“สัญญาว่าจะให้” ของพรรคภูมิใจไทย
ที่มาภาพ : www.bhumjaithai.com/
สัญญาว่าจะให้ของพรรคภูมิใจไทยแกนนำรัฐบาลใหม่ 8 นโยบาย 1.48 แสนล้าน ใช้เงินจากไหน – เริ่มเมื่อไหร่ ด้าน ‘เอกนิติ’ เดินหน้า Quick Big Win สานต่อ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ – ลดเงินนำส่ง FIDF ค้ำหนี้ SMEs – ล้างท่องบปี’ 69 – เร่งจัดทำงบปี ’70 ปลดล็อกลงทุน 4.8 แสนล้าน ให้ต่างชาติ 80 บริษัทที่ได้รับ BOI” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล
ถึงแม้ กกต. ยังไม่รับรองผลการเลือกตั้งปี 2569 แต่ที่ชัดเจน คือ พรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งตามกระบวนการของกฎหมาย กว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลการตรวจสอบ และรับรองการเลือกตั้งใช้เวลาไม่เกิน 60 วัน จากนั้นก็จะมีการเปิดประชุมสภานัดแรก เพื่อให้ สว. และ สส. โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี รวมทั้งให้นายกฯ ไปเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ แถลงนโยบาย กว่ารัฐบาลชุดใหม่จะได้เริ่มทำงานกันจริงๆ คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน
ในระหว่างนี้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลรักษาการ และว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของรัฐบาลชุดใหม่ ก็ต้องทำงานหนักหน่อย โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ทั้งสานต่อนโยบาย Quick Big Win ที่ทำค้างไว้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวไม่ให้ตกท้องช้าง ควบคู่ไปกับการเตรียมการจัดแหล่งเงินทั้งในงบประมาณและนอกงบประมาณเอาไว้ใช้ในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลยังไม่รู้ว่าเป็นพรรคไหน เพื่อนำนโยบายหาเสียงไปสู่ภาคปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน โดยงานขับเคลื่อนนโยบายของพรรคภูมิใจที่ส่งให้ กกต. พิจารณา หลักๆ มี 8 นโยบาย วงเงินรวม 148,326 ล้านบาท มีรายละเอียดดังนี้
1. นโยบายคัดเลือกมืออาชีพมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี : นโยบายนี้ไม่ได้ใช้เงินงบประมาณแต่อย่างใด โดยในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศในเวทีหาเสียงชัดเจนว่า “ถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะได้รัฐมนตรีมืออาชีพ 4 คน คือ นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรองนายกฯ ควบ รมว.ต่างประเทศ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์ และ ดร.เอกนิติ เป็นรองนายกฯ ควบ รมว.คลัง” โดยนายอนุทิน กล่าวว่า “ 3 กระทรวงนี้ พรรคภูมิใจไทยจองแล้ว” ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนนโยบาย และแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. นโยบายการศึกษาเท่าเทียม พลัส : มุ่งเน้นการเรียนฟรี เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา และมีงานทำ โดยมี Pain Point ที่สำคัญ ได้แก่ จากการประเมินสมรรถนะของนักเรียนอายุ 15 ปีทั่วโลกโดย OECD พบว่า ผลคะแนน PISA (Program for International Student Assessment) ของเด็กไทยลดลงทุกด้าน ทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน อยู่ในอันดับท้ายของอาเซียน สะท้อนให้เห็นปัญหาของระบบการศึกษาไทยที่จำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ขาดแคลนครูที่มีคุณภาพและเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เน้นท้องจำมากกว่าวิเคราะห์ หลักสูตรไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน และไม่ทันสมัย พรรคภูมิใจไทย จึงมีการนำเสนอนโยบายที่จะมีตอบโจทก์ปัญหาดังกล่าว 3 แนวทาง คือ
