PRM ขาขึ้นขนเคมี-น้ำมันขยายกองเรือลุยอาเซียน
#PRM #ทันหุ้น – PRM ชี้ทิศทางปี 2569 สถานการณ์เรือขนส่งเคมี-น้ำมันยังบวก ทยอยรับมอบอีก 5 ลำ รองรับแผนรุกโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดงบลงทุนปีนี้ 2 – 3 พันล้านบาท โดดรับค่าบาทแข็งได้เปรียบชำระค่าซื้อเรือเป็นดอลลาร์
นางสาวสุธาสินี หมื่นละม้าย รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการลงทุน บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ PRM เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ภาพธุรกิจเดินเรือในปีนี้ค่อนข้างมีความแตกต่างไปตามประเภทกลุ่มเรือ แต่เฉพาะในส่วนเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปและปิโตรเคมี ซึ่งถือเป็นแกนหลักมีสัดส่วนรายได้ราว 40% ของรายรวมของบริษัท มีสถานการณ์ธุรกิจในปีนี้มีทิศทาง ดีกว่าปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน เป็นส่วนสำคัญสนับสนุนการเติบโตของรายได้
@ขยายกองเรือ
ทั้งนี้บริษัทวางแผนขยายกองเรือขนส่งขนาดเล็กนี้ โดยก่อนกลางเดือนกุมภาพันธ์จะรับมอบเรือ 1 ลำ และระหว่างช่วงที่เหลือของปีจะเพิ่มอีก 4 ลำ โดยมีทั้งเรือเคมีใหม่, เรือน้ำมันมือสอง และเรือที่สั่งต่อใหม่จากจีน จึงส่งผลให้ปลายปีกองเรือรวมจะเพิ่มขึ้นจาก 70 ลำ เป็น 75 ลำ ขณะที่ปี 2570 มีแผนรับมอบเรือส่วนที่เหลืออีก 3 ลำ ซึ่งการขยายกองเรือ เพื่อรองรับแผนบุกตลาดโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้กว้างขวางกว่าเดิม เช่นใน มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เป็นต้น
การนำเรือใหม่เข้ามา ไม่เพียงแต่จะเพิ่มศักยภาพในการขนส่ง แต่ยังเป็นการทดแทนเรือเก่าที่มีอายุการใช้งานสูง เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน ลดการปล่อยมลพิษตามแนวทาง ESG และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรผ่าน Economy of Scale เนื่องจากเรือใหม่มีขนาดบรรทุกที่ใหญ่ขึ้น ในขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานใกล้เคียงเดิม
ด้านโอกาสในธุรกิจเกี่ยวกับงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล บริษัทคาดหวังที่จะได้รับงานประมูลใหม่ๆ ทั้งจากผู้ให้บริการหลักในไทยอย่าง และจากตลาดต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีเรือปฏิบัติการใน ตะวันออกกลาง 4 ลำ พร้อมกับเตรียมความพร้อมทั้งการหาเรือและอู่ต่อเรือไว้แล้ว เพื่อให้สามารถลงทุนได้ทันทีที่ชนะการประมูล
@ปัจจัยน้ำมัน
ทั้งนี้หากราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก ย่อมจะเป็นผลดีโดยตรงต่อการบริหารจัดการกองเรือ เพราะช่วยให้ ต้นทุนเชื้อเพลิงลดต่ำลง เมื่อประกอบกับค่าระวางเรือ ที่ยังคงแข็งแกร่ง จึงส่งผลให้ส่วนต่างกำไรของบริษัทขยายตัวกว้างขึ้น
ทว่ากลุ่มเรือขนส่งขนาดใหญ่ รวมถึง บริการขนส่งและจัดเก็บสินค้าแบบลอยน้ำ บริษัทเลือกที่บริหารจัดการอย่างรัดกุม และยังไม่ลงทุนเพิ่มในช่วงนี้ สาเหตุหลักมาจาก ราคาเรือในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นจนทำสถิติใหม่ การรีบซื้อเรือส่วนนี้อาจจะทำให้บริษัทต้องแบกรับต้นทุนค่าตัวเรือที่สูงเกินไป แต่ในแง่ความมั่นคงของรายได้ยังวางใจได้เนื่องจากบริษัทมีสัญญาเป็นระยะยาวไว้อยู่แล้ว แต่ก็ยอมรับว่าในเงื่อนไขลักษณะอัตราค่าเช่าคงที่ทำให้บริษัทมีรายได้ที่แน่นอน โดยไม่ได้รับอานิสงส์โดยตรงในช่วงที่ค่าระวางเรือในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นเช่นปัจจุบัน
ทั้งนี้บริษัทกำหนดงบประมาณการลงทุนคร่าวๆ ไว้ที่ประมาณ 2,000 – 3,000 ล้านบาทต่อปี โดยอาจน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เพราะปีก่อนหน้ามีการลงทุนไปค่อนข้างมากแล้ว
@รับมือค่าเงิน
สำหรับการบริหารอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่ของธุรกิจเดินเรือรับเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ความผันผวนของค่าเงินบาทจึงมีผลต่อการรับรู้รายได้และต้นทุนการลงทุน โดยเพื่อให้เกิดความมั่นคงขึ้น บริษัทได้ใช้กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงโดยธรรมชาติ หรือ Natural Hedge และการทำการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน หรือ FX Hedging โดยฝ่ายการเงินจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและทำการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าสำหรับค่าใช้จ่ายที่ทราบล่วงหน้า
อย่างไรก็ดีในสภาวะที่ เงินบาทแข็งค่า บริษัทได้ใช้โอกาสนี้เป็นประโยชน์ในการขยายกองเรือ โดยการนำเงินบาทไปชำระค่างวดเรือต่อใหม่หรือซื้อเรือมือสองจากต่างประเทศได้ในราคาที่คุ้มค่ากว่าเดิม
นอกจากนี้บริษัทยังใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อม บริษัทตระหนักว่าเมื่อมีการเพิ่มจำนวนเรือในกองเรือมากขึ้น คาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กรก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นจึงแนวทางในการหา โครงการที่สามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้ด้วยตัวเองเพื่อนำมาใช้ชดเชยกับคาร์บอนที่บริษัทปล่อยออกมา เช่น เรือใหม่ที่สั่งต่อจากประเทศจีนถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยให้ ประหยัดพลังงานและลดการใช้เชื้อเพลิง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดการปล่อยคาร์บอน อีกทั้งปัจจุบันมีการเซ็นสัญญาในบางโครงการเพื่อหวังผลด้านคาร์บอนเครดิตในอนาคตแล้ว แต่ยังอยู่ในช่วงที่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดโครงการได้