โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘วิกฤตตะวันออกกลาง’ โจทย์ใหญ่ไทย ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 13 มี.ค. เวลา 02.40 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. เวลา 09.39 น.

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ได้ส่งสัญญาณเตือนครั้งสำคัญมาสู่ประเทศไทยเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าภาพของเครื่องบินรบและขีปนาวุธที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรนั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาข้าวของเครื่องใช้และค่าครองชีพของประชาชนภายในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งเป็นการตอกยํ้าให้เห็นถึงจุดอ่อนสำคัญของโครงสร้างพลังงานไทย นั่นคือการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอกในสัดส่วนที่สูงจนมีความเปราะบาง ซึ่งนำมาสู่โจทย์ท้าทายครั้งสำคัญว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ไม่อาจรอช้าอีกต่อไป และเป็นสิ่งที่เราต้องทบทวนเพื่อวางแผนสำหรับอนาคต

ประเทศไทยนำเข้านํ้ามันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลกต้องเผชิญกับภัยคุกคาม ย่อมส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานสั่นคลอนและราคาพลังงานผันผวนรุนแรง

แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วนเพื่อประเมินสถานการณ์และหาแนวทางรับมือโดยมีมาตรการระยะสั้นที่ออกมา อาทิ การสั่งระงับการส่งออกนํ้ามันเชื้อเพลิงบางประเภทเพื่อสำรองไว้ใช้ภายในประเทศการเร่งเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยรวมถึงการเตรียมความพร้อมของกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงเพื่ออุดหนุนราคาไม่ให้กระทบประชาชนจนเกินไป

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้เป็นแนวทางการช่วยเหลือระยะสั้นเท่านั้น เพราะหากมองในเชิงโครงสร้างแล้ว วิกฤตครั้งนี้คือกระจกที่สะท้อนให้เห็นว่า ความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงการมีนํ้ามันสำรองไว้ใช้ได้กี่วันเท่านั้น หากแต่คือการลดปัจจัยเสี่ยงจากการผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เราควบคุมไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ โจทย์สำคัญของไทยจึงไม่ได้อยู่ที่การหาแหล่งนำเข้านํ้ามันดิบแห่งใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแต่คือการเร่งเครื่องเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตและใช้พลังงานภายในประเทศให้มากขึ้น โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียนที่เป็นพลังงานสะอาดและมีต้นทุนการผลิตที่ถูกลงอย่างต่อเนื่อง

นอกเหนือจากการผลิตไฟฟ้าแล้ว แนวทางการส่งเสริมพลังงานทดแทนในภาคขนส่งก็เป็นอีกหนึ่งทางออกที่น่าสนใจ ผ่านการใช้เอทานอลที่ผลิตจากพืชผลทางการเกษตรของไทย เช่น อ้อยและมันสำปะหลัง มาผสมเป็นเชื้อเพลิงแก๊สโซฮอล์มากขึ้นยุทธศาสตร์นี้เรียกว่าเป็น “Win-Win” อย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะช่วยลดการนำเข้านํ้ามันดิบจากต่างประเทศที่มีราคาแพงและผันผวนแล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตร สร้างรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรกรไทยอีกทางหนึ่ง

การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป หากแต่เป็นทางรอดของประเทศไทยในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน รัฐบาลจำเป็นต้องมีบทบาทนำในการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและจูงใจ เช่น การเปิดทางให้เอกชนสามารถซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรงได้ง่ายขึ้นรวมถึงการเร่งติดตั้งโซลาร์เซลล์บนพื้นที่ของรัฐและการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ปรับตัวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว

ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยากจะหาทางออกได้ในเร็ววัน ประเทศไทยไม่อาจนิ่งนอนใจรอคอยให้สถานการณ์คลี่คลาย บทเรียนครั้งนี้ตอกยํ้าว่า ความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรากล้าที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างครั้งใหญ่ ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ และหันมาเพาะบ่ม“พลัง” จากภายในประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจึงไม่ใช่เพียงแค่ภารกิจของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่คือวาระแห่งชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและนำพาประเทศไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างมั่นคงและยั่งยืน

บทความโดย : รองศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...