุ่นช่วยดึงดูดประชากรจากพื้นที่ขัดแย้ง

เช่นเดียวกับมาตรฐานบริการทางการแพทย์ระดับโลก การเป็น Medical Hub ที่มีโรงพยาบาลได้รับการรับรองมาตรฐานสากล JCI ถึง 62 แห่งการเป็น Safe Haven จะสร้างเงินมหาศาล

ภาพประกอบข่าว

กลุ่มเมดิคัลมั่นใจไม่กระทบ

ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ส่วนตัวมองว่าสงครามจะยังไม่จบง่าย ๆ และน่าจะยืดเยื้อ คนจากพื้นที่สงครามที่ติดค้างอยู่ในไทยส่วนหนึ่งตอนนี้ กลับบ้านไม่ได้ ถือว่าเป็นผลดี ผู้ป่วยบางรายที่ตั้งใจมาในระยะสั้นบางคนก็อยู่รักษาต่อ อาจนาน 6-8 เดือน เหมือนช่วงโควิด แต่ส่วนที่ยังไม่ได้เดินทางมาถือว่าเป็นส่วนน้อย สำหรับ BCH จึงไม่มีผลกระทบอะไรมากนัก

ด้านนายแพทย์ตนุพล วิรุฬห- การุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ต บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผู้เข้ามาใช้บริการ BDMS ต่างชาติส่วนใหญ่เป็นกลุ่มตะวันออกกลาง และยังไม่ยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางมาไทย ส่วนมั่นใจว่าไม่มีผลกระทบในระยะยาว

“จำนวนนักเดินทางบางส่วนอาจชะลอหรือเลื่อนการเดินทางบ้างในช่วง 1–4 สัปดาห์นี้ โดยเฉพาะเคส short-trip เพราะเที่ยวบินเปลี่ยนเส้นทาง ทำให้เวลาเดินทางยาวขึ้น ค่าเดินทางสูงขึ้น แต่ความเชื่อมั่นเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดของ medical travel ซึ่งประเทศไทยยังทำได้ดี ส่วนกรณีสงครามนาน 1–3 เดือน อาจทำให้การตัดสินใจของลูกค้ากลุ่มนี้เดินทางช้าลง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...