SABINA ปี 68 กำไร 411 ล้านบาท ลดลง 11.5% ใจป้ำปันผลอีก 0.60 บาท
SABINA ผลประกอบการปี 68 รายได้ 3,339 ล้านบาท ลดลง 6.9% กำไร 411 ล้านบาท ลดลง 11.5% เดินหน้าจ่ายปันผลปันผลอีก 0.60 บาท รวมจ่ายทั้งปี 1.18 บาท คิดเป็น 100% ของกำไรสุทธิ
20 ก.พ. 69 นางสาวดวงดาว มหะนาวานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซาบีน่า (SABINA) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “ซาบีน่า” เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 3,338.9 ล้านบาท ลดลง 248.1 ล้านบาท คิดเป็นลดลง 6.9% จากปีก่อน มีกำไรสุทธิ 410.8 ล้านบาท ลดลง 11.5%
ขณะที่ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 มีรายได้รวม 841.0 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 6.0% และมีกำไรสุทธิ 110.7 ล้านบาท ลดลง 2.5% โดยอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในปี 2568 อยู่ที่ 51.5%
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ในการประชุมเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงวด 1 ปี ประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 1.18 บาท คิดเป็น 100% ของกำไรสุทธิ
โดยก่อนหน้านี้ บริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.58 บาท คงเหลือการจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.60 บาท กำหนดวันปิดสมุดทะเบียนผู้มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 19 พฤษภาคม 2569
ซีอีโอซาบีน่า กล่าวว่าปัจจัยที่ทำให้ผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ออกมาดีกว่าที่คาดและอาจจะดีกว่าที่สำนักวิเคราะห์หลายแห่งคาดไว้ มาจากการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของรายได้จากช่องทางรับจ้างผลิต (OEM) ที่มีแรงส่งต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันบริษัทฯยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะหลังจากการควบรวมโรงงานบุรีรัมย์กับโรงงานยโสธร ทำให้โครงสร้างทางการเงินของ SABINA มีความแข็งแกร่งมากเพียงพอที่จะรองรับกับปัจจัยท้าทายต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ทั้งๆ ที่เป็นช่วงเวลาที่มีความท้าทายจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย เสถียรภาพทางการเมือง ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนภัยธรรมชาติ ที่สร้างผลกระทบอย่างต่อเนื่อง
โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ช่องทางรับจ้างผลิต (OEM) ซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 9% ของรายได้ทุกช่องทาง จากเดิมที่อยู่ในระดับ 6-7%เป็นช่องทางที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 50.3% ซึ่งการเติบโตดังกล่าวยังส่งผลดีต่ออัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) เนื่องจากสินค้าที่รับจ้างผลิตเป็นสินค้าที่มีมาร์จินสูง ส่วนช่องทางหลัก ได้แก่ ช่องทางค้าปลีก (Retail) ซึ่งยังครองสัดส่วนรายได้สูงสุดที่ 57%เติบโตลดลง 13.8% และช่องทางไม่มีหน้าร้าน (Non Store Retailingหรือ NSR) ที่มีสัดส่วน 34% เติบโตลดลง 3.2%