พลิกวิกฤตสงครามดึงลงทุน-ท่องเที่ยว ปั้นไทย Safe Haven อาเซียน
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง จนนำไปสู่การปฏิบัติการทางทหารตอบโต้กันอย่างรุนแรงทั้งสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน มีแนวโน้มขยายวงต่อเนื่อง และยังไม่รู้จุดสิ้นสุด แน่นอนว่าด้วยเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นบนโลก ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นด้านการลงทุน แต่ภายใต้วิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ไม่แน่ก็อาจเต็มไปด้วยโอกาส โดยเฉพาะเงินทุนที่อาจเคลื่อนย้ายมายังพื้นที่สงบและปลอดภัยในระยะยาว
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยในช่วงการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานวางกลยุทธ์และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยทำงานร่วมกับภาคเอกชน ภายใต้โจทย์สำคัญว่า
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของการเมืองโลก ไทยจะคว้าโอกาสในทุกมิติได้อย่างไรทั้งด้านการลงทุนที่อาจย้ายเข้าสู่เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงด้านการท่องเที่ยว การแพทย์ และอาหาร ตลอดจนการใช้จุดแข็งด้านบทบาทความเป็นกลางของไทย เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม
ภายใต้โอกาสที่อาจเกิดขึ้นที่ผ่านมา นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ส่งสัญญาณว่าขณะนี้การลงทุนทั่วโลกมุ่งมาที่อาเซียน เพิ่มขึ้น 8% สวนทางการลงทุนทั่วโลกที่ติดลบต่อเนื่องมา 2 ปี โดยติดลบถึง 12%
เช่นเดียวกับบนเวทีการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังค์ถัด (UNCTAD) ยังขนานนามอาเซียนว่าเป็น Bright Spot สำหรับการลงทุนโลก เป็นผลมาจากปัญหาสงครามการค้า ทำให้นักลงทุนตัดสินใจย้ายการลงทุนมาในอาเซียนและไทย
ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ กลุ่มAI กลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์ รวมทั้งซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมเป้าหมายต่าง ๆ ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว
โอกาสไทยเซฟโซนลงทุนโลก
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางคลื่นความไม่แน่นอนของสงครามการค้าและมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มองว่า การวางตัวเป็นกลางของไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี สามารถต่อยอดเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์
โดยผลักดันไทยสู่บทบาท Safe Haven หรือพื้นที่ปลอดภัยทางเศรษฐกิจในภูมิภาคคล้ายโมเดล Switzerland โดยผลักดัน 2 อุตสาหกรรม คือ
1. ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) โดยยกระดับจากผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายชิ้น สู่การเป็นผู้ให้ Total Food Solution แก่ประเทศกลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือ Gulf Cooperation Councilซึ่งมีศักยภาพทางการเงินสูงแต่ขาดพื้นที่ผลิตอาหาร
2. ศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub) ต่อยอดจุดแข็งบริการสุขภาพของไทย ดึงดูดทั้งผู้ป่วยต่างชาตินักลงทุน และกลุ่มผู้ต้องการย้ายฐานพำนักในประเทศที่มีเสถียรภาพ
“วิกฤตครั้งนี้เป็นบททดสอบใหญ่ของเศรษฐกิจไทย แต่ก็เป็นจังหวะสำคัญในการปรับโครงสร้าง หากบริหารความเสี่ยงพลังงานได้ รวมถึงรักษาเสถียรภาพการค้า และใช้จุดแข็งด้านอาหารกับการแพทย์ให้เต็มศักยภาพ ไทยยังสามารถพลิกเกมจากผู้รับผลกระทบ สู่ผู้ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านภูมิรัฐศาสตร์โลกได้”นายเกรียงไกร ระบุ
แนะไทยเป็นกลางรับลงทุน
สอดคล้องกับ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกลุ่มศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ให้ความเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ยังไม่ยุติครั้งนี้เป้าหมายของไทยในปีนี้คือประคองเสถียรภาพ พร้อมเปิดโอกาสใหม่ภายใต้ หลักคิด ยืดหยุ่นและเป็นกลาง (flexible neutrality)โดยใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส
ทั้งนี้ในเชิงรุก ไทยควรใช้จุดแข็งเรื่องความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่ายและความต่อเนื่องของนโยบาย สื่อสารกับนักลงทุนว่าไทยคือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการผลิตและโลจิสติกส์ ในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ โดยชูความมั่นคงทางอาหาร (FoodSecurity) และศักยภาพ อุตสาหกรรมที่ไทยทำได้จริง
รวมถึงเร่งอำนวยความสะดวกด้านการค้า การศุลกากรและ การอนุญาตลงทุนให้เร็วขึ้น เพราะในภาวะโลกผันผวนความเร็วในการตัดสินใจ คือแต้มต่อ ที่สำคัญกว่าคำประกาศเชิงนโยบาย
ดึงนักท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ
น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.พร้อมเร่งดึงตลาดทดแทนจากเอเชียตะวันออกและอาเซียน โดยเฉพาะจีน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย และปรับกลยุทธ์และแผนการดำเนินงานทันทีเมื่อสถานการณ์มีความชัดเจนมากขึ้นทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งรัฐบาลมองหาโอกาสสำหรับประเทศไทยในระยะยาวเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
สำหรับการสร้างโอกาสในระยะยาว นายกรัฐมนตรี สั่งการให้พิจารณาดำเนินการ 4 กลุ่ม ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ ได้แก่
กลุ่มที่ 1 จะเป็นเรื่องของการลงทุน ที่จะมีการบริหารความเสี่ยงในการย้ายการลงทุนมายังอาเซียนและในประเทศไทย
กลุ่มที่ 2 เป็นเรื่องของการท่องเที่ยว ที่จะมี 2 ประเด็นได้แก่ระยะสั้น มุ่งกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ส่งเสริมให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวไทยมากยิ่งขึ้น ส่วนระยะยาว มุ่งเสริมศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็น “Second Hub” ทางการบิน เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการพึ่งพาศูนย์กลางการบินในพื้นที่ที่มีความไม่แน่นอน พร้อมผลักดันการเพิ่มโอกาสเที่ยวบินตรงของสายการบินไทยสู่ตลาดสำคัญทั่วโลก
กลุ่มที่ 3 การแพทย์ โอกาสต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ หรือ Medical Tourism ในตลาดตะวันออกกลาง และขยายตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงกลุ่มใหม่ๆ ที่หลีกหนีความขัดแย้งในภูมิภาค
กลุ่มที่ 4 ด้านอาหาร ผลักดันนโยบายความมั่นคงทางอาหาร หรือ Food Security โดยเฉพาะอาหารฮาลาล
นักท่องเที่ยวกลุ่มสุขภาพกระเป๋าหนัก
ปัจจุบันจากผลสำรวจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยของททท. ในเดือนม.ค.-มิ.ย. 2568 พบว่า นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอยู่ที่ 580,654 คน มีค่าใช้จ่ายต่อหัว 107,662 บาทต่อคนต่อทริป สร้างรายได้ 62,514 ล้านบาท กลุ่มตลาดหลัก คือ นักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง นักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้าน และนักท่องเที่ยวเอเชียใต้
