สาเหตุที่แท้จริงของไมเกรน
บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน
สาเหตุที่แท้จริงของไมเกรน
ไมเกรน (Migraine) ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด เพราะเป็นโรคที่มีความซับซ้อน ทำให้สื่อมวลชนชั้นนำของโลก เช่น The Week และ Cleveland Clinic Health โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “องค์การอนามัยโลก” หรือ World Health Organization (WHO) อธิบายตรงกันว่า ความยากในการหาวิธีรักษาไมเกรนเกิดจากหลายปัจจัยที่ทับซ้อนกัน
เพราะไมเกรนไม่ใช่เพียงอาการปวดหัว แต่เป็นโรคทางระบบประสาทที่มีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ระบบ The Trigeminovascular System (TVS) และสารสื่อประสาทหลายชนิด เช่น Serotonin และ CGRP ซึ่งมีบทบาทในการกระตุ้นการอักเสบของหลอดเลือดและเยื่อหุ้มสมอง
ความซับซ้อนนี้ทำให้การพัฒนายาที่สามารถควบคุมทุกปัจจัยพร้อมกันเป็นเรื่องยาก
และแม้จะมีการพัฒนายารุ่นใหม่ แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดโรคได้ทั้งหมด
อีกเหตุผลสำคัญก็คือ “ความแตกต่างระหว่างบุคคล”
เนื่องจากผู้ป่วยหลายรายตอบสนองต่อยาได้ดี แต่กลับไม่มีผลกับบางราย หรือเกิดผลข้างเคียง กรณีที่เรียกว่า Refractory Migraine หรือ “ไมเกรนดื้อยา” เป็นความท้าทายที่แพทย์ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางฮอร์โมนซึ่งเป็นส่วนสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในผู้หญิงที่มีอัตราการเป็นไมเกรนสูงกว่าผู้ชายอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในรอบเดือน การตั้งครรภ์ หรือการหมดประจำเดือน ล้วนทำให้ไมเกรนกำเริบได้ง่ายขึ้น
ซึ่งหมายความว่า การรักษาไมเกรนต้องปรับเปลี่ยนตามช่วงชีวิตและสภาวะร่างกายของผู้ป่วยนั่นเอง
ปัญหาด้านสุขภาพจิตก็เป็นปัจจัยสำคัญของไมเกรน ไม่ว่าจะเป็นความเครียดเรื้อรัง การนอนหลับไม่เพียงพอ และการทำงานหนัก หรือการทำงานในสภาวะกดดันเป็นเวลานาน
ปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นสำคัญของไมเกรน เพราะแม้จะใช้ยาแล้ว แต่หากไม่จัดการปัจจัยต่างๆ ข้างต้น อาการของไมเกรนก็จะยังคงกลับมา
ซึ่งสะท้อนว่า ไมเกรนไม่ใช่โรคที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการรักษาทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว
ทั้งหมดนี้ ชี้ให้เห็นว่า ไมเกรนยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด เพราะเป็นโรคที่มีหลายมิติและซับซ้อน การรักษาในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นไปที่การบรรเทาอาการ ลดความถี่ และจัดการปัจจัยกระตุ้น มากกว่าการกำจัดโรคให้หมดไป
ต่างๆ นานาเหล่านี้ทำให้นี่คือเหตุผลที่ไมเกรนยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุดในระดับโลก
เนื่องจากไมเกรนเป็นโรคที่ถูกเข้าใจผิดมาอย่างยาวนาน หลายคนมักคิดว่าเป็นเพียงอาการปวดหัวธรรมดา
แต่แท้ที่จริงแล้วไมเกรนเป็นโรคทางระบบประสาทที่ซับซ้อนและมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมหาศาล
“องค์การอนามัยโลก” จัดให้ไมเกรนเป็น “1 ใน 10 สาเหตุหลัก” ของ “ความพิการ” ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประชากรอายุต่ำกว่า 50 ปี
รายงานจาก The Lancet Neurology ระบุว่า ไมเกรนเป็นโรคที่สร้างภาระทางเศรษฐกิจและสังคมสูงที่สุดโรคหนึ่ง เนื่องจากผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพในช่วงที่อาการกำเริบ
สาเหตุที่แท้จริงของไมเกรนนั้น ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยปัจจัยเดียว
แต่เป็นผลลัพธ์ของการบรรจบกันระหว่างพันธุกรรม ระบบประสาท ฮอร์โมน สิ่งแวดล้อม และปัจจัยทางสังคม
งานวิจัยจาก Nature Reviews Neurology ชี้ว่า ไมเกรนเกิดจากความผิดปกติของระบบ The Trigeminovascular System (TVS) ซึ่งเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทไตรเจมินัล (Trigeminal Nerve) หรือเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 และหลอดเลือดสมอง
เมื่อระบบนี้ถูกกระตุ้น จะมีการปลดปล่อยสารสื่อประสาท เช่น Calcitonin Gene-Related Peptide (CGRP) หรือเปปไทด์ที่เกี่ยวข้องกับยีนแคลซิโทนิน ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือดและเยื่อหุ้มสมอง ส่งผลให้เกิดอาการปวดหัวรุนแรงที่เป็นลักษณะเฉพาะของไมเกรน
พันธุกรรมก็มีบทบาทสำคัญในการกำหนดความเสี่ยงต่อไมเกรน งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine พบว่า ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นไมเกรนมีโอกาสสูงกว่าคนทั่วไปที่จะเป็นโรคนี้
เพราะยีนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการทำงานของเซลล์ประสาทและหลอดเลือด เช่น CACNA1A และ ATP1A2 ถูกระบุว่ามีความสัมพันธ์กับไมเกรน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไมเกรนชนิดที่มีอาการนำ ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการทางสายตาหรือประสาทสัมผัสก่อนเกิดอาการปวดหัว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ฮอร์โมนเอสโตรเจน” ที่มีบทบาทสำคัญในการอธิบายว่า ทำไมผู้หญิงจึงมีอัตราการเป็นไมเกรนสูงกว่าผู้ชายอย่างชัดเจน
BBC Health รายงานว่า ผู้หญิงมีโอกาสเป็นไมเกรนมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า และอาการมักกำเริบในช่วงที่ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง เช่น รอบเดือน การตั้งครรภ์ หรือการหมดประจำเดือน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างระบบประสาทกับระบบต่อมไร้ท่อที่ซับซ้อน
นอกจากปัจจัยทางชีววิทยาแล้ว ปัจจัยทางจิตวิทยาก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน New York Times Health รายงานว่า ความเครียดเรื้อรัง การนอนหลับไม่เพียงพอ และการทำงานหนัก หรือการทำงานในสภาวะกดดันเป็นเวลานาน คือตัวกระตุ้นสำคัญของไมเกรน
เพราะผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเครียดสูง มีแนวโน้มที่จะเป็นไมเกรนมากกว่ากลุ่มอื่นๆ นั่นเอง
งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า การบริโภคอาหารบางชนิด เช่น ช็อกโกแลต ไวน์แดง หรืออาหารที่มีสารกระตุ้นประสาทอย่างคาเฟอีน สามารถทำให้ไมเกรนกำเริบได้
สิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม ผู้ป่วยไมเกรนจำนวนมากมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นจากภายนอก เช่น แสงจ้า เสียงดัง กลิ่นแรง หรือการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ
“องค์การอนามัยโลก” ระบุว่า ในบางภูมิภาคที่มีสภาพอากาศรุนแรง เช่น การเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศอย่างฉับพลัน มีอัตราการเกิดไมเกรนสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ
สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจัยทางภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมสามารถมีผลต่อระบบประสาทของมนุษย์ได้จริง
ไมเกรนจึงนับเป็นโรคที่สร้างภาระทางเศรษฐกิจมหาศาล
International Headache Society รายงานว่า ผู้ป่วยไมเกรนจำนวนมากสูญเสียวันทำงานเฉลี่ย 4-6 วันต่อเดือน และแม้ในวันที่ไม่มีอาการกำเริบ ผู้ป่วยก็ยังมีประสิทธิภาพการทำงานลดลงเนื่องจากความกังวลว่าจะเกิดอาการขึ้นอีก
นี่คือสิ่งที่ “นักเศรษฐศาสตร์สุขภาพ” เรียกว่า Hidden Burden หรือภาระที่ซ่อนอยู่ ซึ่งไม่สามารถวัดได้จากสถิติการลาป่วยเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนถึงคุณภาพชีวิตที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาในภาพรวม สาเหตุที่แท้จริงของไมเกรนจึงไม่ใช่เพียงการทำงานผิดปกติของสมองหรือสารเคมีในระบบประสาท แต่เป็นผลลัพธ์ของการบรรจบกันระหว่างพันธุกรรม ฮอร์โมน ระบบประสาท สิ่งแวดล้อม จิตวิทยา และสังคม
การทำความเข้าใจไมเกรน จึงต้องอาศัยมุมมองแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทั้งชีววิทยาและสังคมศาสตร์
การรักษาไมเกรนจึงไม่สามารถจำกัดอยู่ที่การใช้ยาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงการจัดการความเครียด การปรับพฤติกรรมการนอน การควบคุมอาหาร และการสร้างระบบสาธารณสุขที่เข้าถึงได้สำหรับประชากรทุกกลุ่ม
ไมเกรนจึงเป็นโรคที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของมนุษย์ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระบบนิเวศทางชีววิทยาและสังคมพร้อมกัน
การค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของไมเกรนไม่ใช่เพียงการหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสมอง ร่างกาย และโลกที่เราดำรงอยู่
และนี่คือสิ่งที่ทำให้ไมเกรนยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายทางการแพทย์และสังคมที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21 นั่นเอง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สาเหตุที่แท้จริงของไมเกรน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly