โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤตคนไทยกินโซเดียมเกินเกณฑ์เกือบ 2 เท่า

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 06 ก.พ. เวลา 09.29 น. • เผยแพร่ 06 ก.พ. เวลา 09.29 น. • ข่าวเวิร์คพอยท์

(6 ก.พ. 69) การติดรสชาติ ‘เค็ม’ จนกลายเป็นความชอบที่รู้สึกว่า ‘นัว’ หรือ ‘แซ่บ’ ของคนไทยกำลังนำไปสู่สถานการณ์ทางสุขภาพที่น่าเป็นห่วง เพราะการบริโภคเกลือและโซเดียมในปริมาณมากเกินไปถือเป็นหนึ่งในสาเหตุของการป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตวายเรื้อรัง ฯลฯ โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขพบว่า คนไทยมีการบริโภคเกลือและโซเดียมสูงเกือบ 2 เท่า ของปริมาณที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ อีกทั้งมีมากกว่า 22 ล้านคนที่ป่วยด้วยโรคที่สัมพันธ์กับการบริโภคโซเดียม1 ซึ่งในระยะยาวหากผู้ป่วยในโรค NCDs เหล่านี้มีจำนวนเพิ่มขึ้น ไม่เพียงแต่คุณภาพชีวิตที่จะสูญเสียไปจากการเจ็บป่วย แต่ยังหมายถึงภาระทางงบประมาณของรัฐในการดูแลรักษา เช่น ในปี 2564 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทน 5.6 หมื่นคน ขณะที่ในปี 2568 สปสช. มีการใช้งบประมาณถึง 1.7 หมื่นล้านบาท เพื่อดูแลผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตกว่า 9 หมื่นคน อีกทั้งยังมีการคาดการณ์ว่า ถ้าหากประเทศไทยยังแก้ไขเรื่องนี้ได้ไม่ดี จะส่งผลให้มีผู้ป่วยที่รับฟอกไตเพิ่มขึ้นอีก 4-5 เท่าในเวลา 10 ปี2

ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ในฐานะคลังสมองด้านสุขภาพของประเทศได้มีการสนับสนุนข้อมูลและองค์ความรู้ด้วยหลักวิชาการเพื่อการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด โดยล่าสุดมีการสนับสนุนทุนวิจัยใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่

1) การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ประเด็นการเก็บโซเดียมในปัสสาวะ 24 ชม.

2) การสังเคราะห์นโยบายเรื่องการบริโภคอาหารที่เน้นจำพวกพืชและโซเดียมต่ำในผู้ป่วยปลูกถ่ายไต และ 3) การจัดทำเกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียมสำหรับอาหารประเภทต่างๆ ของประเทศไทย ภายใต้การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนางานวิจัยและองค์ความรู้ และการนำสู่ปฏิบัติ ตามแผนการดำเนินงานขับเคลื่อนเชิงนโยบายลดการบริโภคเกลือและโซเดียม เพื่อลดโรคไม่ติดต่อระดับชาติ ปีงบประมาณ 2569 ที่มีเป้าหมายเพื่อลดการบริโภคโซเดียมในคนไทยลดลง 30% หรือไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน (เกลือ 1 ช้อนชา)

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา สวรส. ได้มีการรายงานความก้าวหน้าผลการศึกษาจากโครงการวิจัยดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายการลดบริโภคเกลือและโซเดียมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อระดับชาติ ครั้งที่ 1/2569 ด้วย โดยมี ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส. เป็นผู้นำเสนอ

สำหรับโครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (2567-2568) ประเด็นการเก็บโซเดียมในปัสสาวะ 24 ชม. เป็นการฉายภาพให้เห็นสถานการณ์การบริโภคโซเดียมของคนไทยในปัจจุบัน ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการออกแบบนโยบายการแก้ไขปัญหาโรค NCDs ที่เกิดจากการบริโภคโซเดียมเกินมาตรฐาน โดย ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวว่า จากผลการศึกษาพบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีการบริโภคโซเดียมอยู่ที่ 3,650 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน ซึ่งยังคงสูงกว่าที่ WHO แนะนำค่อนข้างมาก (2,000 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน) แต่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยขององค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (WHO SEARO) ที่อยู่ที่ 3,907 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน ขณะเดียวกัน แนวโน้มความชุกของโรค NCDs ที่เป็นปัญหาสำคัญในคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มสูง โดยโรคเบาหวานจากปี 2547 อยู่ที่ 6.6% เพิ่มขึ้นเป็น 10.6% ในปี 2568 ภาวะคอเลสเตอรอลสูง จากปี 2547 อยู่ที่ 15.5% เพิ่มเป็น 19.8% ในปี 2568 โรคอ้วน จากปี 2547 อยู่ที่ 28.6% เพิ่มเป็น 45% ในปี 2568 และโรคความดันโลหิตสูง จากปี 2547 อยู่ที่ 22% เพิ่มขึ้นเป็น 29.5% ในปี 2568 ซึ่งโรคความดันโลหิตสูงหากเทียบกับผลสำรวจเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ยังพบว่าคนไทยเป็นความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นถึง 4 ล้านคน

“ข้อมูล 2 ส่วนสัมพันธ์กันคือ คนไทยมีการบริโภคเกลือเยอะขึ้น และแนวโน้มความชุกของผู้ป่วยโรค NCDs โดยเฉพาะความดันโลหิตสูงก็เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะสนับสนุนให้เกิดการกำหนดนโยบายที่ส่งผลให้มีการบริโภคเกลือลดลง เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยให้น้อยลง” ผศ.ดร.จรวยพร ระบุ

