โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หายนะเหมืองนิกเกิลจีนโผล่ที่อินโดนีเซีย พบสารพิษก่อมะเร็งสะสมเต็มพื้นที่ทั้งในดินและน้ำ

Reporter Journey

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Reporter Journey

หายนะเหมืองนิกเกิลจีน โผล่ที่อินโดนีเซีย

#ENVIRONMENT หายนะเหมืองนิกเกิลจีนโผล่ที่อินโดนีเซีย พบสารพิษก่อมะเร็งสะสมเต็มพื้นที่ทั้งในดินและน้ำ โรงงานผลิตแบตฯ รายใหญ่ของจีนปล่อยออกมาสนใจกฎหมายสิ่งแวดล้อม ซ้ำร้ายเคยเกิดเหตุเตาหลอมโรงถลุงนิกเกิลทุนจีนบนเกาะสุลาเวสีระเบิดคนตายไป 21 ราย เขื่อนเก็บกากแร่พังทับคนตาย ละเมิดกฎหมายแรงงาน แถมโรงงานจีนรับปากเข้ามาว่าจะพัฒนาทักษะแรงงานแต่สุดท้ายก็แค่มาสูบทรัพยากรโดยไม่รับผิดชอบใดๆ

ปัญหาด้านมลพิษและสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมือนแร่ของกลุ่มทุนจีนไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศเมียนมาเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียที่ถือว่าเป็นแหล่งแร่นิกเกิลที่มีปริมาณสำรองมากที่สุดในโลก และเป็นที่หมายตาดึงดูดนักลงทุนให้เข้าไปทำเหมืองแร่ โรงงานถลุงแร่ และโรงงานผลิตแบตเตอรีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจำนวนมาก

แต่สิ่งที่ตามมานั้น กำลังกลายเป็นคำถามว่า สิ่งที่ได้มากับสิ่งที่สูญเสียไปมันคุ้มค่ากับที่แลกมาหรือไม่ เพราะรายงานฉบับใหม่จากศูนย์ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (Business and Human Rights Resource Centre หรือ BHRC) ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ระบุว่าข้อกล่าวหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงอุตสากรรมเหมืองแร่ของกลุ่มทุนจีนที่กำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั่วโลก โดยอินโดนีเซียกลายเป็นประเทศที่มีการบันทึกข้อกล่าวหามากที่สุด อันเป็นผลจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมนิกเกิลที่ได้รับทุนจากจีน มากยิ่งกว่าประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความเสี่ยงสิทธิมนุษยชนในภาคเหมืองแร่มาอย่างยาวนานอย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและเมียนมาเสียอีก

รายงานชื่อ "Shifting Ground: Human Rights, Chinese Investment and the Rush for Transition Minerals" ของ BHRC ระบุว่าในช่วงปี 2021–2025 มีการบันทึกข้อกล่าวหาการละเมิดที่เชื่อมโยงกับการลงทุนในต่างประเทศของบริษัทจีนด้านการผลิตแร่เพื่อพลังงานทดแทนรวมทั้งสิ้น 434 กรณี โดยตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกปีนับตั้งแต่ปี 2021 และพุ่งสูงถึง 148 กรณีในปี 2025 เพียงปีเดียว ขณะที่ช่วงปี 2023–2025 เพียง 3 ปี มีการบันทึกถึง 326 กรณี สะท้อนอัตราเร่งของปัญหาที่ชัดเจน

ในจำนวนนี้ มี 10 บริษัทจีนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเกือบ 2 ใน 3 หรือราว 65% ของทั้งหมด ซึ่งรวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Zijin Mining, Tsingshan Group และ Zhejiang Huayou Cobalt สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ 3 บริษัทที่มีข้อกล่าวหามากที่สุด ซึ่งรวมกันคิดเป็น 1 ใน 3 ของข้อกล่าวหาทั้งหมด ล้วนมีนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นทางการอยู่แล้ว แต่กลับไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในพื้นที่ปฏิบัติงาน

ผลกระทบส่วนใหญ่ตกอยู่กับชุมชนท้องถิ่น โดยมี 179 กรณีที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชน ทั้งด้านการดำรงชีพ สุขภาพ และสิทธิในที่ดิน ขณะที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกโจมตีจากการออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมถึง 18 ครั้งในช่วงปี 2023–2025 ที่น่าสนใจคือ อัตราการตอบสนองของบริษัทจีนต่อข้อกล่าวหาปรับตัวดีขึ้นจาก 18% เป็น 27% ซึ่งแม้จะถือเป็นความคืบหน้า แต่ก็ยังสะท้อนว่าบริษัทส่วนใหญ่ยังคงเพิกเฉยต่อการชี้แจงข้อกล่าวหาที่มีต่อตนเอง

