โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เอกนิติ’ เปิดแผนรับมือ ผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง น้ำมันสำรองพอ 60 วัน

The Bangkok Insight

อัพเดต 02 มี.ค. เวลา 10.38 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. เวลา 10.37 น. • The Bangkok Insight

'เอกนิติ' เปิดแผนรับมือ ผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง น้ำมันสำรองพอ 60 วัน

วันนี้ (2 มี.ค. 2569) เวลา 15.30 น. ที่ ตึกภักดีบดินทร์ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทันธ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ได้แถลงรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการรองรับผลกระทบ รวมถึงแนวทางการปรับตัวต่อความเสี่ยงและความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว จากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง แบ่งออกเป็นมาตรการ 5 ด้าน ดังนี้

เอกนิติ

1. ด้านพลังงาน ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือด้านพลังงาน เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันโลก ส่งผลให้ราคาพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยหากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น 5–10% จากระดับเดิม รัฐบาลได้เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยไว้แล้ว

ประเทศไทยมีกลไกสำคัญในการดูแลผลกระทบระยะสั้น โดยเฉพาะกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนได้ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้งานประมาณ 60 วัน มาตรการระยะสั้นจะมุ่งดูแลไม่ให้ผลกระทบส่งต่อถึงประชาชนโดยตรง และมีเวลาเพียงพอในการบริหารจัดการสถานการณ์ด้านพลังงาน

2. ด้านการค้า ผลกระทบทางตรงด้านการค้ามีไม่มาก โดยไทยส่งออกไปยังตะวันออกกลางไม่ถึง 4% และนำเข้าประมาณ 8% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางอ้อมอาจเกิดจากค่าระวางเรือและค่าพรีเมียมประกันภัยที่สูงขึ้นในช่วงสถานการณ์สงคราม ทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น โดยรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์หารือร่วมกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมมาตรการรองรับ

3. ด้านการท่องเที่ยว ผลกระทบทางตรงด้านการท่องเที่ยวมีไม่มากเช่นกัน นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางมีสัดส่วนเพียงประมาณ 4% ขณะเดียวกัน อาจเป็นโอกาสในด้านการบิน โดยผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและกระทรวงคมนาคมมีความเห็นสอดคล้องกันว่าสามารถใช้สถานการณ์นี้เป็นโอกาสในการขยายตลาดได้

4. ด้านตลาดเงินและตลาดทุน โดยทั่วไป เมื่อเกิดสงคราม นักลงทุนมักเคลื่อนย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ไทยยังปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 17% ลดลง ประมาณ 2% ซึ่งสะท้อนถึงเสถียรภาพที่ยังอยู่ในระดับดี นอกจากนี้ ไทยยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบ 300,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในตลาดทุนระยะหนึ่ง

5. ด้านแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญกับการดูแลคนไทยในพื้นที่ตะวันออกกลาง โดยจะเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานและดูแลความปลอดภัยของแรงงานไทย

นอกจากนี้ ภาคเอกชนได้หารือร่วมกับภาครัฐ โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้จัดทำกลยุทธ์รับมือสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก และแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ โดยเฉพาะในมิติด้านการลงทุน

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...