โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

‘ถอดรหัสพันธุกรรมคนไทย’ พบ ‘ยีนมะเร็ง’ ไม่เหมือนต่างชาติ - ‘ยีนเฉพาะถิ่นคนอีสาน’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยสำหรับโครงการถอดรหัสพันธุกรรมแห่งชาติ หรือ “Genomic Thailand” ระยะที่ 1 ซึ่งเป็นการถอดรหัสพันธุกรรมคนไทย 50,000 ราย ใน 5 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ มะเร็ง โรคหายาก โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(โรค NCDs )โรคติดเชื้อ และเภสัชพันธุศาสตร์ ผ่านเครือข่ายโรงพยาบาล 41 แห่งทั่วประเทศ มีการ “ค้นพบเรื่องสำคัญจำนวนมาก” จนได้เป็น “ฐานข้อมูลพันธุกรรมคนไทย” และกำลังเปิดให้นักวิจัยที่ผ่านการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการเข้าใช้ประโยชน์เพื่อต่อยอดการวิจัย และเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อเดินหน้าต่อในระยะที่ 2 อีก 2 แสนราย ภายใต้การขับเคลื่อนหลักของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.)และภาคีวิจัย

ภายใต้ “Genomic Thailand เฟสที่ 1” มีงานวิจัยที่นำไปสู่ข้อค้นพบที่สำคัญของคนไทยในหลายประเด็น และบางเรื่องสามารถขับเคลื่อนไปจนถึงการบรรจุเป็นชุดสิทธิประโยชน์ในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว รวมถึง อยู่ระหว่างการผลักดันด้วย

นับเป็นหลักหมุดสำคัญในการเปลี่ยนผ่านระบบสาธารณสุขไทยจากการรักษาแบบ "เหมารวมมาตรฐานเดียว" ไปสู่ "การแพทย์จีโนมิกส์และการแพทย์แม่นยำ(Precision Medicine)” ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรค คาดการณ์ความเสี่ยง และวางแผนการรักษาโรคหายาก โรคเรื้อรัง และโรคมะเร็งได้อย่างตรงจุดตามพันธุกรรมของแต่ละบุคคล ช่วยชีวิตคนไทยและยกระดับคุณภาพชีวิต

กว่า 122 ล้านตำแหน่ง พันธุกรรมจำเพาะคนไทย

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผอ.สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) กล่าวว่า โครงการนี้ดำเนินการระยะเวลา 5 ปี จากงบประมาณที่ได้รับ 4,000 ล้านบาท ใช้จริงเพียงประมาณ 2,000 ล้านบาท เนื่องจากค่าตรวจวิจัยที่ถูกลงกว่าเป้าหมายเดิมอย่างมาก ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้สร้างผลตอบแทนทางสังคมและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ (SROI) สูงถึง 6.5 เท่า ทุก ๆ 1 บาทที่รัฐบาลลงทุนไปจะได้รับประโยชน์กลับคืนมาถึง 6.5 บาท ส่วนหนึ่งของข้อค้นพบ คือ ตำแหน่งพันธุกรรมที่จำเพาะในคนไทยกว่า 122 ล้านตำแหน่งที่ไม่พบในกลุ่มประชากรอื่นของโลก

บรรจุเป็นสิทธิประโยชน์บริการฟรี

โครงการนี้ส่งผลดีอย่างเป็นรูปธรรมในระบบสาธารณสุขและการรักษาพยาบาลของไทย โดยช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้นและเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลได้ดียิ่งขึ้น อาทิ มีการค้นพบยีน SCN5A ที่เกี่ยวข้องกับโรคใหลตายในคนไทย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการให้ความรู้และการวินิจฉัยเพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิต

การตรวจยีนแพ้ยาบางตัวที่มีโอกาสแพ้รุนแรงจนถึงแก่ชีวิต และการตรวจยีนความเสี่ยงมะเร็งเต้านม (BRCA1 และ BRCA2) ในกลุ่มผู้หญิงไทยที่มีความเสี่ยงสูง โดยได้มีการบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ของประชาชนในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความคุ้มค่าของการตรวจยีนเพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในคนไทย ซึ่งจะช่วยคัดกรองเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปถึง 20-30 เท่าให้ไปส่องกล้อง ช่วยลดความยุ่งยากและความแออัดในโรงพยาบาลลงได้มาก

ช่วยชีวิตและป้องกันความพิการในเด็ก

ยิ่งไปกว่านั้น การวิจัยพันธุกรรมยังช่วยชีวิตและป้องกันความพิการในเด็กได้อย่างน่าอัศจรรย์ เช่น กรณีการตรวจพบเด็กที่มีอาการชักรุนแรงรักษาไม่หาย แต่เมื่อตรวจยีนภายใต้โครงการนี้แล้ว พบว่าเกิดจากการขาดวิตามินบี 6 (B6) เพียงแค่ได้รับวิตามินบี 6 เด็กก็หายชักทันที

หรือกรณีของเด็กผู้ชายในภูมิภาคที่หากไม่ได้รับการตรวจยีนเพื่อวางแผนรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะต้องกลายเป็นคนพิการขาลีบและนั่งรถเข็นไปตลอดชีวิต แต่ปัจจุบันเด็กคนนี้สามารถเดินได้ รวมถึงการช่วยตรวจยืนยันความปลอดภัยในครรภ์ให้แก่ครอบครัวที่มีประวัติตาสองข้างบอดจากพันธุกรรม ให้สามารถตั้งครรภ์ลูกคนที่สามได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องยุติการตั้งครรภ์เพราะความกลัว

ช่วยชีวิตเด็กมียีนย่อยสลายน้ำตาลทรายไม่ได้

ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ ผอ.ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชพันธุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรมทำให้แพทย์มองเห็นลึกถึงระดับสารพันธุกรรมและเชื่อมโยงเข้ากับสถานะสุขภาพได้อย่างแม่นยำ อย่างกรณีของทารกวัย 2 ขวบรายหนึ่งที่กินนมแม่ได้ตามปกติ แต่เมื่อเริ่มรับประทานอาหารอื่นกลับเกิดอาการป่วยหนักรุนแรงเฉียบพลัน จนต้องเข้ารักษาตัวในห้องอภิบาลผู้ป่วยหนัก (ICU) ถึง 4 รอบ

ในรอบที่ 4 อาการวิกฤติจนเกือบเสียชีวิตและถูกส่งตัวมายังรพ.จุฬาลงกรณ์ ด้วยการใช้เทคโนโลยีถอดรหัสพันธุกรรมและฐานข้อมูลอ้างอิงระดับประเทศของ Genomic Thailand ทำให้แพทย์สามารถกรองและวินิจฉัยพบโรคทางพันธุกรรมชนิดหายากอย่างยิ่งที่ทีมแพทย์ไม่เคยได้ยินหรือรู้จักมาก่อน

“พบว่าเด็กมีความผิดปกติของยีนที่ไม่สามารถย่อยสลายน้ำตาลทรายที่ใช้ทั่วไปในอาหารได้ การค้นพบนี้ช่วยให้แพทย์ปรับเปลี่ยนการรักษาได้ทันเวลาและรักษาชีวิตเด็กไว้ได้สำเร็จ”ศ.นพ.วรศักดิ์กล่าว

รวมถึง ยังช่วยแก้ปัญหาในผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่าง "โรคเบาหวาน" ซึ่งพบว่ามีผู้ป่วยราว 10% ที่ได้รับการรักษาตามแนวทางมาตรฐานสากลแล้วแต่ผลการรักษาไม่ดี สาเหตุเกิดจา

กการที่ประเมินระดับน้ำตาลโดยใช้ค่าฮีโมโกลบิน เอวันซี (HbA1c) ในเม็ดเลือดแดงเป็นตัวแทนมาตรฐาน แต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD (G6PD deficiency) เม็ดเลือดแดงจะมีอายุสั้นกว่าคนปกติ ทำให้ค่า HbA1c ที่ตรวจได้ต่ำกว่าระดับน้ำตาลในเลือดที่แท้จริง หากแพทย์ไม่ทราบข้อมูลพันธุกรรมนี้และรักษาไปตามเกณฑ์ปกติ จะทำให้ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลสูงสะสมจนเกิดภาวะแทรกซ้อนจนไตวายและสูญเสียอวัยวะ