- Online Learning Platform โดยการสร้างแฟลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้เด็กไทยได้ใช้ประโยชน์ทางการศึกษา แสวงหาความรู้ใหม่ที่หลากหลายในโลกกว้าง ครอบคลุมทุกระดับชั้นตั้งแต่อนุบาลถึงมหาวิทยาลัย และวัยทำงานโยบาย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
- Skill Bridge โดยการดึงภาคเอกชนเข้ามาเขียนหลักสูตรที่มีเนื้อหาตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และนำหลักสูตรมาใส่ไว้ในแฟลตฟอร์มออนไลน์
- Learning Passport หรือ ธนาคารหน่วยกิต เปิดโอกาสให้เด็กไทยได้เรียนรู้ในวิชาที่หลากหลายสาขา สามารถสะสมผลการเรียน และเทียบโอนหน่วยกิตได้ เมื่อเก็บหน่วยกิจได้ครบตามที่กำหนดจะได้รับวุฒิทางการศึกษา
ส่วนแหล่งเงินที่ใช้ในการดำเนินนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยส่งให้ กกต. พิจารณา ระบุว่า ใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดิน 700 ล้านบาท โดยการโยกงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่เกี่ยวกับค่าหนังสือเรียนในบางชั้นหรือบางวิชา ที่ได้นำไปบรรจุอยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์แล้วมาใช้ในการพัฒนาแพลตฟอร์มระบบกลาง 250 ล้านบาท ระบบคลาวด์ 100 ล้านบาท ค่าจัดทำเนื้อหา/บทเรียนดิจิทัล 300 ล้านบาท และค่าฝึกอบรมครู หรือค่าสนับสนุนการใช้งาน 50 ล้านบาท
3. นโยบายสร้างกำแพงชายแดนป้องกันการรุกราน : ตามมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 ที่ให้สร้างรั้วหรือกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา ความยาว 798 กิโลเมตร ซึ่งตามเอกสารที่พรรคภูมิใจไทยยื่น กกต.พิจารณา ระบุว่า จะนำร่องสร้างรั้วหรือกำแพง พร้อมถนนสำหรับลาดตระเวน และระบบตรวจการณ์ความยาว 100 กิโลเมตร โดยใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดินประมาณ 866 ล้านบาท (8.66 ล้านบาท/กิโลเมตร) เพื่อป้องกันการรุกราน การลักลอบเข้าเมือง ลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย ยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ
4. นโยบายทหารอาสา 100,000 คน : สัญญาจ้าง 4 ปี รายได้ 12,000 บาท/เดือน ตามเอกสารที่พรรคภูมิใจไทยส่ง กตต. ระบุว่าใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดินปีละ 22,700 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินเดือน เบี้ยเลี้ยง และค่าครองชีพปีละ 14,400 ล้านบาท และค่าสวัสดิการปีละ 8,300 ล้านบาท เช่น ค่าอาหาร ที่พัก เครื่องแบบ อุปกรณ์ ค่ารักษาพยาบาล และค่าฝึกอาชีพ เป็นต้น โดยใช้วิธีการปรับลดงบเกณฑ์ทหาร ปรับโครงสร้างบุคลากร กระทรวงกลาโหม และเกลี่ยงบฝึกและโครงการที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก โดยมีเป้าหมายยกระดับกองทุนให้ทันสมัยและมีกำลังพลที่มีคุณภาพ รวมทั้งได้ทหารอาสาที่สมัครใจแทนการเกณฑ์ทหาร โดยทหารอาสาจะได้รับโอกาสฝึกอาชีพ และได้รับวุฒิบัตรวิชาชีพสามารถนำไปใช้ในการศึกษาต่อ และได้รับโควตาสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบ
5. นโยบายจ้างพยาบาลอาสา 75,000 คน : ดูแลผู้สูงวัย สตรีมีครรภ์ 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาล สัญญาจ้าง 4 ปี อัตราจ้าง 15,000 บาท/เดือน ประมาณการวงเงินที่ใช้ปีละ 13,500 ล้านบาท โดยเอกสารที่พรรคภูมิใจไทยส่ง กกต. ระบุว่าใช้แหล่งเงินจากงบประมาณรายจ่ายปี 2569 โดยใช้วิธีการเกลี่ยงบประมาณที่มีความซ้ำซ้อน และงบประมาณที่มีความจำเป็นน้อย หรืออาจใช้วิธีการเกลี่ยงบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และกองทุนผู้สูงอายุมาผสม