ขณะที่ภาพรวมของอาหารฮาลาล ประเทศไทยส่งออกสินค้าฮาลาลทั้งหมด (รวมอาหารและเคมีภัณฑ์) มีมูลค่ารวมประมาณ 8,850 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สินค้าหลักที่ไทยส่งออกคือ อาหาร ซึ่งมีสัดส่วนถึง67% ของมูลค่าการส่งออกฮาลาลไทย หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยในปี 2567 ไทยส่งออกสินค้าอาหารไปยังกลุ่มประเทศองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) มีมูลค่า 7,131.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 252,164 ล้านบาท เติบโต 6.3 %
สำหรับประเทศไทย รั้งอันดับที่ 10 ของประเทศผู้ส่งออกอาหารไปยังตลาด OIC โดยมีส่วนแบ่งตลาดอาหารฮาลาลโลกอยู่ที่ 2.7% สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ข้าว,ปลาทูน่ากระป๋อง, น้ำตาลทราย, อาหารสัตว์เลี้ยง และสิ่งปรุงรสอาหาร และประเทศไทยตั้งเป้าผลักดันอุตสาหกรรมฮาลาลให้เป็นเครื่องจักรใหม่ โดยมุ่งเพิ่มมูลค่า GDP ภาคอุตสาหกรรมให้ขยายตัว 55,000 ล้านบาท ภายในปี 2571 และสร้างงานเพิ่ม 100,000 ตำแหน่งต่อปี
นักท่องเที่ยวเลือก Safe Haven
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เผยว่า ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา (พ.ศ. 2559–2569) ภูมิทัศน์การท่องเที่ยวของไทยได้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากเดิมที่เคยมุ่งเน้นการเดินทางเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ได้กลายเป็นมิติของการแสวงหา “พื้นที่ปลอดภัย” (Safe Haven) อย่างมีนัยสำคัญ
“ความขัดแย้งทางอาวุธและสงครามตัวแทนในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ได้เปลี่ยนแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวบางกลุ่มให้เป็นการเดินทางเพื่อหลีกหนีสภาวะสงคราม การรักษาพยาบาล การลงทุนเพื่อย้ายถิ่นฐานแบบกึ่งถาวร หรือแม้แต่การหลีกเลี่ยงการถูกเกณฑ์ทหาร” นายยุทธศักดิ์ ระบุ
จุดแข็งของไทยในฐานะ Safe Haven ปัจจัยหลักที่ส่งเสริมให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยระดับโลก โดยนโยบายต่างประเทศแบบสร้างสมดุล การวางตัวเป็นกลางและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในความขัดแย้งทางการทหาร รวมทั้งความสงบภายในประเทศและนโยบายวีซ่าที่เปิดกว้าง การอำนวยความสะดวกในการตรวจลงตราที่ยืดหยุ่นช่วยดึงดูดประชากรจากพื้นที่ขัดแย้ง
เช่นเดียวกับมาตรฐานบริการทางการแพทย์ระดับโลก การเป็น Medical Hub ที่มีโรงพยาบาลได้รับการรับรองมาตรฐานสากล JCI ถึง 62 แห่งการเป็น Safe Haven จะสร้างเงินมหาศาล
กลุ่มเมดิคัลมั่นใจไม่กระทบ
ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ส่วนตัวมองว่าสงครามจะยังไม่จบง่าย ๆ และน่าจะยืดเยื้อ คนจากพื้นที่สงครามที่ติดค้างอยู่ในไทยส่วนหนึ่งตอนนี้ กลับบ้านไม่ได้ ถือว่าเป็นผลดี ผู้ป่วยบางรายที่ตั้งใจมาในระยะสั้นบางคนก็อยู่รักษาต่อ อาจนาน 6-8 เดือน เหมือนช่วงโควิด แต่ส่วนที่ยังไม่ได้เดินทางมาถือว่าเป็นส่วนน้อย สำหรับ BCH จึงไม่มีผลกระทบอะไรมากนัก
ด้านนายแพทย์ตนุพล วิรุฬห- การุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ต บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผู้เข้ามาใช้บริการ BDMS ต่างชาติส่วนใหญ่เป็นกลุ่มตะวันออกกลาง และยังไม่ยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางมาไทย ส่วนมั่นใจว่าไม่มีผลกระทบในระยะยาว
“จำนวนนักเดินทางบางส่วนอาจชะลอหรือเลื่อนการเดินทางบ้างในช่วง 1–4 สัปดาห์นี้ โดยเฉพาะเคส short-trip เพราะเที่ยวบินเปลี่ยนเส้นทาง ทำให้เวลาเดินทางยาวขึ้น ค่าเดินทางสูงขึ้น แต่ความเชื่อมั่นเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดของ medical travel ซึ่งประเทศไทยยังทำได้ดี ส่วนกรณีสงครามนาน 1–3 เดือน อาจทำให้การตัดสินใจของลูกค้ากลุ่มนี้เดินทางช้าลง”