โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปตท.ขยายพอร์ตLNGมุ่งสู่Global Player ถอดบทเรียน Ishikari LNG Terminal - Tomakomai CCS ที่ญี่ปุ่นสู่ไทย

Manager Online

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

เมื่อเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ความตึงเครียดทางการค้า การเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี มาตรฐานใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังทวีความรุนแรงอยู่ในขณะนี้ ทำให้ราคาน้ำมันผันผวนจนยากจะคาดเดา

ปตท.เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงรุก สร้างความแข็งแรงจากภายใน และจับมือพันธมิตรระดับโลกเพื่อเตรียมพร้อมรับมือปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ควบคู่นโยบายการทำธุรกิจที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สำคัญต้องเป็นธุรกิจที่ปตท.เชี่ยวชาญและแข่งขันในตลาดโลกได้

โดยปตท.ขยายพอร์ตธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว( Liquefied Natural Gas:LNG) ขยับไปสู่การเป็นผู้เล่นระดับโลก (Global LNG Player) และเดินหน้าโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero 2050

ปตท.นำคณะสื่อมวลเดินทางศึกษาดูงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) และธุรกิจ LNG ณ ภูมิภาคฮอกไกโด (Hokkaido) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจของปตท. ในการขับเคลื่อนสู่ Energy Transition และ Net Zero 2050 โดยภูมิภาคฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น เป็นที่ตั้งของโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์แบบครบวงจรแห่งแรกของญี่ปุ่น รวมถึงเป็นภูมิภาคที่ LNG มีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน

Ishikari LNG Terminal :คลังสำรองพลังงานฮอกไกโด

เริ่มจาก Ishikari LNG Terminal ศูนย์รับและจัดเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)ที่สำคัญ ดำเนินการโดยบริษัท Hokkaido Gas ตั้งอยู่ในพื้นที่ Ishikari Bay New Port ซึ่งเป็นเขตท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมสำคัญของฮอกไกโด รองรับการขนส่งระหว่างประเทศและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ด้วยทำเลที่เชื่อมโยงได้ทั้งภาคอุตสาหกรรมและเมืองหลัก

Ishikari LNG Terminal เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2012 เป็นจุดนำเข้า LNG เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานในภาคครัวเรือน พาณิชย์ และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าในช่วงที่ความต้องการสูง โดยมีสถานีรับก๊าซธรรมชาติในสถานะของเหลว( LNG Terminal )ซึ่งถูกทำให้เย็นจนมีอุณหภูมิต่ำมากเพื่อให้มีปริมาตรเล็กลง เหมาะแก่การขนส่งทางเรือ เมื่อเรือขนส่ง LNG เดินทางมาถึง Terminal จะมีขั้นตอนรับ LNG เข้าสู่ระบบ ผ่านกระบวนการถ่ายเทจากเรือเข้าสู่ถังเก็บ จากนั้น LNG จะถูกนำไปผ่านระบบแปรสภาพกลับเป็นก๊าซธรรมชาติ (Regasification) โดยในพื้นที่ฮอกไกโด จะจ่ายเข้าสู่เครือข่ายท่อก๊าซ (gas pipeline network) เพื่อส่งต่อให้ผู้ใช้ปลายทาง

สำหรับ ฮอกไกโด ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่มีสภาพภูมิอากาศหนาวเย็นและมีความต้องการพลังงานความร้อนสูง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว เป็นเกาะที่ไม่มีท่อก๊าซเชื่อมต่อกับเกาะฮอนชู (ซึ่งเป็นเกาะหลักของญี่ปุ่น) ทำให้ฮอกไกโดจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG ทางเรือเป็นหลักผ่าน Ishikari LNG Terminal ที่เปรียบเสมือน “คลังสำรองพลังงาน” สามารถรับมือความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

โดยมีถังเก็บ LNG ขนาดใหญ่ 4ถัง ประกอบด้วย ถังที่ 1 ความจุ 180,000 ลูกบาศก์เมตร (เริ่มใช้งานปี 2012) ,ถังที่ 2 ความจุ 200,000 ลูกบาศก์เมตร (ปี 2016),ถังที่ 3 ความจุ 230,000 ลูกบาศก์เมตร (ปี 2018)และถังที่ 4 ความจุ 230,000 ลูกบาศก์เมตร (ปี 2020) รวมทั้งมีระบบท่อจ่าย (send-out) ที่เชื่อมต่อไปยังหน่วยแปรสภาพก๊าซ (regasification units) เพื่อเปลี่ยน LNG กลับเป็นก๊าซธรรมชาติ ก่อนส่งเข้าสู่เครือข่ายก๊าซเมือง (City Gas) หรือส่งเป็นเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้า

