“ผู้ส่งออกอาเซียน” ถูกมองเป็นผู้ชนะ หลังศาลฎีกาสหรัฐสกัดภาษีทรัมป์
หลังศาลฎีกาสหรัฐสกัดภาษีทรัมป์ "ผู้ส่งออกอาเซียน" ถูกมองเป็นผู้ชนะ หนุนความสามารถแข่งขันและโอกาสส่งออกเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.29 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า นักวิเคราะห์ระบุว่า คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐที่ยกเลิกภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มสร้างประโยชน์ให้ผู้ส่งออกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างน้อยในระยะสั้น ท่ามกลางความผันผวนครั้งใหม่ของระบบการค้าโลก
หลังศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ว่า ภาษีฉุกเฉินของทรัมป์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทรัมป์ได้ประกาศใช้ภาษีนำเข้าอัตราเดียวทั่วโลก 10% ภายใต้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 และยืนยันว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ภาษีให้สหรัฐ
อย่างไรก็ดีนักวิเคราะห์มองว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ส่งออกหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จอน แลง ผู้อำนวยการอาวุโสด้านนโยบายความมั่นคงทางเศรษฐกิจของบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ APCO และอดีตเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวในสมัยทรัมป์ ระบุว่า ประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้าสินค้าสูง เช่น กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะกลายเป็นผู้ได้ประโยชน์สุทธิชั่วคราว
ก่อนคำตัดสินศาลฎีกา อัตราภาษีตอบโต้ต่อประเทศในอาเซียนอยู่ในช่วงตั้งแต่ 40% สำหรับเมียนมาและลาว ไปจนถึง 19% สำหรับฟิลิปปินส์ มาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งขณะนี้คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 10%
การลดลงดังกล่าวถือเป็นแรงหนุนสำคัญ ทำให้ประเทศเหล่านี้อยู่ในระดับเดียวกับคู่ค้าของสหรัฐที่มีอัตราภาษี 10% อยู่แล้ว เช่น สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และอาร์เจนตินา
แลงคาดว่าสถานการณ์นี้จะดำรงอยู่จนกว่าการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 หรือการปรับภาษีรายสินค้าในกรอบมาตรา 232 จะแล้วเสร็จ และมีแนวโน้มจะเห็นการนำเข้าสินค้าจากประเทศเหล่านี้เพิ่มขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน
อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำมาเลเซีย ไบรอัน แม็คฟีเทอร์ส มองว่า แม้คำตัดสินศาลฎีกาจะเพิ่มความสับสนให้ภูมิทัศน์การค้าโลก แต่ก็ไม่ถึงขั้นทำลายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐกับอาเซียน โดยผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงตระหนักถึงขนาดตลาดสหรัฐและความสำคัญของการลงทุนจากอเมริกา
ขณะเดียวกันตลาดจับตาญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งให้คำมั่นลงทุนในสหรัฐมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ เพื่อแลกกับการได้ภาษีที่ต่ำกว่า นักวิชาการบางรายเตือนว่าคำตัดสินศาลฎีกาอาจตั้งคำถามต่อสถานะทางกฎหมายของข้อตกลงเหล่านี้
ด้านผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า ข้อตกลงการค้าบางฉบับอาจคลี่คลายหรือเผชิญแรงกดดัน ขณะที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐยืนยันว่า ข้อตกลงทั้งหมดที่ทรัมป์เจรจาไว้ยังคงมีผลบังคับใช้
สำหรับจีน นักวิเคราะห์ประเมินว่าผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีอาจจำกัด เนื่องจากภาษีจำนวนมากยังอิงตามมาตรา 301 ซึ่งยังคงมีผลใช้ และไม่น่ากระทบต่อการเยือนกรุงปักกิ่งของทรัมป์ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569
ทั้งนี้สหรัฐยังเตรียมเดินหน้าการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 เพิ่มเติม เพื่อจัดการกับแนวปฏิบัติทางการค้าที่ถูกมองว่าไม่เป็นธรรมในหลายด้าน ตั้งแต่อุตสาหกรรมส่วนเกิน กิจกรรมแรงงานบังคับ ประเด็นดิจิทัล ไปจนถึงราคายาและมลพิษทางทะเล โดยจะเร่งดำเนินการในกรอบเวลาที่รวดเร็ว
อ้างอิง : asia.nikkei.com