โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สภาอุตฯ เสนอรัฐบาลใหม่ 5 ข้อยกระดับสมุนไพรไทยจาก ‘ภูมิปัญญา’ สู่ ‘Luxury Wellness’ มาตรฐานโลก

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 12 ก.พ. เวลา 16.05 น. • เผยแพร่ 12 ก.พ. เวลา 15.57 น.
  • “สิทธิชัย แดงประเสริฐ” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพรฝากข้อเสนอแนะรัฐบาลใหม่ปฏิรูปอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยสู่การพัฒนาเชิงระบบ เพื่อยกระดับผู้เกี่ยวข้องทั้งระบบที่มีมากสุดถึง 8 ล้านคน จากภาคเกษตรกร ภาค SME และผู้ค้า
  • เสนอแนะแนวทางพัฒนา 5 แกน ประกอบด้วย 1. เพิ่มงบ R&D 2. ยกระดับมาตรฐานการผลิตสู่ GMP เพื่อลดการปนเปื้อน สู่มาตรฐานส่งออก 3. เพิ่มช่องทางจำหน่ายให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ผ่านตู้จำหน่ายอัตโนมัติ Tele Pharmacy 4. สร้างแบรนดิ้งสู่ “Luxury Wellness” ด้วยการจับมือกับ โรงพยาบาลที่เป็นเป้าหมายการรักษาของต่างชาติ และ 5. ผลักดันซอฟต์เพาเวอร์อย่างต่อเนื่อง
  • ปัจจุบันสมุนไพรที่ไม่มีข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์หลักฐานทางคลินิก ไปได้ไกลแค่ตลาดความเชื่อ หากสามารถพัฒนาข้อมูลการใช้ที่เพียงพอจะผลักดันไปได้ถึงระบบสาธารณสุข เชื่อมโยงเข้ากับการทำงานของแพทย์และเภสัชกร

นายสิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพร ในสภาอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการเลือกตั้งและความคาดหวังจากรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยว่า จากประสบการณ์การเข้าร่วมประชุมเชิงนโยบายด้านสมุนไพรทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ เห็นชัดเจนว่า ทิศทางสมุนไพรไทยต้องเปลี่ยนจากการพัฒนาแบบกระจัดกระจาย ไปสู่การพัฒนาเชิงระบบ (Ecosystem-based Development) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเรื่องอุตสาหกรรมสมุนไพรถือเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศที่อยากให้รัฐบาลเข้ามาผลักดันเนื่องจากเกี่ยวข้องกับทั้งภาคเกษตรกรที่เป็นผู้ปลูกสมุนไพร โรงงานผลิต และเจ้าของแบรนด์ ซึ่งหากสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จะเกิดประโยชน์กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งระบบที่มีจำนวนคนในวงการสมุนไพรไทยดังนี้

1. ภาคเกษตรกร (ต้นน้ำ) : เกษตรกรไทยที่ลงทะเบียนปลูกพืชสมุนไพรและพืชเฉพาะทาง รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ประมาณ 1.5 – 2 ล้านครัวเรือน คิดเฉลี่ยครอบครัวละ 3 คน กลุ่มนี้จะมีจำนวนคนราว 5-6 ล้านคน

2.ภาค SME และผู้ผลิต (กลางน้ำ): กลุ่มโรงงานสกัด ผู้ผลิตยาแผนโบราณ และโรงงานรับจ้างผลิต (OEM) ที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและ อย. มีอยู่ประมาณ 10,000 – 15,000 ราย ซึ่งมีการจ้างงานรวมๆ อีกหลายแสนตำแหน่ง

3.เจ้าของแบรนด์และผู้ค้า (ปลายน้ำ) : รวมกลุ่มแม่ค้าออนไลน์ เจ้าของแบรนด์สกินแคร์ อาหารเสริม และร้านขายยาสมุนไพร/สปา มีอีกประมาณ 300,000 – 500,000 ราย

ทั้งนี้หากประเมินรวมผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่ทั้งหมด คาดว่ามีจำนวนคนในอุตสาหกรรมสมุนไพรไม่ต่ำกว่า 7 – 8 ล้านคน ดังนั้นอุตสาหกรรมสมุนไพรจึงสำคัญต่อประเทศไทยอย่างมาก และหากรัฐบาลใหม่สามารถปฎิรูปให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ก็จะส่งผลต่อการเติบโตของ GDP และการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ โดยทาง กลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพรของ ส.อ.ท. มีแนวทางเสนอแนะรัฐบาลให้ปฏิรูปอุตสาหกรรมสมุนไพรสู่ 5 แกนหลักดังนี้

1. รัฐบาลควรสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพร ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้จากการเข้าร่วมเวทีกับนักวิชาการและหน่วยงานกำกับ พบว่าปัญหาสำคัญคือ สมุนไพรไทยยังขาดหลักฐานทางคลินิก ( Clinical evidence ) และ “ข้อมูลดิบ” ที่เก็บรวบรวมจากการใช้ยาหรือการรักษาในชีวิตประจำวัน( real-world data ) ที่เพียงพอเพื่อให้สมุนไพรสามารถขยายไปสู่ระบบการรักษามาตรฐาน และสะดวกในการทำงานของแพทย์ เภสัชกร และตลาดโลกด้วยมาตรฐานเดียวกัน

2 . ยกระดับมาตรฐานการผลิต ตั้งแต่ไร่ปลูกสมุนไพร โรงงานผลิต จนถึงการขนส่งสู่ผู้บริโภค ต้องได้มาตรฐานระดับสากล ผู้บริโภค จากการประชุมกับภาคอุตสาหกรรมและผู้ส่งออก เห็นตรงกันว่า ตลาดโลกให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิตที่ปราศจากสารปนเปื้อนอย่างเข้มงวด ดังนั้นการเร่งยกระดับมาตรฐาน GMP กับโรงงานสำหรับผลิตภัณฑ์ด้านสมุนไพร รวมถึงเพิ่มศูนย์ฉายรังสีเพื่อฆ่าเชื้อในสมุนไพรจึงมีความจำเป็นอย่างมาก

3 . เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ เช่น tele pharmacy ปรึกษา เภสัชกรแผนไทย และซื้อยาสมุนไพรผ่านตู้ยาอัตโนมัติที่สามารถจำหน่ายและปรึกษาผ่านระบบออนไลน์ได้แบบ One stop service

4 . ผลักดันเรื่องแบรนดิ้ง เพื่อเปลี่ยนจากยาหม้อ สู่“Luxury Wellness”เปลี่ยนภาพลักษณ์สมุนไพรไทยที่ดูโบราณ ให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมระดับโลก ด้วยการออกนโยบายส่งเสริมให้โรงพยาบาลที่เป็นจุดหมายปลายทางด้านการรักษาของต่างชาติร่วมกับภาคการผลิตสมุนไพรในการออกผลิตภัณฑ์เฉพาะด้านของแต่ละโรงพยาบาล เช่น โรงพยาบาลด้านผิวหนัง ร่วมกับแบรนด์สปาชั้นนำของไทยออกผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกัน เป็นต้น

5 . ผลักดันเรื่องซอฟต์เพาเวอร์อย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น การคิดค้นสูตรสมุนไพรเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรี รัฐบาลออกใบรับรองมาตรฐานเพื่อโปรโมตให้นักท่องเที่ยวที่มาประเทศไทยต้องได้ลองสมุนไพรสูตรนายกฯ หากไม่ได้ลองแปลว่ายังมาไม่ถึง

“ปัจจุบันต้องยอมรับว่าสมุนไพรที่ไม่มีข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ จะไปได้ไกลแค่ตลาดความเชื่อ แต่ถ้ามีข้อมูล จะไปได้ถึงระบบสาธารณสุข หากประเทศไทยสามารถยกระดับไปสู่ 5 แกนดังกล่าว ผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมสมุนไพรซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของประเทศก็จะมีรายได้ที่มั่นคงขึ้น” นายสิทธิชัย กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...