ขณะที่นโยบายการใช้พลังงานสะอาดของญี่ปุ่น มองว่า LNG เป็นพลังงาน “ระยะเปลี่ยนผ่าน” (transition fuel)เนื่องจากมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษทางอากาศต่ำกว่าถ่านหินและน้ำมัน และสามารถสนับสนุนการเดินระบบไฟฟ้าให้ยืดหยุ่น (flexible generation) เพื่อรองรับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวน เช่น ลมและแสงอาทิตย์ LNG จึงเป็นพลังงานสำคัญ

ด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากรพลังงานภายในประเทศญี่ปุ่น สวนทางความต้องการใช้ที่สูงในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหมายNet Zero 2050 การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศจึงต้องอาศัยเครื่องมือที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้ไฮโดรเจน/แอมโมเนีย รวมถึง CCS ซึ่งช่วยรองรับการลดคาร์บอน

โครงการTomakomai CCS :ต้นแบบCCSครบวงจร

ทั้งนี้ ได้เยี่ยมชมโครงการ Tomakomai CCS Demonstration Project เป็นโครงการนำร่องซึ่งเป็นส่วนนึงในการพัฒนา CCS อย่างเป็นระบบของประเทศญี่ปุ่น และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นต้นแบบ CCS แบบครบวงจร (Full-chain CCS Demonstration) ที่สามารถดำเนินงานได้จริง แต่กว่าจะเริ่มพัฒนาโครงการนี้ใช้เวลาหลายปี เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและการยอมรับจากชุมชน ควบคู่กับการพัฒนา กฎหมาย กฎระเบียบ มาตรฐานด้านความปลอดภัย และโชคดีหลุมเก็บคาร์บอนในชั้นหินอุ้มน้ำเค็มนอกชายทะเลอยู่ไม่ไกลจากฝั่ง ทำให้ไม่กระทบต่ออาชีพทำประมงของชุมนุมท้องถิ่น จึงลดกระแสต้านไประดับหนึ่ง

โครงการ Tomakomai CCS เริ่มกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)ตั้งแต่ในเดือนเมษายน 2016 ที่อัตรา 1 แสนตันต่อปี โดยรวบรวมคาร์บอนฯจากอุตสาหกรรม เช่น ผลิตไฮโดรเจนในโรงกลั่นน้ำมัน แล้วขนส่งผ่านทางท่อเพื่อนำไปกักเก็บในชั้นหินอุ้มน้ำเค็มนอกชายฝั่ง และในปี 2019 ได้บรรลุเป้าหมายในการกักเก็บรวม 3 แสนตัน

ปัจจุบันโครงการนี้ปิดการกักเก็บคาร์บอนฯแล้วตั้งแต่ปี 2019 และอยู่ในช่วงการติดตามผลการกักเก็บคาร์บอน (Post-Injection Monitoring) ซึ่งปัจจุบันมีการตรวจสอบพบว่าไม่มีปัญหาการรั่วไหลของคาร์บอนฯที่กักเก็บนอกชายฝั่ง ดังนั้นก็มีแผนการขยายผลในการนำ CCS ไปสู่ระดับอุตสาหกรรมที่ลดคาร์บอนได้ยาก (Hard-to-abate sectors) เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก เคมีภัณฑ์ เป็นต้น โดยเฉพาะเมื่อโลกให้ความสำคัญกับมาตรการด้านคาร์บอน เช่น Carbon Pricing หรือมาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ที่อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการส่งออกของอุตสาหกรรม

โครงการ Tomakomai CCS เป็นความร่วมมืออย่างแท้จริงระหว่างภาคเอกชนและรัฐบาล โดยมี Japan CCS Co. Ltd (JCCS)เป็นผู้พัฒนา ซึ่งมีผู้ถือหุ้น 33 รายมาจากภาคพลังงาน อุตสาหกรรม และวิศวกรรม และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ของญี่ปุ่น

ซึ่งในช่วงระหว่างการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในทะเลได้เกิดแผ่นดินไหวที่เกาะฮอกไกโด หลังจากนั้นได้มีการตรวจสอบพว่าว่าไม่ไมีการรั่วไหลของคาร์บอนฯ ในชั้นหินกักเก็บปิโตรเลียม เนื่องจากระบบสั่งปิดวาล์ว แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยี CCS มีประสิทธิภาพและพร้อมรองรับกรณีเกิดแผ่นดินไหว ที่สำคัญสามารถตรวจสอบติดตามผลได้ในระยะยาว ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนการนำไปใช้งานในเชิงพาณิชย์ จึงน่าจะแนวทางหนึ่งในนำเทคโนโลยี CCS ดังกล่าวมาใช้ในโครงการCCSที่ไทย

ปตท.เดินหน้าสู่ Global LNG Player

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ปตท.ดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติมากว่า 30ปี และทำธุรกิจเทรดดิ้งทั้งน้ำมันและLNG ในต่างประเทศ สร้างกำไรมาโดยตลอด โดยในปี2569 ปตท.ตั้งเป้าเทรดดิ้ง LNG แบบout-out เพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้านตัน จากปี2568 ที่มีการเทรดดิ้งLNG 2.3ล้านตัน ส่วนใหญ่มีการขายให้กับลูกค้าในแถบเอเชียตะวันออก โดยล่าสุด บริษัทได้ลงนามสัญญาซื้อขาย LNGปีนี้ไปแล้วราว 2.2 ล้านตัน

เมื่อปตท.เป็นผู้เล่นในธุรกิจก๊าซฯมายาวนาน และมีใช้ประโยชน์จากสำนักงานสาขาที่มีอยู่ทั่วโลกในการจัดหาน้ำมันและLNG ซึ่งมีส่วนสำคัญในการจัดหาพลังงานในช่วงภาวะวิกฤติ อาทิ สงคราม เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้โดยไม่ขาดแคลน ด้วยศักยภาพการทำธุรกิจเทรดดิ้งดังกล่าว ปตท.จึงวางเป้าหมายขยายพอร์ตเพิ่มขึ้นเป็น 10ล้านตันในปี2573และเพิ่มขึ้นเป็น 15 ล้านตันในปี 2578 เพื่อก้าวสู่การเป็น Global LNG Player แต่กว่าจะถึงจุดนั้น จำเป็นต้องมี LNG Supply และLNG Demand ระยะยาวอยู่ในมือส่วนหนึ่ง ควบคู่การเพิ่มประสิทธิภาพพอร์ตการลงทุนตลอดห่วงโซ่คุณค่า LNG ของกลุ่ม ปตท. (PTT Group’s LNG Value Chain) การดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

บริษัทจึงได้ตั้งทีม LNG Scale Up เพื่อมองลู่ทางการลงทุน โดยปตท.มีแผนจะเข้าไปร่วมลงทุนในแหล่งผลิตLNG ที่มีต้นทุนการผลิตถูก อาทิ สหรัฐฯ และตะวันออกกลาง เป็นต้น หรือ กระบวนการเปลี่ยนก๊าซเป็นของเหลว (Liquefaction) โดยอาจจะร่วมถือหุ้นส่วนน้อยในแหล่งLNG ราว5-10% เพื่อให้ได้สิทธิในการรับLNGไปทำตลาดในต่างประเทศ ทำให้เราแตกต่างจากบริษัทเทรดเดอร์อื่นๆ ขณะที่ฝั่งปลายทางหรือLNG Demand การเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการใช้ LNG ทั้งในประเทศ และ ตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพสูงในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน บริษัทก็พร้อมเข้าร่วมถือหุ้นในหน่วยแปลงสภาพก๊าซฯจากของเหลวเป็นก๊าซฯ (regasification )หากทำให้บริษัทมีลูกค้าแน่นอน โดยในปีนี้บริษัทเตรียมลงนามสัญญาขายLNGระยะยาวเพิ่มเติม

การตัดสินรุกธุรกิจ LNG เพื่อก้าวสู่ Global LNG Player นั้น เนื่องจากก๊าซธรรมชาติ เป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สะอาดและเคยถูกมองว่าเป็นเชื้อเพลิงที่มีความสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Transitional Fuel) จากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด แต่ความต้องใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้นและมีราคาถูก ทำให้ก๊าซธรรมชาติกลายเป็น “จุดหมายปลายทาง” หรือ Destination Fuel ที่ความสำคัญและยังมีความต้องการใช้ไปอีกหลายสิบปี คาดการณ์ว่าในปี 2573 ความต้องการใช้ก๊าซฯในตลาดโลกยังอยู่ในอัตราที่สูง โดย70%ของความต้องการใช้LNG มาจากทวีปเอเชีย โดยมีจีนเป็นผู้นำเข้าอันดับ 1 รองลงมาคือ ญี่ปุ่น, ไต้หวัน รวมถึงไทย ซึ่งหลายประเทศในอาเซียนมีแหล่งก๊าซธรรมชาติผลิตได้เอง แต่ความต้องการใช้กลับพุ่งสูงเกินกว่าปริมาณที่ผลิตได้ไปแล้ว

