'LNG สหรัฐ' ผงาดแทนกาตาร์ อานิสงส์จากสงครามอิหร่าน
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า การปิดท่าเรือส่งออก LNG ที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวเปอร์เซีย ท่ามกลางสงครามกับอิหร่าน ไม่เพียงดันราคาก๊าซพุ่งสูง แต่ยังเปิดทางให้ “สหรัฐ” ซึ่งมีต้นทุนก๊าซต่ำกว่า ก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้ได้ประโยชน์” และเร่งแย่งส่วนแบ่งตลาดในเอเชีย
เรือบรรทุก LNG สองลำในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งบรรทุกก๊าซจากสหรัฐตามข้อมูลของบริษัทวิจัย Kpler เดิมมีจุดหมายไปยุโรป แต่ล่าสุดได้เปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮปของแอฟริกา คาดว่ากำลังมุ่งหน้าไปยัง“เอเชีย” แทน
สาเหตุที่ราคาพุ่งขึ้น ส่วนใหญ่เกิดจากการที่การส่งออกก๊าซจากท่าเรือสำคัญในกาตาร์หยุดชะงัก หลังถูกโจมตีจากอิหร่าน โดยท่าเรือแห่งนี้ มีสัดส่วนประมาณ 20% ของการส่งออก LNG ทั่วโลก และก๊าซประมาณ 80% ถูกส่งไปยังเอเชีย
รายงานวิเคราะห์ของ Kpler ระบุว่า “ตอนนี้ผู้ซื้อในเอเชียกำลังขาดแคลนก๊าซอย่างหนัก จึงพยายามดึง LNG จากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกและจากท่าเรือส่งออกของสหรัฐอย่างเต็มที่ ทำให้เกิดการแข่งขันกับผู้ซื้อในยุโรปที่ต้องการก๊าซจากแหล่งเดียวกัน”
สถานการณ์นี้ อาจทำให้ “ผู้ส่งออกก๊าซของสหรัฐ” ได้ประโยชน์ โดยสหรัฐกลายเป็น “ผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก” ตั้งแต่ปี 2023
โดยปกติแล้ว ราคาก๊าซ LNG มักผูกกับราคาน้ำมันดิบ แต่ LNG ของสหรัฐอิงราคาก๊าซ Henry Hub เป็นหลัก ทำให้เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูง LNG จากสหรัฐจึงถูกกว่าประมาณ 20–30%
หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของกาตาร์รุนแรงขึ้น บริษัทพลังงานทั่วโลกอาจหันไปนำเข้า LNG จากสหรัฐมากขึ้น เพราะมีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ต่ำกว่า ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นการลงทุนในโครงการ LNG ใหม่ของสหรัฐในอนาคต
อ้างอิง: nikkei