โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

EXIM BANK ขยายเวลาชำระหนี้-ลดดอกเบี้ย ช่วยผู้ส่งออกสู้วิกฤตตะวันออกกลาง

PostToday

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เพิ่มสูงขึ้นและยังมีความไม่แน่นอนส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของไทยในฐานะคู่ค้าสำคัญ คิดเป็นสัดส่วนราว 6% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของไทย

โดยในปี 2568 ไทยมีมูลค่าส่งออกไปตะวันออกกลางกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าราว 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเลเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางผ่านทะเลแดงสู่ยุโรปที่อาจต้องเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งวางแผนรับมือ ทั้งด้านการบริหารการจัดส่ง การผลิต การกำหนดเงื่อนไขการค้า (Incoterm) และการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ จึงขานรับนโยบายกระทรวงการคลัง ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง โดยเพิ่มสภาพคล่องให้ลูกค้าที่เบิกกู้และมีภาระคงค้างจากการส่งออกไปยังตะวันออกกลาง ด้วยการขยายระยะเวลาการชำระหนี้สูงสุด 365 วัน พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยลง 20% จากอัตราเดิมในช่วงที่ได้รับการขยายเวลา

นอกจากนี้ EXIM BANK ยังพร้อมพิจารณาสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษให้แก่ผู้ประกอบการที่ส่งออกไปตะวันออกกลางตามความจำเป็นและความต้องการของแต่ละกิจการ ติดต่อขอรับบริการทางการเงินและปรึกษาปัญหาธุรกิจได้ที่ EXIM Contact Center โทร. 0 2169 9999 และ “EXIM Bank of Thailand” Facebook

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยควรต้องปรับตัวเชิงกลยุทธ์ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ดังนี้

1. บริหารจัดการด้านโลจิสติกส์และขนส่ง ติดตามสถานะการขนส่งสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง ตลอดจนติดต่อผู้นำเข้า เพื่อแจ้งผลกระทบด้านระยะเวลาขนส่งที่อาจเพิ่มขึ้น เช่น อาจล่าช้า 10-15 วัน กรณีต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป พร้อมตรวจสอบเงื่อนไขเอกสารและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม กรณีส่งมอบสินค้าล่าช้า รวมถึงทำประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Surcharge) ให้ครอบคลุมประเทศปลายทาง ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นราว 50% โดยผู้จองเรือเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย

2. บริหารจัดการการผลิต เผื่อระยะเวลาเพิ่มขึ้น (Buffer Time) ในกระบวนการผลิตและส่งมอบสินค้า เพื่อรองรับการขนส่งที่ยาวนานขึ้น สำหรับผู้นำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง ต้องเตรียมแผนสำรองด้านแหล่งวัตถุดิบ หรือพิจารณาปรับไปใช้ซัพพลายเออร์ในประเทศหรือภูมิภาคใกล้เคียง เพื่อลดความเสี่ยงต่อห่วงโซ่การผลิต

3. บริหารการเงินและความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน พิจารณาปรับ Incoterm เป็น FOB (Free on Board) เพื่อให้ผู้นำเข้ารับผิดชอบค่าขนส่งสินค้า และกำหนดเงื่อนไขการชำระเงินแบบ T/T ก่อนส่งมอบสินค้า รวมทั้งใช้เครื่องมือ Foreign Exchange Forward Contract เพื่อป้องกันความผันผวนของค่าเงิน

ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผู้ประกอบการควรเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เตรียมผู้ให้บริการขนส่งสำรอง หรือกระจายเส้นทางขนส่ง เพื่อลดความเสี่ยงจากค่าระวางเรือที่อาจปรับสูงขึ้น ควบคู่กับการกระจายตลาดและแหล่งวัตถุดิบ (Diversification) ลดการพึ่งพาตลาดหรือแหล่งวัตถุดิบเพียงแหล่งเดียว พร้อมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีอยู่ เพื่อขยายโอกาสทางการค้า

“EXIM BANK มีทั้งมาตรการทางการเงินและบริการให้คำปรึกษา เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการปรับกลยุทธ์บริหารต้นทุน ปรับโมเดลธุรกิจ และกระจายความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม โดย EXIM BANK พร้อมเป็นพันธมิตรเคียงข้างผู้ประกอบการไทย ก้าวผ่านความท้าทายของเศรษฐกิจโลก และรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...