ยกระดับป้องกัน-รักษามะเร็ง

ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยความเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า การทำความเข้าใจโครงสร้างทางพันธุกรรมของมะเร็งในผู้ป่วยแต่ละรายจึงช่วยใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การวินิจฉัยโรคที่แม่นยำ ,การเลือกใช้ "ยามุ่งเป้า" (Targeted Therapy) และการระบุมะเร็งชนิดถ่ายทอดในครอบครัว เนื่องจากมะเร็งหลายชนิดเกิดจากการกลายพันธุ์ที่สามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นผ่านสารพันธุกรรม หากตรวจพบว่าผู้ป่วยมะเร็งคนใดมีการกลายพันธุ์ที่ถ่ายทอดได้ สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวที่ยังไม่ป่วยก็สามารถเข้ารับการคัดกรอง เพื่อเฝ้าระวังหรือทำหัตถการป้องกันล่วงหน้าได้

จากข้อมูลของโครงการ Genomic Thailand ยืนยันว่า ผู้หญิงไทยที่เป็นมะเร็งเต้านมตรวจพบยีนกลายพันธุ์ BRCA สูงถึง 1 ใน 7 ราย ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่บรรจุการตรวจยีน BRCA เข้าสู่นโยบายสิทธิประโยชน์เพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าถึงการตรวจได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังอยู่ระหว่างการผลักดันการตรวจยีนมะเร็งลำไส้ใหญ่เข้าสู่สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมด้วย

ค้นพบ "ยีนเฉพาะถิ่นคนอีสาน”

ด้าน ผศ.นพ.กุณฑล วิชาจารย์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศการแพทย์แม่นยำ และหัวหน้าสาขาวิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.) กล่าวว่า โครงการนี้ช่วยให้คนไข้ในพื้นที่ภูมิภาคเข้าถึงการรักษาขั้นสูงได้อย่างเท่าเทียม โดยผู้ป่วยกลุ่มโรคหายากที่เข้าร่วมโครงการเกือบ 40% ได้รับคำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับสาเหตุของโรคและนำไปสู่แนวทางการรักษาที่เหมาะสม

ที่สำคัญ คณะแพทยศาสตร์ มข.ค้นพบ "ความแปรผันทางพันธุกรรมเฉพาะถิ่นของคนอีสาน" เช่น ภาวะทารกบวมน้ำ เดิมมักเข้าใจว่าเป็นผลมาจากโรคธาลัสซีเมียเพียงอย่างเดียว แต่จากการถอดรหัสพันธุกรรมพบยีนเด่นที่ทำให้เกิด "โรคเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงแตกง่าย" ซึ่งพบในอัตราที่สูงมากในภาคอีสานเมื่อเทียบกับภาคอื่น

องค์ความรู้นี้ถูกนำไปพัฒนาเป็นระบบคัดกรอง วินิจฉัย และป้องกันแบบครบวงจร เพื่อช่วยลดอัตราการเกิดทารกบวมน้ำซ้ำในครอบครัวเดิม ช่วยให้ประเทศประหยัดงบประมาณในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเลือดจางเรื้อรังระยะยาว และเตรียมขยายโมเดลการดูแลเฉพาะถิ่นนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ

พัฒนาบุคลากรรองรับ 2 มิติ

ศ.ดร.นพ.ดำเนินสันต์ พฤกษากร รองคณบดีด้านวิจัย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) กล่าวว่า มช.ได้ดำเนินการพัฒนาบุคลากรใน 2 มิติหลัก คือ 1.การ Upskill บุคลากรเดิม ได้แก่ กลุ่มแพทย์ ซึ่งต้องปรับตัวให้คุ้นเคยกับการใช้ "แว่นขยายทางพันธุกรรม" ในการวิเคราะห์โรคอย่างลึกซึ้งและทำหน้าที่เป็นผู้นำทีมสหสาขาวิชาชีพ ,กลุ่มนักวิจัยที่ต้องเรียนรู้แนวคิดการวิจัยแบบโอมิกส์ (Omics Research) รวมถึงคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยและผู้ควบคุมระบบที่ต้องเข้าใจหลักเกณฑ์การจัดเก็บสิ่งส่งตรวจและข้อมูลในระยะยาว และ2.การสร้างกลุ่มคนทำงานสายอาชีพใหม่ เช่น นักชีวสารสนเทศศาสตร์, วิศวกรข้อมูล (Data Engineer) และผู้ดูแลระบบข้อมูล (Data Administrator) เป็นต้น