นอกจากนี้ ประเทศไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานก๊าซที่แข็งแกร่งที่สุดในอาเซียน ด้วยท่อส่งก๊าซยาวกว่า 3,600 กิโลเมตร และสถานีรับจ่ายก๊าซฯ (LNG Receiving Terminal )ถึง 3แห่ง โดย 2แห่งเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์(COD)แล้วที่มาบตาพุดและหนองแฟบ จังหวัดระยอง รวมความสามารถในการ Regasification สูงสุด 19ล้านตันต่อปี

อีกโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้าง LNG Terminal แห่งที่ 3 ซึ่งบริษัทลูก ปตท.ร่วมทุนกับบมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ มีความสามารถในการ Regasification สูงสุด 8ล้านตันต่อปี ทำให้ไทยกลายเป็น “Regional LNG Hub”

อีก10-20ปีโครงการCCSขับเคลื่อนศก.ไทย

ดร.คงกระพัน กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการนำร่อง CCSที่แหล่งอาทิตย์ ขนาด 1 ล้านตันเป็นการแยกคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากปิโตรเลียมที่ผลิตแล้วอัดกลับลงในหลุมปิโตรเลียมที่มีการนำปิโตรเลียมมาใช้แล้วในทะเล โดยไม่ให้CO2ที่อัดลงหลุมรั่วไหลออกมา คาดว่าจะCODในปี2571

พร้อมย้ำว่า หนทางที่ประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมายNet Zero ในปี 2050 จำเป็นต้องมีโครงการ CCS เกิดขึ้น ลำพังเพียงแค่เพิ่มการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม แต่ก็ที่มีข้อจำกัดความไม่สม่ำเสมอ ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด24ชั่วโมง ,การปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพโรงงานอุตสาหกรรม หรือการปลูกป่า ล้วนไม่เพียงพอที่ไทยจะก้าวสู่Net Zero ได้ตามกำหนด

เนื่องจากการลงทุนโครงการCCSจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ลำพังเพียงกลุ่มบริษัทใดบริษัทหนึ่งคงไม่สามารถทำได้ หากไม่ได้รับการอุดหนุนด้านภาษีจากภาครัฐ และการออกกฎหมายต่างๆเพื่อให้โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย แต่หากวางรากฐาน CCS ที่ดี เชื่อว่าจะเป็นพลังขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในอีก 10–20 ปีข้างหน้า

ปัจจุบันโครงการCCS ได้รับการพัฒนาและดำเนินการอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป โอมาน และ ญี่ปุ่น ฯลฯ โดยในปีค.ศ. 2025 ทั่วโลกมีโครงการดักจับ (Capture) และ โครงการขนส่งและกักเก็บ (Transport & Storage) ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 77 โครงการ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 47 โครงการ และอยู่ระหว่างการพัฒนา 610 โครงการ ซึ่งรวมโครงCCSในแหล่งอาทิตย์ของไทยด้วย แสดงให้เห็นว่าโครงการ CCS กำลังได้รับความสนใจจากผู้เล่นชั้นนำระดับโลก ทั้งด้านเทคโนโลยีการดักจับ และโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งและกักเก็บ พิสูจน์แล้วแล้วว่าทำได้ เพียงแต่ต้นทุนยังสูงจำเป็นต้องได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐอย่างเต็มที่

โดยโครงการ CCS ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักร สามารถเดินหน้าได้ เพราะมีตลาด กฎระเบียบ กฎหมาย สิทธิประโยชน์ด้าน CCS ทำให้มีความก้าวหน้า ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับ technology partner เพื่อศึกษาโอกาสในการลงทุนเทคโนโลยี

สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาโครงการ Eastern Thailand CCS Hub ในพื้นที่บริเวณจังหวัด ชลบุรี ระยอง ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่คาดว่าจะสามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 5 - 10 ล้านตันต่อปี และเป็นโครงการที่จะสนับสนุนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้ตามกำหนดในปี 2050 การพัฒนาโครงการต้องได้รับความร่วมมือกับทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ซึ่งคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยจากการกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมจะถูกนำไปรวบรวมที่ collecting terminal ก่อนขนส่งไปกักเก็บใต้พื้นดินนอกชายฝั่งอย่างปลอดภัย

ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการศึกษาพัฒนา เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย( FID)ในปี2574 และจะดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี2577 เพื่อให้บริการแก่บริษัทภายในประเทศที่สนใจใช้ CCS เป็นทางเลือกในการลดคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงบริษัทจากต่างประเทศที่สนใจส่งคาร์บอนไดออกไซด์มากักเก็บในประเทศไทย

ตามแผนระยะยาวของประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ค.ศ. 2050 จะต้องมีการขยายการใช้ CCS ที่ 60 ล้านตัน จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยจากความต้องการใช้ที่มากและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...