สื่อนอกตีข่าว ตัวเหี้ย สวนลุม เสน่ห์ดึงดูดนทท. ประสบการณ์เดินทางที่หายาก แบบไม่ต้องง้อไกด์
โลกเปลี่ยน! ‘ตัวเงินตัวทอง’ จากสัตว์อัปมงคล กลายเป็น ‘สัญลักษณ์’ ท่องเที่ยวกลางกรุง
เมื่อวันที่ 22 มกราคม เว็บไซต์บีบีซี รายงานเรื่องราวเกี่ยวกับ “ตัวเงินตัวทอง” หรือ ตัวเหี้ย ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกผลักดันให้อยู่ตามชายขอบของเมือง แต่ตอนนี้ กำลังมีจำนวนมากขึ้น และอาศัยอยู่อย่างแพร่หลาย ในสวนสาธารณะ และตามคลองต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้พบเห็นตัวเงินตัวทองกลางเมืองกรุง
รายงานระบุว่า ตอนรุ่งเช้าที่สวนลุมพินี จะมีตัวเงินตัวทองโผล่พ้นเหนือผิวน้ำขึ้นมาให้ผู้คนได้เห็น โดยระบุว่า ตัวเงินตัวทอง (Asian water monitor) เป็นสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงแค่ “มังกรโคโมโด” เท่านั้น
บีบีซีรายงานว่า สำหรับนักเดินทาง ตัวเงินตัวทองในกรุงเทพฯ อาจไม่ใช่สิ่งดึงดูดใจในความหมายทั่วๆ ไป แต่มันคือเครื่องเตือนใจที่แสดงให้เห็นว่า ธรรมชาติยืนหยัดอยู่ได้อย่างไรในเมืองที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดในโลก และการได้เผชิญหน้ากับสัตว์เลื้อยคลานดึกดำบรรพ์เหล่านี้ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปนับล้านปี ที่สวนลุมพินี ซึ่งห่างจากโรงแรมสุดหรู ห้างสรรพสินค้า และสถานทูตเพียงไม่กี่ก้าว เปรียบเสมือนกับการได้ยลโฉมภาพอดีตทางระบบนิเวศของเมือง ในยุคสมัยที่พื้นที่แห่งนี้ ยังเป็นเพียงที่ลุ่มชุ่มน้ำ และทางน้ำหลาก มากกว่าจะเป็นทางด่วนและตึกระฟ้าเช่นปัจจุบัน
การเฝ้ามองเหล่าสัตว์เลื้อยคลานเหล่านี้ออกมานอนอาบแดดเคียงข้างเหล่านักวิ่งและผู้คนที่มานั่งปิกนิก คือประสบการณ์การเดินทางที่หาได้ยากยิ่ง เป็นประสบการณ์ที่ไม่ต้องใช้ตั๋วเข้าชม ไม่ต้องมีไกด์นำทาง และไม่มีกรงขังที่ถูกจัดวางไว้ มีเพียงการเดินเล่นในช่วงเช้าตรู่ ผ่าน พื้นที่สีเขียวของเมืองหลวงแห่งนี้เท่านั้น
ทั้งนี้ แม้ว่าสวนลุมพินีจะเป็นสถานที่บรรดานักท่องเที่ยวสามารถพบเห็นตัวเงินตัวทองได้ง่ายที่สุด แต่จริงๆ แล้ว ตัวเงินตัวทองในกรุงเทพฯ ไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงพื้นที่สีเขียวแห่งเดียวเท่านั้น จากที่เคยถูกผลักไสให้ไปอยู่ตามชายขอบเมือง ตัวเงินตัวทองเหล่านี้กลับค่อยๆ ปรับตัวอย่างเงียบๆ เพื่อใช้ชีวิตในมหานครอันวุ่นวาย พวกมันตระเวนไปตามลำคลองเกือบ 1,700 สายที่ยังคงแทรกซึมผ่านย่านต่างๆ ตั้งแต่ตรอกซอกซอยในเขตที่พักอาศัย ไปจนถึงย่านพาณิชย์ที่พลุกพล่าน
เฉพาะในและรอบสวนลุมพินีเพียงแห่งเดียว มีตัวเงินตัวทองอาศัยอยู่หลายร้อยตัว ซึ่งการปรากฏตัวของพวกมัน ดึงดูดทั้งคนท้องถิ่น นักท่องเที่ยว และช่างภาพ ให้เข้ามาสัมผัสกับความใกล้ชิดกับสัตว์เลื้อยคลานดึกดำบรรพ์นี้
ไมเคิล โคทา อดีตเจ้าหน้าที่วิจัยผู้อาวุโสจากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) บอกว่า ประชากรของตัวเงินตัวทองในกรุงเทพฯ มีจำนวนมหาศาล มากกว่าที่คุณเคยพบเห็นในป่าธรรมชาติเสียอีก พวกมันกินได้ทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะยังมีชีวิตอยู่ หรือตายไปแล้วก็ตาม พวกมันคือสุดยอดสัตว์ที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ในระดับสูงสุด พร้อมกับแนะนำให้ลองไปที่สวนลุมพินี จะได้รู้จักกับตัวตนที่แท้จริงของพวกตัวเงินตัวทอง
บีบีซีระบุว่า การปรากฏตัวของตัวเงินตัวทอง ที่สวนลุมพินีนั้น ถือเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ผู้คนที่มาใช้บริการที่สวนลุมพินีได้รับ ไม่เหมือนกับสวนสาธารณะอื่นๆ เพราะจะได้เจอกับตัวเงินตัวทอง ที่โผล่มาให้ตกใจบ้าง ขวัญผวากันไปบ้าง
อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่อื่นของเมืองหลวงแห่งนี้ การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับสัตว์ กลับไม่ได้ราบรื่นและสงบเงียบเสมอไป ที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยภูเขาทอง ซึ่งอยู่ห่างจากสวนลุมพินีราว 5 กิโลเมตร เสียงโทรศัพท์สายด่วนแจ้งเหตุฉุกเฉินดังขึ้นต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นเป็นสายที่โทรเข้ามาเพื่อร้องขอความช่วยเหลือให้ช่วยจัดการกับตัวเงินตัวทองที่พลัดหลงเข้าไปในบ้าน
ส.เรืองเดช เจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ทำงานมานาน 30 ปี บอกว่า พวกเขาได้รับสายแจ้งเหตุให้ไปช่วยจับตัวเงินตัวทอง และงู ออกจากบ้าน มากกว่าเหตุไฟไหม้เสียอีก พร้อมบอกว่า พวกมันชอบฝน ดังนั้นในช่วงที่อากาศชื้นแฉะ พวกมันจึงมักจะออกมาปรากฏตัวในที่สาธารณะมากขึ้น
บีบีซีรายงานว่า เป็นเวลาหลายชั่วอายุคนแล้วที่ตัวเงินตัวทองในกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับปัญหาด้านภาพลักษณ์ที่ย่ำแย่ โดยโคทาเชื่อว่า ตราบาปเหล่านี้ เกิดขึ้นนานก่อนที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นยุคที่ครอบครัวส่วนใหญ่ยังอาศัยอยู่ในเรือนแพ หรือบ้านแบบเปิดโล่งริมน้ำ เหล่าตัวเงินตัวทองก็มักจะได้กลิ่นศพของผู้เสียชีวิต ก่อนที่ญาติมิตรหรือครอบครัวจะมาเจอ และพวกมันก็จะกัดกินร่างเหล่านั้นเป็นอาหาร จนกว่าจะถูกไล่ไป
โดยในคติความเชื่อและตำนานพื้นบ้านของไทย สัตว์ชนิดนี้ถูกตราหน้าว่าเป็นสัตว์ที่สกปรก และนำมาซึ่งความโชคร้าย โดยชื่อเรียกสามัญของพวกมัน คือ “เหี้ย” ได้วิวัฒนาการกลายมาเป็นหนึ่งในคำด่าที่รุนแรงและหยาบคายที่สุดในภาษาไทย
แต่เมื่อมีการศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ขยายวงกว้างขึ้น เหล่าเจ้าหน้าที่และหน่วยงานรัฐ จึงได้มีการนำคำศัพท์ที่เป็นทางการ อย่างคำว่า “ตัวเงินตัวทอง” มาใช้ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้คำเรียกเดิม ที่เป็นเหมือนคำสบประมาทและหยาบคาย
บีบีซีรายงานว่า แม้จะไม่มีการนำสำมะโนประชากรตัวเงินตัวทองอย่างเป็นทางการ แต่การคาดการณ์ระบุว่า ปัจจุบันมีตัวเงินตัวทองอาศัยอยู่ทั่วกรุงเทพฯ นับพันตัว และที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้พยายามหลายครั้งเพื่อลดจำนวนประชากรของพวกมัน รวมถึงเปิดปฏิบัติการเคลื่อนย้ายครั้งใหญ่ จากสวนลุมพินี ในปี 2559 แต่ปัจจุบัน ตัวเงินตัวทองกลับปรากฏตัวให้เห็นเด่นชัดกว่าที่เคย
ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากทัศนคติที่เปลี่ยนไป กระแสในโลกโซเชียลมีเดีย ที่ขับเคลื่อนโดยคนไทยรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้เปลี่ยนให้เหล่ากิ้งก่ายักษ์กลายเป็น“สัญลักษณ์ของเมือง” อย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิด ถึงกับมีการติดตั้งรูปปั้นตัวเงินตัวทองขนาดใหญ่ไว้ใจกลางสวนลุมพินีเมื่อปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ บีบีซีรายงานว่า หลายคนรวมถึงโคทา มองว่าการยอมรับและโอบรับสัตว์เหล่านี้ไว้อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี หลังจากที่พวกมันต้องจมปลักอยู่กับตราบาปมานานหลายปี
“ทำไมเราไม่ส่งเสริมพวกมันในแง่การท่องเที่ยว? ผู้คนจำนวนมากมองว่าพวกมันเป็นสัตว์ที่น่าหลงใหลจะตาย” โคทากล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สื่อนอกตีข่าว ตัวเหี้ย สวนลุม เสน่ห์ดึงดูดนทท. ประสบการณ์เดินทางที่หายาก แบบไม่ต้องง้อไกด์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th