พบยีนมะเร็งเจอในคนไทย ไม่ค่อยเจอต่างชาติ

ขณะที่ ดร.นุสรา สัตย์เพริศพราย ผู้จัดการงานวิจัย สำนักวิจัยและพัฒนาจีโนมิกส์ สวรส.กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า จากที่ทีมวิจัยไทยได้ค้นพบตำแหน่งรหัสพันธุกรรมของคนไทยที่ไม่เคยปรากฏรายงานในฐานข้อมูลนานาชาติมาก่อนถึง 122 ล้านตำแหน่งนั้น คาดว่าเป็นรหัสพันธุกรรมจำเพาะที่ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ เช่น ลักษณะสีผมหรือสีตาของประชากรไทย รวมถึง ข้อมูลส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านสุขภาพ

อย่างเช่น โครงการวิจัยที่ได้รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชาวไทยประมาณ 8,000 คน มาศึกษาเปรียบเทียบ พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ยีนที่ส่งผลต่อความเสี่ยงมะเร็งเต้านมในคนไทยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะยีนยอดนิยมในตะวันตกอย่าง BRCA1 หรือ BRCA2 เท่านั้น แต่ค้นพบยีนเสี่ยงจำเพาะตัวอื่นที่พบในคนไทยบ่อยมาก เช่น มียีนตัวหนึ่งที่พบในผู้ป่วยไทยสูงถึง 16% ทั้งที่เป็นยีนที่พบได้ยากมากในกลุ่มประชากรฝรั่ง

“นัยสำคัญ คือ หากใช้มาตรฐานการตรวจแบบตะวันตกที่เจาะจงตรวจเพียงยีน BRCA1 และ BRCA2 จะช่วยคัดกรองครอบคลุมความเสี่ยงให้ฝรั่งได้ถึง 70% แต่มาตรฐานเดียวกันนี้จะคัดกรองความเสี่ยงในคนไทยได้เพียง 30 กว่า%เท่านั้น”ดร.นุสรากล่าว

"ชุดตรวจยีนเสี่ยงมะเร็ง 29 ยีน"

จากจุดอ่อนนี้ ทีมวิจัยจากศิริราชจึงได้นำข้อมูลมาออกแบบชุดตรวจคัดกรองความเสี่ยงยีนมะเร็งเต้านมเฉพาะประชากรไทย โดยเพิ่มขอบเขตการตรวจเป็น 20 ยีน ซึ่งครอบคลุมความเสี่ยงสูงถึง 95% ของผู้หญิงไทย และยีนเหล่านี้ยังสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคมะเร็งประเภทอื่นด้วย

นวัตกรรมนี้มีชื่อเรียกว่า "ชุดตรวจยีนเสี่ยงมะเร็ง 29 ยีน" ซึ่งครอบคลุมยีนเสี่ยงโรคมะเร็งสำคัญ ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งรังไข่ ปัจจุบันให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปแล้วในโรงพยาบาลศูนย์มะเร็ง 29 แห่งทั่วประเทศ หรือหากรักษาในสถานพยาบาลอื่นก็นอกเหนือจากนี้ ก็สามารถดำเนินการส่งตัวอย่างมาตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติมที่โรงพยาบาลศิริราชได้เช่นกัน

การค้นพบตำแหน่งความต่างของยีนเสี่ยงในประชากรไทย ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการป้องกันและดูแลรักษาผู้ป่วย หากตรวจพบความเสี่ยงล่วงหน้า แพทย์จะปรับแผนดูแลเชิงรุก เช่น การนัดตรวจคัดกรองให้ถี่ขึ้น หรือในกลุ่มผู้ที่มีอายุเหมาะสมและไม่มีความต้องการมีบุตรแล้ว อาจพิจารณาผ่าตัดเต้านมหรือรังไข่ เพื่อตัดวงจรการเกิดโรค

ส่วนในกรณีที่ผู้ป่วยตรวจพบมะเร็งแล้ว จะช่วยให้แพทย์นำชิ้นเนื้อมะเร็งมาตรวจหาจุดกลายพันธุ์เป้าหมาย เพื่อเลือกใช้ "ยามุ่งเป้า" (Targeted Therapy) ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยแก้ปัญหากลุ่มคนไข้ในอดีตที่ได้รับยามุ่งเป้าผิดตำแหน่ง จนทำให้อาการมะเร็งลุกลาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...