คนไทยต้องรู้! กินอยู่ทุกวัน? 3 กลุ่มข้าวไทยมูลค่าสูง ดาวรุ่งโกยเงิน บุกตลาดโลก
คนไทยต้องรู้! 3 กลุ่มข้าวไทยมูลค่าสูง เร่งดันส่งออก บุกตลาดโลก โกยเงินเข้าประเทศ
ขายข้าวไทยในตลาดโลกวันนี้ ต้องไม่เหมือนเดิม ในยุคที่แข่งขันกันขายของถูกกำลังผ่านไป เพราะสิ่งที่ตลาดโลกต้องการ ไม่ใช่แค่ข้าวคุณภาพดี แต่ต้องมีคุณค่า มีเรื่องราว และตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่
ประเทศไทยจึงเลือกเดินอีกเส้นทาง นั่นคือการขายข้าวให้มีมูลค่าสูงขึ้น ขายได้ราคาแพงขึ้น และสร้างแบรนด์ให้ข้าวไทยมีความแตกต่าง
วันนี้ไทยเริ่มต้นแล้ว กับการผลักดัน "ข้าวมูลค่าสูง" 3 กลุ่มหลัก ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มรายได้ให้ชาวนา และสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศ
เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องของเกษตรกรเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ
จาก "ขายปริมาณ" สู่ "ขายคุณค่า"
การยกระดับข้าวไทยถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ เพราะการแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้วัดกันที่ใครปลูกได้มากที่สุดอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่ใครสร้างมูลค่าได้มากกว่า
เป้าหมายคือทำให้ข้าวทุกกิโลกรัมมีราคาสูงขึ้น สร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการผลิต
เมื่อข้าวขายได้ราคา ชาวนาก็มีรายได้เพิ่ม ความผันผวนของราคาลดลง เพราะแข่งขันด้วยคุณภาพ ความแตกต่าง และเอกลักษณ์ ไม่ใช่แข่งขันกันที่ราคาเพียงอย่างเดียวเหมือนสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป
ตลาดนำการผลิต จุดเปลี่ยนของข้าวไทย
กระทรวงพาณิชย์กำลังผลักดันการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเดิมที่ปลูกก่อนแล้วค่อยหาตลาด เปลี่ยนเป็น มีตลาดก่อน แล้วจึงผลิตตามความต้องการ หรือที่เรียกว่า Demand-Driven
นโยบาย "ข้าวประณีต" จึงเป็นการเปลี่ยนจาก "ขายปริมาณ" ไปสู่ "ขายคุณค่า" ให้ตลาดเป็นผู้กำหนดว่าประเทศไทยควรปลูกข้าวแบบใด เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน
หากมองในภาพใหญ่ เรื่องนี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 74.7 ล้านไร่ หรือ 43.3% ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด มีครัวเรือนปลูกข้าวกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน คิดเป็นราว 60% ของครัวเรือนเกษตร
หากรายได้ของชาวนาเพิ่มขึ้นเพียง 10-20% ก็จะเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจระดับแสนล้านบาท ทั้งการบริโภค การลงทุน การจ้างงาน รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย โรงสี ผู้ส่งออก ไปจนถึงภาคค้าปลีก
3 กลุ่มข้าวไทย สร้างมูลค่าสูง
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการพัฒนา "ข้าวมูลค่าสูง 3 กลุ่ม" ซึ่งไม่ใช่แค่เปลี่ยนพันธุ์ข้าว แต่คือการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจของอุตสาหกรรมข้าวไทยทั้งระบบ
1. ข้าวรักษ์โลก จากต้นทุนเดิมสู่ราคาพรีเมียม
กระแสรักษ์โลกไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นกติกาการค้าโลก หลายประเทศเริ่มใช้มาตรฐานด้านคาร์บอนและความยั่งยืนเป็นเงื่อนไขนำเข้าสินค้าเกษตร
ข้าวกลุ่มนี้ประกอบด้วย ข้าวอินทรีย์ ข้าวคาร์บอนต่ำ และข้าวที่ผ่านมาตรฐาน SRP (Sustainable Rice Platform)
ผลการศึกษาของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ข้าวอินทรีย์สามารถขายได้แพงกว่าข้าวทั่วไปประมาณ 1.5-3 เท่า
ขณะที่ Grand View Research คาดว่าตลาดข้าวอินทรีย์โลกจะเติบโตจากราว 7,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นมากกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2577
นอกจากราคาข้าวที่สูงขึ้น การปลูกข้าวคาร์บอนต่ำยังมีโอกาสสร้างรายได้จากตลาดคาร์บอนเครดิตในอนาคตอีกด้วย
ผลศึกษาจากแปลงใหญ่จังหวัดสุพรรณบุรีพบว่า การทำนาแบบเปียกสลับแห้งช่วยลดต้นทุนได้ 17% เพิ่มผลผลิตได้ 6% ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ International Rice Research Institute (IRRI) ที่ยืนยันว่าช่วยลดการใช้น้ำ ลดก๊าซมีเทน และยังรักษาระดับผลผลิตไว้ได้
หมายความว่าชาวนาได้ทั้งต้นทุนที่ลดลง และราคาขายที่สูงขึ้นในเวลาเดียวกัน
2. ข้าวอัตลักษณ์ ขายเรื่องราว ยิ่งแตกต่างยิ่งมีมูลค่า
ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ซื้อแค่สินค้า แต่ซื้อ "เรื่องราว" เหมือนไวน์ฝรั่งเศส ชีสอิตาลี หรือชาเขียวญี่ปุ่น ที่มีคุณค่าจากแหล่งกำเนิด วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น
ประเทศไทยเองก็มีศักยภาพไม่แพ้กัน ปัจจุบันไทยมี ข้าว GI 24 รายการ เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวสังข์หยดพัทลุง รวมถึงข้าวพื้นเมืองอีกหลายสายพันธุ์
ผลการศึกษาของกระทรวงพาณิชย์พบว่า ข้าว GI สามารถจำหน่ายได้แพงกว่าข้าวทั่วไป 1.5-3.4 เท่า
องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ยังระบุว่า สินค้า GI เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มรายได้เกษตรกร เพราะช่วยป้องกันการลอกเลียนแบบ และสร้างความแตกต่างที่คู่แข่งไม่สามารถแข่งขันด้วยราคาได้
นั่นหมายความว่า ข้าวพื้นเมืองของไทยอาจก้าวขึ้นเป็นสินค้าพรีเมียมระดับโลกได้ หากมีการสร้างแบรนด์และทำตลาดอย่างจริงจัง
3. ข้าวสุขภาพ ตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด
โลกกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอ้วน เพิ่มขึ้นต่อเนื่องผู้บริโภคจึงมองหาข้าวที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็น ข้าวไรซ์เบอร์รี ข้าวสีนิล ข้าวโภชนาการสูง ข้าว Low GI สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน หรือข้าวเสริมวิตามิน
ผลศึกษาของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ข้าวสีและข้าวเพื่อสุขภาพสามารถสร้างราคาพรีเมียมได้ 1.2-3 เท่า
ขณะที่ตลาดข้าวสุขภาพระดับพรีเมียมทั่วโลกมีความต้องการประมาณ 1-1.9 ล้านตันต่อปี
ด้าน Euromonitor และ Innova Market Insights ยังพบว่า ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพในเอเชียขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากกระแสสังคมสูงวัยและการใส่ใจสุขภาพ ทำให้ข้าวกลุ่มนี้มีโอกาสเติบโตอีกมากในอนาคต
ข้าวไทยกำลังเปลี่ยนเกม
เมื่อรวมทั้ง 3 กลุ่มเข้าด้วยกัน จะเห็นว่าทั้งหมดล้วนสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างชัดเจน
* ข้าวรักษ์โลก ราคาสูงขึ้น 1.5-3 เท่า
* ข้าว GI และข้าวอัตลักษณ์ 1.5-3.4 เท่า
* ข้าวสุขภาพและข้าวสี 1.2-3 เท่า
หากชาวนาไทยสามารถผลิตได้ตรงกับความต้องการของตลาด และมีการสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง รายได้ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน
แนวทางนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในเวทีโลก ญี่ปุ่นสร้างมูลค่าจากข้าวสายพันธุ์พรีเมียม อิตาลีสร้างแบรนด์ข้าวสำหรับรีซอตโต ขณะที่เวียดนามกำลังเดินหน้าโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านเฮกตาร์ เพื่อยกระดับราคาส่งออก
ข้าวไทยกำลังเดินออกจากยุค "ขายถูก" สู่ยุคของ "ข้าวมูลค่าสูง"
นี่ไม่ใช่แค่ความหวังของชาวนา แต่คือโอกาสของเศรษฐกิจไทยทั้งประเทศ เพราะเมื่อข้าวมีมูลค่าเพิ่ม รายได้ของเกษตรกรก็เพิ่มขึ้น ประเทศก็มีรายได้มากขึ้น และคุณภาพชีวิตของคนไทยก็มีโอกาสดีขึ้นตามไปด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- นายกฯ ย้ำไทยเดินหน้าร่วมสร้าง "เศรษฐกิจ AI" ขับเคลื่อนโลก ไม่ใช่แค่ผู้ใช้เทคโนโลยี
- ถอดรหัส! ปมในใจคนรุ่นใหม่ "รู้สึกดีไม่พอ" กับพฤติกรรมการใช้เงินที่ไม่เหมือนเดิม
- ต่ออายุใบอนุญาตแรงงานต่างด้าว "ลาว-เมียนมา-เวียดนาม" 7.7 แสนคน ช่วยภาคเศรษฐกิจ
- รัฐบาล ยกระดับคุมเข้ม "คลีนิกเสริมความงาม" ดูแลผู้บริโภค เร่งปราบหมอเถื่อน!
- พาณิชย์เร่งกระจายทุเรียนอุตรดิตถ์ ดึงเอกชนรับซื้อนำตลาด