ถอดวิธีคิด Sara Blakely กับวัฒนธรรม Oops Meetings ที่ทำให้ Spanx แบรนด์ชุดกระชับสัดส่วน กลายเป็นแบรนด์ระดับโลก
Text: Jitti
ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ แล้วถามลูกทุกสัปดาห์ว่า “สัปดาห์นี้ ลูกทำอะไรล้มเหลวมาบ้าง?” คุณอาจไม่ได้กำลังเลี้ยงเด็กให้กลัวความล้มเหลวน้อยลงเท่านั้น แต่อาจกำลังสร้าง “ทักษะสำคัญ” ที่ติดตัวเขาไปตลอดชีวิต นั่นคือ การกล้าลองสิ่งที่ยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Sara Blakely ผู้ก่อตั้ง Spanx เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก
เธอเคยเล่าว่า พ่อจะถามเธอและพี่น้องที่โต๊ะอาหารว่า “สัปดาห์นี้ล้มเหลวอะไรบ้าง?” และถ้าไม่มีเรื่องมาเล่า พ่อจะรู้สึกผิดหวัง แต่ถ้าวันไหนตอบว่า เธอเคยลองทำบางอย่างแล้วทำได้แย่ พ่อกลับแท็กมือ (High-five) แล้วบอกว่า “เยี่ยมมาก” เพราะสำหรับเขา การไม่มีความล้มเหลวอาจหมายความว่า ลูกไม่ได้ลองทำอะไรใหม่เลย
สิ่งที่พ่อกำลังสอนจึงไม่ใช่ให้ลูก “ชอบความล้มเหลว” แต่คือการเปลี่ยนนิยามของคำว่า Failure
ความล้มเหลวไม่ใช่การลองแล้วไม่สำเร็จ แต่คือการไม่กล้าลองตั้งแต่แรก
แนวคิดนี้กลายเป็นกรอบความคิดสำคัญที่ติดตัว Blakely ไปสู่โลกธุรกิจ และท้ายที่สุดถูกนำไปสร้างเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร Spanx ด้วย
จากเงินเก็บ $5,000 สู่ Spanx
เส้นทางของ Blakely ไม่ได้เริ่มต้นจากการมีทุนมหาศาลหรือประสบการณ์ในอุตสาหกรรมแฟชั่น ก่อนสร้าง Spanx เธอทำงานขายเครื่องแฟกซ์แบบ Door-to-Door โดนปฏิเสธ ตัดราคา ถูกไล่ออกจากออฟฟิศ อยู่ถึง 7 ปี และเมื่อเกิดไอเดียในการสร้างชุดกระชับสัดส่วนแบบที่เธอต้องการ เธอมีเงินเก็บสำหรับลงทุนเพียง 5,000 ดอลลาร์ ไม่มีพื้นฐานด้านแฟชั่น ไม่มีวุฒิด้านธุรกิจ และต้องเริ่มต้นแทบทุกอย่างด้วยตัวเอง โรงงานหลายแห่งปฏิเสธเธอ บางแห่งไม่ยอมรับสายด้วยซ้ำ เพราะไม่มีใครเชื่อว่าชุดกระชับสัดส่วนสำหรับผู้หญิงจะขายได้
แต่แทนที่จะตีความคำว่า “No” ว่าไอเดียของตัวเองใช้ไม่ได้ เธอกลับเดินหน้าหาวิธีใหม่ๆ ต่อไป เธอค้นคว้าสิทธิบัตรด้วยตัวเอง ศึกษาวัสดุ ติดต่อโรงงาน ทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ และแม้แต่เขียนสิทธิบัตรของตัวเองเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ในที่สุด Spanx เปิดตัวในปี 2000 และเติบโตจนกลายเป็นธุรกิจระดับพันล้านดอลลาร์ ส่งให้เธอกลายเป็นมหาเศรษฐีหญิงที่สร้างฐานะด้วยตัวเองที่อายุน้อยที่สุดในโลก ณ ขณะนั้น
แน่นอนว่าเงิน 5,000 ดอลลาร์ ไม่ได้กลายเป็นธุรกิจพันล้านเพียงเพราะเธอ “ไม่กลัวความล้มเหลว” แต่สิ่งหนึ่งที่ Mindset นี้มอบให้เธอ คือความสามารถในการอยู่กับคำว่า “ยังไม่สำเร็จ” โดยไม่รีบสรุปว่า “ทำไม่ได้” ซึ่งนี่คือทักษะที่สำคัญที่สุดของคนทำธุรกิจ
เมื่อความผิดพลาด กลายเป็นข้อมูลไม่ใช่ความผิด
ในหลายองค์กร ความล้มเหลวมีราคาสูงกว่าที่คิด พนักงานเสนอไอเดียใหม่แล้วไม่เวิร์ก อาจถูกมองว่าไม่มีความสามารถ ผู้จัดการทดลองแคมเปญใหม่แล้วผลไม่ดี อาจถูกถามว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น? ทีมพัฒนาสินค้าทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่แล้วตลาดไม่ตอบรับ อาจถูกสรุปว่า เสียเวลาและงบประมาณ
เมื่อบรรยากาศเป็นเช่นนี้ สิ่งที่องค์กรจะค่อยๆ สูญเสียไปไม่ใช่แค่เงิน แต่คือ ความกล้าที่จะทดลอง เพราะคนจะเรียนรู้ว่า ทำสิ่งเดิมแม้ผลจะธรรมดา ก็ปลอดภัยกว่าการทำสิ่งใหม่แล้วมีโอกาสผิด
นี่คือเหตุผลที่เรื่องของ Blakely น่าสนใจในมุม Management เพราะเธอไม่ได้เก็บแนวคิดเรื่อง Failure ไว้ใช้กับตัวเอง แต่เอามันเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมของ Spanx ผ่านสิ่งที่เรียกว่า “Oops Meetings”
Oops Meetings คือการเปิดพื้นที่ให้คนในทีมพูดถึงความผิดพลาดหรือสิ่งที่ไม่เป็นไปตามแผน โดยนำมันมาเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งมันคือการนำเอาวัฒนธรรม "โต๊ะอาหารเย็นตอนเด็ก" มาสเกลให้กลายเป็น ระบบบริหารคนในองค์กร โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ข้อ
- สร้าง Psychological Safety (พื้นที่ปลอดภัย) ถอดความกลัวออกจากจิตใจของพนักงาน เพราะถ้าพนักงานกลัวความผิดพลาด พวกเขาจะซ่อนปัญหาไว้ใต้พรมจนมันกลายเป็นเรื่องใหญ่
- สนับสนุนการทดลองทำสิ่งใหม่ โดย Sara เชื่อว่าถ้านวัตกรรมจะเกิด คนต้องกล้าลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ ซึ่งย่อมมีโอกาสทำพลาด (Oops) เป็นเรื่องธรรมดา
- เปลี่ยนเรื่องน่าอับอายให้กลายเป็นบทเรียนของทั้งทีม การแชร์เรื่องที่ทำพลาดช่วยให้เพื่อนร่วมทีมคนอื่นเรียนรู้และไม่ทำผิดพลาดซ้ำในเรื่องเดียวกัน
Stanford Graduate School of Business ระบุว่า Blakely มองว่าการสร้างวัฒนธรรมที่คนไม่หวาดกลัวกับการทำผิด จะช่วยให้พวกเขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างนวัตกรรมได้มากขึ้น ซึ่งไม่ใช่การสร้างองค์กรที่ทำพลาดได้ไม่จำกัด แต่คือการสร้างองค์กรที่กล้าทดลอง และสามารถเรียนรู้จากสิ่งที่ไม่เวิร์กได้อย่างรวดเร็ว
4 วิธีสร้าง Spanx Mindset ในองค์กร
1. เปลี่ยนคำถามของผู้นำ แทนที่จะถามลูกทีมแค่ "งานสัปดาห์นี้เป็นยังไงบ้าง" ลองเพิ่มคำถามท้ายประชุมว่า "สัปดาห์นี้มีอะไรที่ลองแล้วไม่เวิร์กบ้างไหม" หัวหน้าทีมที่เริ่มถามคำถามนี้เป็นประจำ มักพบว่าในช่วงแรกทีมจะเงียบหรือพยายามตอบแบบปลอดภัย แต่เมื่อเวลาผ่านไปและเห็นว่าคำตอบนี้ไม่ถูกนำไปใช้ลงโทษ ทีมจะเริ่มเล่าเรื่องจริงมากขึ้น
2. สร้างพื้นที่ให้คนพูดถึงสิ่งที่ไม่เวิร์ก อาจไม่จำเป็นต้องจัด “Oops Meeting” แบบ Spanx ทุกองค์กร แต่ควรมีพื้นที่ที่คนสามารถพูดได้ว่า “สิ่งนี้เราลองแล้วไม่เวิร์ก” โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนทำงานพลาด สิ่งสำคัญคือต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่การระบายความรู้สึก เมื่อคนกล้าพูดถึงปัญหาเร็วขึ้น องค์กรก็มีโอกาสแก้ปัญหาได้เร็วขึ้นเช่นกัน
3. ให้คุณค่ากับการทดลอง ไม่ใช่เฉพาะผลลัพธ์ องค์กรที่ต้องการนวัตกรรมควรให้พื้นที่กับ Small Experiments ทดลองเล็ก ลงทุนจำกัด วัดผลเร็ว แล้วตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่อ หยุด หรือปรับใหม่ เพราะนวัตกรรมจำนวนมากไม่ได้เกิดจากการคิดจนสมบูรณ์แบบ แต่เกิดจากการ ลอง เรียนรู้ ปรับ ลองอีกครั้ง
4. ผู้นำต้องเริ่มก่อน ถ้าผู้บริหารพูดว่า “ผิดพลาดได้” แต่ทุกครั้งที่เกิดปัญหากลับถามว่า “ใครรับผิดชอบ?” คนในองค์กรจะเชื่อพฤติกรรมมากกว่าคำพูด Blakely เองก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมนี้ โดยเธอเปิดเผยความผิดพลาดของตัวเองและทำให้การพูดถึง “Oops” เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในองค์กร
ในโลกธุรกิจความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่การลองแล้วผิด บางครั้งความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าคือ การไม่ลองอะไรใหม่เลย Blakely เคยอธิบายบทเรียนจากพ่อของเธอไว้ชัดเจนว่า Failure สำหรับเธอไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์ แต่อยู่ที่ “การไม่ลอง” เพราะท้ายที่สุดแล้ว องค์กรที่เติบโตไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กรที่ “ผิดน้อยที่สุด” แต่อาจเป็นองค์กรที่ เรียนรู้จากความผิดพลาดได้เร็วที่สุด
ที่มา : www.gsb.stanford.edu, www.forbes.com
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี