GCAP GOLD วิเคราะห์ทองคำพักฐานใหญ่ จับตาปมประธานเฟด-สงครามยกระดับ
GCAP GOLD เผยปัจจัยการเสนอชื่อ "Kevin Warsh" นั่งประธานเฟด ดันดอลลาร์แข็งค่ากดดันราคาทองคำดิ่งหนักสุดในรอบกว่าทศวรรษ ชี้สัญญาณเทคนิคเข้าเขต Extreme Overbought เร่งแรงขายทำกำไร หลังราคาพุ่งแรงช่วงต้นปี แนะกลยุทธ์รอจังหวะสะสมที่แนวรับ 4,880 ดอลลาร์ ระบุโครงสร้างขาขึ้นระยะกลางยังไม่ถูกทำลาย
6 กุมภาพันธ์ 2569 - ราคาทองคำในตลาดโลกเผชิญความผันผวนอย่างรุนแรงหลังปรับตัวลดลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี โดย บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ระบุว่า สภาวะดังกล่าวเป็นการ "รีเซ็ต" ความร้อนแรงของตลาดหลังราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า ประกอบกับแรงกดดันจากทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และมาตรการคุมเข้มของตลาดซื้อขายล่วงหน้า
ปัจจัยกดดัน: นโยบาย "สายเหยี่ยว" และการคุมเข้มวงเงินประกัน
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ตลาดทองคำถูกดึงเงินไหลออกจากการที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายหลังตลาดรับข่าวการเสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ ซึ่งนักลงทุนประเมินว่าเป็นผู้ที่มีแนวคิดเข้มงวดในการคุมเงินเฟ้อ (Hawkish)
"Kevin Warsh เป็นผู้บริหารสายคุมเงินเฟ้อเข้มงวด ไม่สนับสนุน QE และมีแนวโน้มลดงบดุลเฟด ส่งผลให้ตลาดให้น้ำหนักกับดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนจริงมากขึ้น กดดันทองคำโดยตรง ขณะที่สัญญาณทางเทคนิค RSI ใกล้ระดับ 90 ยิ่งเร่งแรงขายจากการทำกำไรและการถูกบังคับขาย (Force Sell) ของกลุ่มเลเวอเรจสูง"
นอกจากนี้ การที่ CME Group ปรับเพิ่มเกณฑ์การวางเงินประกัน (Margin Requirement) สำหรับการซื้อขายโลหะมีค่า ได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดแรงขายขนานใหญ่จากนักลงทุนที่ถือครองสถานะซื้อ (Long Position) มาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569
ตัวแปรสำคัญ: ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และตลาดแรงงาน
สำหรับทิศทางในระยะสั้น GCAP GOLD ประเมินว่าทองคำยังมีโอกาสฟื้นตัวในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) หากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ มีการยกระดับความรุนแรงขึ้น ทั้งในเชิงการเตรียมการทางทหารและถ้อยแถลงทางการเมือง
ในขณะเดียวกัน ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นดัชนีชี้วัดทิศทางดอกเบี้ยของเฟด หากตลาดแรงงานเริ่มแสดงสัญญาณชะลอตัว จะเป็นแรงหนุนเชิงเทคนิคให้ราคาทองคำมีจังหวะรีบาวด์กลับขึ้นมาได้
กลยุทธ์การลงทุน: เน้นตั้งรับในโซนสำคัญ
แม้ราคาทองคำจะปรับตัวลงรุนแรง แต่ฝ่ายวิจัยมองว่าโครงสร้างหลักในระยะกลางยังไม่เสียหาย ตราบใดที่ราคายังสามารถรักษาฐานเหนือระดับ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ การปรับฐานรอบนี้จึงถูกนิยามว่าเป็น "Technical Correction" ครั้งใหญ่เพื่อลดความร้อนแรง
ฝ่ายวิจัย GCAP GOLD กำหนดแนวรับ-แนวต้านที่สำคัญดังนี้ :
- แนวรับสำคัญ: 4,880 ดอลลาร์ (ทองคำไทยประมาณ 73,200 บาท) และ 4,600 ดอลลาร์ (ทองคำไทยประมาณ 69,100 บาท)
- แนวต้านเป้าหมาย: 5,200 - 5,400 ดอลลาร์ (ทองคำไทยประมาณ 77,500 – 79,300 บาท)
นักลงทุนควรชะลอการเข้าซื้อเพื่อรอให้ราคาสร้างฐานที่ชัดเจนในโซนแนวรับดังกล่าว และติดตามการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นตัวแปรหลักที่มีอิทธิพลต่อราคาทองคำในสัปดาห์นี้