โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เซ็นทารา กางแผน 3 ปี ลงทุน 1.6 หมื่นล. ลุยญี่ปุ่น–ตะวันออกกลาง–บัดเจ็ตโฮเทล

Khaosod

อัพเดต 26 ก.พ. เวลา 11.34 น. • เผยแพร่ 26 ก.พ. เวลา 11.34 น.

บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL กางแผน 3 ปี รุกลงทุนธุรกิจโรงแรม 1.6 หมื่นล้าน ลุยญี่ปุ่น–ตะวันออกกลาง–บัดเจ็ตโฮเทล ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 14-15% แม้ตลาดจีนผันผวน

วันที่26 ก.พ. 2569 นายธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ผู้พัฒนาและบริหารโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เปิดเผยว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโรงแรมในปี 2568 ที่ผ่านมามีการเติบโตที่น่าพอใจ โดยโรงแรมในเครือเซ็นทารา มีรายได้เติบโตประมาณ 10% และทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (New High) ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2568 สำหรับปี 2569 โมเมนตัมการท่องเที่ยวยังคงดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดหลักอย่างมัลดีฟส์ ดูไบ และญี่ปุ่น

ทั้งนี้มาจากปัจจัยบวกโดยเฉพาะในไทย การมีรัฐบาลที่เข้มแข็งและนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ชัดเจน เช่น แคมเปญดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพมากกว่าปริมาณ และการโปรโมทเมืองรอง (เช่น อุดรธานี) รวมถึงการใช้อินฟลูเอนเซอร์ระดับโลกอย่าง "ลิซ่า" ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่น นอกจากนี้ ตลาดระยะไกล (Long-haul) เช่น รัสเซีย และสหราชอาณาจักร ยังมีการเติบโตที่แข็งแกร่ง

ขณะที่ปัจจัยลบและความเสี่ยง โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนซึ่งยังคงไม่ฟื้นตัวเต็มที่และมีความผันผวนสูง โดยปีที่ผ่านมาลดลงถึง 34-43% ในบางพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมในภาคใต้ (หาดใหญ่) การเตือนภัยแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น และปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเดินทาง

แต่ด้วยกลยุทธ์สำคัญของ เซ็นทารา ที่เน้นการกระจายความเสี่ยงของฐานลูกค้านักท่องเที่ยว โดยไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป เพื่อสร้างความปลอดภัยให้พอร์ตโฟลิโอ โดยปัจจุบันมีสัดส่วนลูกค้าที่กระจายตัว อาทิ ไทย 25%, รัสเซีย 16% และจีน 7% อีกทั้งยังเห็นโอกาสในกลุ่ม Wellness ที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูง และการขยายตัวสู่ "เมืองรอง" ที่มีลักษณะการท่องเที่ยวคล้ายกับประเทศญี่ปุ่นที่สามารถเที่ยวได้ทั่วประเทศ

ปีที่ผ่านมาโต 10% ทำกำไรสูงสุดใหม่ แม้จีนหดตัวแรง

นายธีระยุทธ กล่าวว่าปีที่ผ่านมานับเป็นอีกปีที่แข็งแกร่งของบริษัท แม้เผชิญความท้าทายจากการหดตัวของนักท่องเที่ยวจีนดังที่กล่าวข้างต้น รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ของไทยที่กระทบตลาดมาเลเซีย แต่บริษัทยังสามารถสร้างการเติบโตของรายได้ราว 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หรือมีรายได้รวมอยู่ที่ 12,318 ล้านบาท

ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,168 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6% แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการเปิดโรงแรมใหม่และการปิดปรับปรุงทรัพย์สินบางแห่ง แต่รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย (RevPar) เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบปีก่อน ราคาห้องพักเฉลี่ย (ARR) เติบโตเพิ่มขึ้น 4% หรืออยู่ที่ 5,922 บาท

ไทยยังเป็นฐานหลัก คาดนักท่องเที่ยวปีนี้ 34-36 ล้านคน

สำหรับภาพรวมประเทศไทย ในปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 33 ล้านคน ขณะที่ปีนี้คาดการณ์ว่าจะอยู่ในช่วง 34-36 ล้านคน แม้ตัวเลขล่าสุดในช่วงต้นปีจะยังต่ำกว่าปีก่อนเล็กน้อยประมาณ 4-5% แต่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในบางช่วง โดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ที่นักท่องเที่ยวจีนกลับเข้ามาเพิ่มขึ้น

ที่สำคัญแนวนโยบายภาครัฐที่หันมาเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพมากกว่าปริมาณ จะช่วยยกระดับรายได้ต่อหัวในระยะยาว ประกอบกับเซ็นทาราเน้นกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง โดยไม่พึ่งพาฐานลูกค้านักท่องเที่ยวในตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป โดยเฉพาะสัดส่วนลูกค้าจีนซึ่งอยู่ที่ประมาณ 7% จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนักเมื่อเทียบกับภาพรวมอุตสาหกรรม ส่วนที่เหลือจะเป็นตลาดคนไทย 25% รัสเซีย 16% ตามด้วยสหราชอาณาจักร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยุโรปและออสเตรเลีย

มัลดีฟส์–ดูไบ โตต่อ ญี่ปุ่นชะลอเล็กน้อย

ในส่วนของโรงแรมในมัลดีฟส์ ผลประกอบการเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีก่อน และต่อเนื่องมาถึงปีนี้ โดยคาดว่าจะเติบโตราว 14% ตลาดหลักยังเป็นรัสเซียและสหราชอาณาจักร ขณะที่จีนเป็นอันดับ 3
ส่วนโรงแรมในญี่ปุ่น ปีที่ผ่านมาเติบโตถึง 16% แม้ช่วงปลายปีจะชะลอลงจากการลดลงของนักท่องเที่ยวจีน

ส่วนปีนี้คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมอาจลดลงราว 3% แต่ในระยะยาวยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพ และเตรียมเปิดโรงแรมแห่งที่ 2 ในโอซาก้า ภายใต้แบรนด์ เซ็นทารา ไลฟ์ พร้อมทั้งอยู่ระหว่างศึกษาขยายไปยังเกียวโต ฟุกุโอกะ และโตเกียว
ทางด้านดูไบ ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ไม่มีปีใดติดลบ โดยปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ราว 12% และอยู่ระหว่างศึกษาการขยายการลงทุนเพิ่มเติมในตะวันออกกลาง

เปิดโรงแรมใหม่ 4 แห่ง เพิ่ม 1,400 ห้อง

สำหรับแผนลงทุนในปีนี้ บริษัทเตรียมเปิดโรงแรมใหม่รวมประมาณ 1,400 ห้อง ได้แก่ โอซาก้า ซึ่งเป็นโรงแรมเซ็นทารา แห่งที่ 2 ของในญี่ปุ่น, เนปาล ซึ่งเปิดไปแล้วช่วงต้นปี, เวียดนาม (Van Don ใกล้อ่าวฮาลอง) และสุราษฎร์ธานี

ขณะเดียวกัน ยังมีการทยอยเปิดโรงแรมที่ปิดปรับปรุง เช่น กระบี่ ที่อยู่ระหว่างการปรับโฉมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลลา กระบี่ สู่ เซ็นทารา รีเซิร์ฟ กระบี่ โดยมีกำหนดจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปีนี้ และหัวหินที่ได้รับการต่อสัญญาระยะยาวจากการรถไฟฯ พร้อมทยอยปรับปรุงครั้งใหญ่
รุกบัดเจ็ตโฮเทล จับมือ OR เปิด 6 แห่งแรก

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือการร่วมทุนกับ บริษัท น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เพื่อพัฒนาโรงแรมขนาดเล็กติดสถานีบริการน้ำมัน รองรับนักเดินทางระหว่างเมือง

โดยเฟสแรกจำนวน 6 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ กาญจนบุรี อยุธยา สุราษฎร์ธานี ชลบุรี และหาดใหญ่ ขนาดโรงแรม 69-79 ห้อง ราคาห้องพักเฉลี่ยประมาณ 800-900 บาท โดยในส่วนของกรุงเทพฯ ประมาณ 100 ห้อง ราคาห้องพักเฉลี่ย 1,200-1,300 บาท ซึ่งจะเริ่มให้บริการในปลายปี 2570

"โมเดลดังกล่าวเป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสองฝ่าย โดย OR มีระบบนิเวศธุรกิจครบวงจร ทั้งน้ำมัน ร้านอาหาร และสถานีชาร์จ EV ขณะที่เซ็นทารามีความเชี่ยวชาญด้านบริหารโรงแรม มองว่าเป็นโอกาสขยายฐานลูกค้าใหม่ในเซ็กเมนต์ที่ยังไม่มีเชนโรงแรมขนาดใหญ่เข้าไปเล่นในตลาดนี้"

ตั้งเป้าปีนี้โต 14-15% ลงทุน 6,000 ล้านบาท

สำหรับปีนี้ บริษัทตั้งเป้าเติบโตของรายได้ 14-15% อัตราการเข้าพักเฉลี่ย (Occupancy Rate) 75-78% และอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (ADR) ประมาณ 4,400-4,800 บาท เพิ่มขึ้น 8-10% จากปีก่อน
สำหรับแผนลงทุนในระยะ 3 ปีจากนี้ วางงบลงทุนรวม 16,000 ล้านบาท โดยปีนี้ใช้ราว 6,000-6,600 ล้านบาท

แบ่งเป็นงบลงทุนควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) ประมาณ 2,000 ล้านบาท และงบปรับปรุงโรงแรมราว 4,000 ล้านบาท ครอบคลุมโครงการหัวหิน กระบี่ และการรีแบรนด์บางแห่ง
นายธีรยุทธ กล่าวว่าบริษัทวางแผนการดำเนินงานแบบระมัดระวัง ไม่มองโลกในแง่ดีเกินไป โดยยอมรับว่าปัจจัยภายนอก เช่น ความขัดแย้งทางการเมืองหรือภัยธรรมชาติ เป็นสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ แต่ธุรกิจโรงแรมมีความสามารถในการปรับตัวสูง และที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

"หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกินคาด เป้าหมายการเติบโต 14-15% เป็นสิ่งที่เชื่อว่าสามารถทำได้"นายธีรยุทธ กล่าว

ธุรกิจอาหารปีนี้ JV 2 แบรนด์ใหม่

สำหรับกลุ่มธุรกิจอาหารมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 52% ของพอร์ตโฟลิโอรวม โดยวางเป้าหมายยอดขายเติบโต 12-14% ภายใต้การขยายสาขาใหม่ 75-85 แห่ง โดยใช้งบลงทุนประมาณ 900 ล้านบาท ที่จะผลักดันการเติบโตของยอดขายประมาณ 5-6%

ขณะที่ตั้งเป้าการเติบโตของสาขาเดิมที่ 3-5% โดยทิศทางการดำเนินงานหลักในปีนี้นอกจากเน้นการเติบโตของ 8 แบรนด์หลัก เช่น KFC, Mister Donut, Auntie Anne',OTOYA,ชินคังเซน และ คัตสึยะ เป็นต้น ในปีนี้จะมีอีก 2 แบรนด์ใหม่เข้ามาเพิ่มผ่านโมเดลการร่วมทุน (JV) คือ อาหารปิ้งย่างสไตล์เกาหลี อย่าง กังนัม คาลบี้ และอีกแบรนด์เป็นสไตล์คาเฟ่ ซึ่งมองโอกาสของตลาดที่ค่อนข้างใหญ่

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เซ็นทารา กางแผน 3 ปี ลงทุน 1.6 หมื่นล. ลุยญี่ปุ่น–ตะวันออกกลาง–บัดเจ็ตโฮเทล

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...