6.นโยบายค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก : เป็นโครงการของพรรคภูมิใจไทยที่ใช้เงินงบประมาณมากที่สุดปีละ 63,360 ล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลจะต้องจัดงบดังกล่าวไปชดเชยส่วนต่างของราคาค่าไฟหน่วยละ 1.20 บาท ให้กับผู้ใช้ไฟ 200 หน่วยแรก ซึ่งมีจำนวน 22 ล้านครัวเรือน ทั้งนี้ เพื่อทำให้ราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 4.20 บาท/หน่วย ลดลงมาเหลือ 3 บาท/หน่วย ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน
แต่อย่างไรก็ตาม ราคาค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชนจะแปรผันตามราคาเชื้อเพลิง โดยเฉพาะราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ “LNG” ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เป็นต้นทุนหลักในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันราคาพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลง แต่ถ้าราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ก็จะทำให้รัฐบาลต้องจัดงบมาอุดหนุนส่วนต่างค่าไฟเพิ่มขึ้นตาม
7. นโยบายมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้า 100,000 คัน : เปิดให้ผู้ที่มีรายได้น้อยผ่อนเดือนละ 300 บาท 60 งวด หรือ 5 ปี รวมค่างวดที่ต้องผ่อนชำระทั้งหมด 18,000 บาท เทียบกับราคามอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าในปัจจุบัน 50,000 บาท เท่ากับว่าโครงการนี้รัฐบาลจ่ายเงินมาอุดหนุนให้คันละ 32,000 บาท นำร่อง 100,000 คัน คิดเป็นวงเงินรวมประมาณ 3,200 ล้านบาท/ปี โดยแหล่งเงินที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นเงินนอกงบประมาณ เช่น การใช้แหล่งตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ผ่านกลไกการเงินสีเขียว (Green Finance) ของธนาคารออมสิน, ธ.ก.ส. และ EXIM Bank วงเงิน 800 ล้านบาท และการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (PPP) วงเงิน 400 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 2,000 ล้านบาท ใช้เงินจากกองทุนหมุนเวียน เช่น กองทุนพลังงานและกองทุนสิ่งแวดล้อมวงเงิน 1,000 ล้านบาท และใช้เงินทุนสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า ตามมาตรการ EV 3.5 วงเงิน 1,000 ล้านบาท
8. นโยบายคนละครึ่ง พลัส ระยะที่ 2 : เป็นมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย และกำลังซื้อของประชาชน 20 ล้านคน อีกทั้งยังช่วย Upskill และ Reskill เพิ่มทักษะให้กับร้านค้าได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งจะส่งผลดีในระยะยาว โดยภาครัฐจะจัดงบประมาณมาร่วมจ่ายกับประชาชน 50 : 50 ตามเอกสารที่พรรคภูมิใจไทยยื่น กตต. ระบุว่า รัฐบาลจะใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายในปี 2569 วงเงิน 44,000 ล้านบาท เพียงครั้งเดียว โดยจะนำงบประมาณดังกล่าวมาร่วมจ่ายกับประชาชนอีก 44,000 ล้านบาท รวมเป็น 88,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.2% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2569 วงเงิน 3,780,600 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อ และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน
แต่อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2569 ค่อนข้างมีข้อจำกัด เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายของปี 2569 แทบไม่เหลือช่องว่างให้ทำนโยบายใหม่ๆ ได้ โดยเฉพาะงบกลาง รายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ล่าสุดมีวงเงินเหลือประมาณ 30,000 ล้านบาท ขณะที่ชาวหาดใหญ่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท มานานถึง 3 เดือนแล้ว นอกจากนี้ ในช่วง 7 เดือนข้างหน้า ก็ยังไม่รู้ว่าจะมีภัยแล้ง น้ำท่วม หรือภัยพิบัติอะไรเกิดขึ้นอีกหรือไม่ จึงจำเป็นเหลือวงเงินงบกลาง สำรองไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน ส่วนจะไปใช้วิธีการเกลี่ยงบหมวดอื่น โยกมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามกฎหมายวิธีการงบประมาณไม่สามารถดำเนินการได้
ระหว่างนี้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยใช้วิธีการสานต่อนโยบาย Quick Big Win เดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทำค้างไว้ เช่น โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” โดยการดึงหนี้เสียที่มีวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท/ราย ออกจากธนาคารพาณิชย์และบริษัทในเครือของธนาคารพาณิชย์ โอนไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) บริหาร และดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีความยืดหยุ่นเป็นรายกรณี ตามเป้าหมายกำหนดไว้ 1 ล้านคน ล่าสุดมีประชาชนเข้าร่วมโครงการนี้แค่ 1 แสนรายเท่านั้น จึงเร่งดำเนินการต่อไป รวมทั้งการปรับลดเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ในปี 2569 ของธนาคารพาณิชย์ ประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยนำเงินจำนวนนี้มาใช้เป็นกลไกการค้ำประกันสินเชื่อภายใต้โครงการ “SMEs Credit Boost” เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์มีความมั่นใจปล่อยสินเชื่อใหม่ให้กับ SMEs และเร่งแก้ไขปัญหาอุปสรรคด้านกฎระเบียบให้นักลงทุนต่างชาติ 80 บริษัท ที่มีบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ผ่านโครงการ “Thailand Fast Pass” เพื่อผลักดันเม็ดเงินลงทุน 480,000 ล้านบาทเข้าไปพยุงเศรษฐกิจ และเร่งคืนภาษีให้กับผู้ประกอบการ SMEs อีกประมาณ 60,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ ก็ได้เตรียมมาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจในปีงบประมาณ 2569 ไปพร้อมๆ กับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในระหว่างที่รอรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งอาจจะมีการทบทวนใหม่ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังของประเทศ คือ กำหนดเพดานการตั้งงบกลาง รายการเงินสารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็นไม่เกิน 3% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณชำระหนี้ภาครัฐไม่น้อยกว่า 4% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี ก่อหนี้ผูกพันสูงสุดได้ไม่เกิน 5% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี หนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ของ GDP และตั้งเป้าปรับลดขนาดของการขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ของ GDP
แต่ภารกิจที่ท้าทายมากที่สุด คือ การหาเงินเพื่อนำมาใช้ในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ในช่วง 4 ปี ข้างหน้า โดยเฉพาะการทยอยปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และปรับอัตราขึ้นเป็น 10% ในปีงบประมาณ 2573 หากรัฐบาลไม่สามารถดำเนินการได้ ต้องปรับลดวงเงินงบประมาณรายจ่ายลง หรือจัดทำมาตรการเพิ่มรายได้วิธีอื่นมาทดแทนในวงเงินที่ใกล้เคียงกับการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามที่กำหนดไว้ในแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570-2573…
3 สถาบันวิเคราะห์ ‘นโยบายหาเสียง’ พรรคการเมืองทำได้จริง-ขายฝัน?
Election Roundup (4) : จุดขายโค้งสุดท้าย ‘แคนดิเดตนายกฯ’ ส้ม-แดง-น้ำเงิน-ฟ้า ปราศรัยใหญ่
รัฐ “ถังแตก” จริงไหม? (2) : ยื่นภาษี 11.88 ล้านคน กลุ่มไหนใช้สิทธิหักลดหย่อน 1.45 แสนล้าน/ปี
ปลัดคลังชู ‘data Lake’ เพิ่มประสิทธิภาพเก็บภาษี – ใช้ Negative Income Tax ช่วย ‘ฐานราก’ ตรงเป้า
‘เอกนิติ’ ปรับแผนการคลัง รักษา ‘เครดิตเรตติ้ง – วินัยการคลัง’ ทยอยขึ้น VAT เป็น 10% ในปี’73