เมื่อสมบัติในดิน เรียกทั้งโอกาสและวิกฤแก่อินโดนีเซีย

ประเด็นสำคัญของปัญหาอยู่ที่นโยบายห้ามส่งออกแร่นิกเกิลดิบของรัฐบาลอินโดนีเซียที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมแปรรูปแร่ภายในประเทศ (downstreaming) นโยบายนี้ประสบความสำเร็จในแง่การดึงดูดเงินลงทุน โดยบริษัทจีนทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าไปพัฒนาอุตสาหกรรมถลุงและแปรรูปนิกเกิลขนาดใหญ่ในอินโดนีเซีย ซึ่งส่วนใหญ่ใช้พลังงานจากถ่านหินเป็นหลัก โดยปัจจุบันอินโดนีเซียครองสถานะผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยสัดส่วนสำรองแร่ราว 42.3% ของโลก และเป็นแหล่งแร่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก

ข้อมูลจาก China-Global South Project ระบุว่าบริษัทจีนถือหุ้นในโครงการเหมือง รีไซเคิล และแปรรูปนิกเกิลของอินโดนีเซียถึง 75 โครงการจากทั้งหมด 357 โครงการ และควบคุมสัดส่วนการผลิตนิกเกิลที่ขุดได้ราว 40% ของทั้งประเทศ ขณะที่รายงานอีกฉบับจาก C4ADS ระบุว่าเพียงสองบริษัท คือ Tsingshan Holding Group และ Jiangsu Delong Nickel Industry ครองกำลังการผลิตด้านการถลุงแร่ของอินโดนีเซียรวมกันมากกว่า 70%

การผูกขาดทางธุรกิจที่กระจุกตัวอยู่ในมือกลุ่มทุนจีน ประกอบกับอัตราเร่งของการขยายโครงการ ทำให้เกิดรูปแบบความเสียหายซ้ำๆ ที่ถูกบันทึกไว้ในหลายพื้นที่ ทั้งมลพิษทางน้ำจากกากแร่นิกเกิลลาเทอไรต์ที่กระทบชุมชนประมง การเวนคืนที่ดินของชนพื้นเมืองกลุ่มโตเบโล และกลุ่มชาติพันธุ์ที่พึ่งพาป่าในพื้นที่สัมปทาน

รวมถึงกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่นักวิจารณ์มองว่าไม่รัดกุมเพียงพอเมื่อเทียบกับขนาดและความเร็วของการอนุมัติโครงการ พื้นที่ที่ถูกจับตามากที่สุดคือศูนย์กลางเหมืองและถลุงแร่ที่โมโรวาลี จังหวัดสุลาเวสีกลาง และเวดาเบย์ บนเกาะฮัลมาเฮรา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ป่าไม้ถูกถางเพื่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แม่น้ำปนเปื้อนสารเคมี และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนถูกเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร

ความล้มเหลวที่ถูกตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ข้อกล่าวหาเรื่องแรงงานในอุตสาหกรรมนิกเกิลอินโดนีเซียไม่ใช่ประเด็นใหม่ ก่อนหน้านี้กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เคยจัดให้นิกเกิลจากอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีความเสี่ยงเกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับในรายงาน "Global State of Child and Forced Labour" โดยระบุว่าแรงงานในภาคนี้เผชิญปัญหาการทำงานล่วงเวลาโดยไม่สมัครใจ สภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย การไม่จ่ายค่าจ้าง การถูกปรับเงิน การไล่ออก การข่มขู่ใช้ความรุนแรง และภาวะพันธนาการหนี้สิน ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงระบุว่าแรงงานบังคับปนเปื้อนอยู่ในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุวิกฤตหลายชนิด ไม่ใช่เฉพาะนิกเกิลจากอินโดนีเซียเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอะลูมิเนียมและโพลีซิลิคอนจากจีน และโคบอลต์ แทนทาลัม ดีบุกจากคองโก

องค์กร China Labor Watch ก็เคยเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิแรงงานอย่างเป็นระบบในหมู่แรงงานจีนที่เข้ามาทำงานในโครงการนิกเกิลของอินโดนีเซียเช่นกัน สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแรงงานท้องถิ่น แต่ครอบคลุมถึงแรงงานข้ามชาติที่เดินทางมาพร้อมกับการลงทุนของจีนด้วย

ทั้งทำคนตาย ทั้งปล่อยสารก่อมะเร็งอย่างไร้ความรับผิดชอบ

การเติบโตอย่างรวดเร็วกลับมาพร้อมข้อกล่าวหาหลากหลาย ตั้งแต่สภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย อุบัติเหตุในโรงงาน การเสียชีวิตของคนงาน ไปจนถึงมลพิษจากเหมืองและโรงถลุงนิกเกิลบนเกาะสุลาเวสีและหมู่เกาะมาลูกะ

เหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้นในปี 2566 เมื่อเตาหลอมของโรงถลุงนิกเกิลที่ดำเนินการโดย Indonesia Tsingshan Stainless Steel ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของยักษ์ใหญ่จีน Tsingshan ระเบิดในจังหวัดสุลาเวสีกลาง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 21 คน

รายงานยังระบุว่า ปัจจุบัน “นิกเกิล” แซงหน้าทองแดง กลายเป็นแร่ที่เชื่อมโยงกับข้อกล่าวหามากที่สุด ขณะที่ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับ “ลิเทียม” ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

หนึ่งในประเด็นที่นักวิจัยกังวลมากที่สุด คือการขยายตัวของโรงถลุงนิกเกิลที่ใช้เทคโนโลยี High-Pressure Acid Leach (HPAL) ซึ่งบริษัทจีนนำมาใช้แพร่หลายในอินโดนีเซีย

เอียน ฮิสค็อก นักวิจัยด้านแร่สำคัญจาก Energy Shift Institute อธิบายว่า โรงงาน HPAL ผลิตกากของเสียปริมาณมหาศาลที่มี “สารพิษตกค้าง” หากจัดเก็บไม่เหมาะสมจะก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากต่อสิ่งแวดล้อม

งานวิจัยในอินโดนีเซียยังพบหลักฐานว่า สารเคมีก่อมะเร็งบางชนิดรั่วไหลลงสู่ดินบริเวณที่เก็บกากแร่ ขณะที่ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ราย จากเหตุเขื่อนกักเก็บกากแร่พัง

ฮิสค็อกเตือนว่า หากโครงการนิกเกิลยังขยายตัวในอัตราปัจจุบัน ปริมาณกากแร่จากโรงงาน HPAL จะเพิ่มขึ้น “เป็น 10 เท่า” ภายในอีก 5-10 ปีข้างหน้า และหากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม อาจนำไปสู่การเสียชีวิตเพิ่มขึ้น การปนเปื้อนของแหล่งน้ำ และการทำลายระบบนิเวศในวงกว้าง

ทุนจีนโทษรัฐบาลอินโดนีเซียกลับว่าโดนรีดไถ

ขณะที่รายงานของ BHRC ชี้ให้เห็นด้านมืดของการลงทุนจีนต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอินโดนีเซีย แต่สถานการณ์ในอีกด้านหนึ่งกลับสะท้อนความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดไม่แพ้กันระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซียกับนักลงทุนจีนเอง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 หอการค้าจีนในอินโดนีเซีย (China Chamber of Commerce in Indonesia หรือ CCCI) ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ระบุว่าบริษัทจีนที่ดำเนินงานในอินโดนีเซียกำลังแบกรับภาระจากกฎระเบียบที่เข้มงวด การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่แน่นอน รวมถึงการทุจริตและการรีดไถจากเจ้าหน้าที่รัฐ โดยจดหมายฉบับนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ 6 ด้าน ทั้งการปรับขึ้นภาษีและค่าธรรมเนียม ข้อกำหนดใหม่ให้เก็บรายได้จากการส่งออกไว้ในประเทศ การลดโควตาแร่นิกเกิล การบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ที่เข้มงวดขึ้น และข้อจำกัดด้านวีซ่าทำงานที่เพิ่มมากขึ้น

กระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ธาตุอินโดนีเซียได้ปรับลดโควตาแร่นิกเกิลประจำปี 2026 ลงเหลือ 260-270 ล้านตันเปียก จากเดิม 379 ล้านตันในปีก่อนหน้า พร้อมกลับไปใช้ระบบอนุมัติโควตารายปีที่ทำให้รัฐควบคุมปริมาณอุปทานได้เข้มงวดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทจีนอย่าง Tsingshan, Huayou และ Brunp ที่ต้องเผชิญกับการลดกำลังการผลิตและสินทรัพย์จมทุน ความตึงเครียดนี้ยังสะท้อนผ่านค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าลงอย่างหนักนับตั้งแต่ต้นปี 2026 จนทะลุระดับ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าช่วงวิกฤตการเงินเอเชียปี 1997-98 ขณะที่ Fitch Ratings ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียจากระดับคงที่เป็นเชิงลบ โดยอ้างถึงความน่าเชื่อถือของนโยบายที่อ่อนแอลงและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลปราโบโวที่จะยืนยันอำนาจอธิปไตยเหนือทรัพยากรแร่ธาตุของประเทศ โดยรัฐมนตรีคลัง Purbaya Yudhi Sadewa เคยประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าแร่ธาตุเหล่านี้เป็นสมบัติของชาติ พร้อมกับการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจใหม่ Danantara Sumberdaya Indonesia (DSI) เพื่อกำกับดูแลการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงผลิตภัณฑ์นิกเกิลอย่างเฟอร์โรอัลลอย

ประเด็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักวิเคราะห์คือ ความรับผิดชอบต่อความเสียหายเหล่านี้ควรตกอยู่ที่ใครระหว่างบริษัทจีนผู้ลงทุนกับรัฐบาลอินโดนีเซียผู้อนุญาตและกำกับดูแล มุมมองหนึ่งจาก Lowy Institute ชี้ว่าท้ายที่สุดแล้วความรับผิดชอบหลักต้องตกอยู่ที่อินโดนีเซีย เพราะไม่มีบริษัทจีนรายใดสามารถดำเนินงานในประเทศได้โดยปราศจากการอนุมัติจากรัฐ การละเมิดแรงงาน การทำลายสิ่งแวดล้อม หรือการเวนคืนชุมชนจะไม่เกิดขึ้นได้เลยหากปราศจากความบกพร่องเชิงสถาบันที่มักถูกซ้ำเติมด้วยการทุจริต หากอินโดนีเซียต้องการได้รับการยอมรับในฐานะผู้ดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีความรับผิดชอบ จำเป็นต้องปฏิรูปกระบวนการออกใบอนุญาต การตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎหมายในโครงการเหมืองแร่ทั้งระบบ

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์อีกกลุ่มจาก China-Global South Project ชี้ว่าความล้มเหลวของยุทธศาสตร์นิกเกิลอินโดนีเซียส่วนหนึ่งมาจากการทุจริตภายในประเทศเอง ที่ทำให้อุตสาหกรรมปลายน้ำไม่พัฒนาไปไกลกว่าผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปอย่างนิกเกิลพิกไอรอนหรือเฟอร์โรนิกเกิล ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงถูกส่งออกไปแปรรูปต่อในต่างประเทศ สะท้อนว่านโยบายห้ามส่งออกแร่ดิบยังไม่บรรลุเป้าหมายการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศอย่างแท้จริงตามที่ตั้งใจไว้

ทั้งนี้รายงานของ BHRC เตือนว่าการละเลยข้อกังวลของชุมชนและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในท้ายที่สุดจะเป็นภัยคุกคามต่อกระบวนการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดเอง เนื่องจากความขัดแย้งที่นำไปสู่การประท้วง การฟ้องร้อง หรือการระงับโครงการ ล้วนสร้างความเสี่ยงเชิงวัตถุต่อบริษัทเหมืองแร่ นักลงทุน และผู้ผลิตปลายน้ำที่ต้องพึ่งพาอุปทานแร่ธาตุที่มั่นคง

และประเด็นเหล่านี้อาจกลายเป็นแรงกดดันเพิ่มเติมท่ามกลางกระแสกีดกันทางการค้าที่มุ่งเป้าไปที่ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับจีน ซึ่งการถูกจัดอยู่ในรายชื่อประเทศที่มีความเสี่ยงด้านแรงงานบังคับควรเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปมาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อมในภาคนิกเกิลอย่างจริงจัง ก่อนที่ประเด็นสิทธิมนุษยชน และการผลิตที่ก่อมลพิษสูงจะกลายเป็นอุปสรรคทางการทูตและการค้าที่ยากจะแก้ไข

ที่มา

  • NIKKEI Asia

  • Business and Human Rights Centre

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...