BYD ฟ้องรัฐบาลสหรัฐ คัดค้าน “ทรัมป์” ใช้อำนาจพิเศษขึ้นภาษี เรียกร้องคืนเงินที่จ่ายไป
BYD ต่อศาลการค้าระหว่างประเทศ ท้าทายการใช้อำนาจตามกฎหมายฉุกเฉินของทรัมป์ในการเก็บภาษีศุลกากร พร้อมขอให้รัฐคืนเงินภาษีทั้งหมด
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 22.43 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า BYD บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าจีน ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐ เพื่อคัดค้านความพยายามของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ในการใช้อำนาจพิเศษเพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลคืนเงินภาษีทั้งหมดที่บริษัทได้ชำระไปตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว ตามเอกสารของศาล
คดีดังกล่าวถือเป็นคดีแรกที่ผู้ผลิตรถยนต์จีนยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ กรณีมาตรการภาษี และเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการฟ้องร้องในลักษณะเดียวกันจากบริษัทต่างชาติหลายพันแห่งที่มีธุรกิจในสหรัฐฯ ซึ่งท้าทายการที่ทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อกำหนดภาษีศุลกากรในวงกว้าง
คำฟ้องที่ยื่นต่อ U.S. Court of International Trade เมื่อวันที่ 26 มกราคม ระบุว่า บริษัทย่อยในสหรัฐของBYD จำนวน 4 แห่ง เห็นว่ากฎหมาย IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจในการจัดเก็บภาษีศุลกากร เนื่องจากในตัวบทกฎหมายไม่มีการใช้คำว่า ‘tariff’ หรือคำอื่นที่มีความหมายเทียบเท่า
ขณะเดียวกันในอีกคดีสำคัญที่แยกต่างหาก Supreme Court of the United States มีแนวโน้มจะพิจารณาตัดสินความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีดังกล่าว โดย ผู้แทนการค้าสหรัฐ Jamieson Greer ระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ศาลใช้เวลาพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากคดีนี้มีผลกระทบมหาศาล
BYD ระบุในคำฟ้องว่าบริษัทจำเป็นต้องยื่นฟ้องแยกต่างหาก เพื่อรักษาสิทธิในการขอเงินคืนสำหรับภาษีที่ได้ชำระไปแล้ว แม้BYD จะไม่ได้จำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในสหรัฐ แต่ยังดำเนินธุรกิจในประเทศผ่านการผลิตและจำหน่ายรถบัสและยานยนต์เชิงพาณิชย์ แบตเตอรี่ ระบบกักเก็บพลังงาน และแผงโซลาร์เซลล์
ทั้งนี้หน่วยงานBYD North America มีพนักงานราว 750 คน ที่โรงงานผลิตรถบรรทุกในเมืองแลนคาสเตอร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ของบริษัท
ทรัมป์เคยกล่าวซ้ำหลายครั้งว่า รถยนต์จากจีนเป็นภัยคุกคามต่ออนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐ อย่างไรก็ดี เขาเคยระบุด้วยว่าจะยินดีต้อนรับผู้ผลิตรถยนต์จีน หากต้องการเข้ามาตั้งโรงงานผลิตในสหรัฐ
อนึ่งคดีนี้จดทะเบียนในหมายเลข 26-00847 ต่อศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ในนครนิวยอร์ก
อ้างอิง : www.cnbc.com