จากนั้นเมื่อมีข้อมูลด้านสถานการณ์แล้ว ต่อมาต้องผลักดันไปสู่การทำให้เกิดเกณฑ์มาตรฐานของการบริโภคโซเดียม (sodium benchmark) จึงนำมาสู่โครงการที่ 2 โครงการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียมสำหรับอาหารประเภทต่างๆ ของประเทศไทย โดย ผศ.ดร.จรวยพร อธิบายต่อว่า จากผลการศึกษาพบว่า ประเภทอาหารที่คนไทยได้รับโซเดียมสะสมต่อวันมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่ โจ๊ก ฯลฯ โดยสูงถึง 971 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน รองลงมาเป็น อาหารพร้อมทาน เช่น อาหารกระป๋อง อยู่ที่ 506 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน และสุดท้ายคือ เครื่องปรุงรส อยู่ที่ 215 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน อย่างไรก็ตาม ในส่วนแนวทางการกำหนด sodium benchmark รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายกำลังอยู่ในระหว่างการรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

“WHO SEARO มีการทำ sodium benchmark หรือการจัดลำดับความสำคัญของกลุ่มอาหารที่ควรปรับลดปริมาณโซเดียม เช่น เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากปลา ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมปัง ฯลฯ ซึ่งมีหลายประเทศใช้แนวทางนี้เช่นกัน เช่น อาร์เจนตินา โคลัมเบีย แต่ปัญหาคือ ประเทศไทยยังไม่มีเกณฑ์ sodium benchmark สวรส. จึงได้ศึกษาวิจัยเพื่อหาเกณฑ์การบริโภคโซเดียมที่เหมาะสมในอาหารแต่ละกลุ่ม เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ คือการทำให้คนไทยลดการบริโภคโซเดียมได้ในอนาคต” รองผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวเสริม

สุดท้าย โครงการสังเคราะห์นโยบายเรื่องการบริโภคอาหารที่เน้นจำพวกพืชและโซเดียมต่ำในผู้ป่วยปลูกถ่ายไต ผศ.ดร.จรวยพร บอกว่า การศึกษานี้พบว่าการบริโภคอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมต่ำในผู้ป่วยปลูกถ่ายไต มีความปลอดภัย และมีแนวโน้มในการช่วยควบคุมความดัน ซึ่งนำไปสู่การลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว นอกจากนี้ยังช่วยลดไขมันในเลือดและมวลไขมัน โดยไม่กระทบมวลกล้ามเนื้อ รวมถึงช่วยลดน้ำหนัก อีกทั้งยังส่งเสริมจุลินทรีย์ในลำไส้ที่หลากหลายมากขึ้น ตลอดจนไม่พบผลเสียต่อการทำงานของไตหรือคุณภาพชีวิต

ดังนั้นงานวิจัยจึงมีข้อเสนอทั้งในระดับพื้นที่และเชิงนโยบาย โดยในระดับพื้นที่ ควรมีการบูรณาการคำแนะนำอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมต่ำในคลินิกปลูกถ่ายไต/ผู้ป่วยไตเรื้อรัง/ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ส่งเสริมให้มีการดูแลแบบ

สหวิชาชีพ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวในการดูแลอาหารของผู้ป่วย ด้านข้อเสนอเชิงนโยบาย ได้แก่

1) บรรจุอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมต่ำให้เป็นอาหารทางเลือกในเวชปฏิบัติของการดูแลผู้ป่วยปลูกถ่ายไต ผู้ป่วยไตเรื้อรัง ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง 2) ใช้เป็นมาตรการลดความเสี่ยงของผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด และ

3) พัฒนาแนวทางโภชนาการสำหรับผู้ป่วยปลูกถ่ายไต

ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวต่อว่า โครงการวิจัยทั้ง 3 เรื่องดังกล่าว เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ทางวิชาการที่สำคัญในการสนับสนุนให้คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์บริโภคเกลือและโซเดียมฯ ดำเนินการต่อตามบทบาทของยุทธศาสตร์ เช่น ออกระเบียบเพื่อผลักดันการใช้ sodium benchmark การผลักดันให้เกิดสูตรอาหารที่ใช้โซเดียมตามมาตรฐานโดยที่รสชาติของอาหารยังมีความถูกปากผู้บริโภค และเหมาะกับผู้บริโภคทุกกลุ่ม หรือการจัดเก็บภาษีความเค็ม การทำแนวทางเวชปฏิบัติโดยบรรจุอาหารที่เน้นจำพวกพืชและโซเดียมต่ำให้เป็นอาหารทางเลือก เพื่อใช้เป็นมาตรการในการลดการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด และควบคู่กับการพัฒนาต่อเป็นการวางแผนโภชนาการในกลุ่มผู้ป่วยปลูกถ่ายไต

“นอกจากนี้ สวรส. ยังมีการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาโรค NCDs โดยกำหนดเรื่องนี้เป็นกรอบการวิจัยหลักของการสนับสนุนทุนวิจัยในปีงบประมาณ 2569 รวมถึงปี 2570 ด้วย ซึ่งภายใต้โจทย์วิจัยจำนวนมาก จะมีการจัดลำดับความสำคัญในจุดที่เป็น pain point สำคัญ หรือมีขนาดของปัญหาจำนวนมาก มาดำเนินการศึกษาวิจัยก่อน” รองผู้อำนวยการ สรวส. กล่าวในตอนท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...