‘สหรัฐ’ คว่ำบาตร ‘อิหร่าน’ เพิ่ม เสี่ยงสะเทือน ‘ตลาด-ผู้บริโภคทั่วโลก’ รวมถึงอเมริกัน
รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจใหม่ต่อเตหะราน โดยอธิบายว่ามาตรการเหล่านี้คือ “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” ในขณะที่สงครามระหว่าง สหรัฐ-อิหร่าน ใกล้ครบหกเดือนแล้ว
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรเมื่อวันจันทร์ (24 ส.ค.) และยังคงปิดล้อมทางทะเลท่าเรือของอิหร่านต่อ
เบสเซนต์กล่าวว่า มาตรการคว่ำบาตรนี้มุ่งเป้าไปที่แหล่งรายได้หลักของอิหร่าน รวมถึงอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ และเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับเตหะราน
อัลจาซีราได้รวบรวมผลกระทบเบื้องต้นที่เกิดขึ้น และอาจเกิดขึ้นกับสหรัฐ เมื่ออิหร่านตอบโต้กลับไว้ดังนี้
สหรัฐอาจเจ็บเองด้วย
แรงกดดันต่อตลาดน้ำมันของอิหร่าน ทั้งจากมาตรการคว่ำบาตรที่มีอยู่และสงครามในปัจจุบัน ทำให้อุปทานน้ำมันในส่วนอื่นๆ ของโลกตึงตัว และส่งผลกระทบต่อประเทศที่ซื้อน้ำมันจากอิหร่าน ซึ่งอาจรวมถึง “จีน” ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางหลักของน้ำมันอิหร่าน จีนซื้อน้ำมันดิบส่งออกของอิหร่านประมาณ 90% โดยซื้อน้ำมันจากอิหร่านราว 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2025
ขณะเดียวกัน “ตลาดเอเชีย” รวมถึงจีน ต่างพึ่งพาการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างมาก โดยน้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของโลกเคยผ่านช่องแคบนี้ก่อนที่อิหร่านจะปิดกั้นเส้นทาง
สงครามและมาตรการคว่ำบาตรได้สร้างแรงกดดันต่อปริมาณน้ำมันทั่วโลก จึงส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น และทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและอาหารสูงขึ้นตามไปด้วย
ตามข้อมูลของสมาคมยานยนต์อเมริกัน (AAA) ที่ติดตามราคาน้ำมันรายวัน พบว่าสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกัน ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ “ราคาน้ำมันเบนซิน” ซึ่งมีราคาเฉลี่ยต่อแกลลอน (3.78 ลิตร) อยู่ที่ 4.09 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 2.98 ดอลลาร์ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่สหรัฐและอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านเป็นครั้งแรก
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากอิหร่านตอบโต้สหรัฐเร็วขึ้น อาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชาวอเมริกันเองด้วย
จอห์น ดีล กรรมการผู้จัดการฝ่ายตลาดทุนของธนาคารเพื่อการลงทุนโพสต์โอ๊คกรุ๊ป กล่าวกับอัลจาซีรา “หากมาตรการคว่ำบาตรกระตุ้นให้เกิดการตอบโต้จากอิหร่านต่อการขนส่งสินค้าในอ่าวเปอร์เซีย ลดการส่งออกน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ หรือทำให้บริษัทประกันภัยและบริษัทขนส่งสินค้าหลีกเลี่ยงภูมิภาคนี้ ชาวอเมริกันอาจรู้สึกถึงผลกระทบได้อย่างรวดเร็วผ่านราคาน้ำมันเบนซิน ดีเซล ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าขนส่ง และรู้สึกได้ถึงภาวะเงินเฟ้อ”
ประเด็นเศรษฐกิจและอิหร่านกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญในศึกเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลายคนได้แสดงความไม่พอใจรัฐบาลต่อการดำเนินงานทั้งสองด้านดังกล่าว ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อพรรครีพับลิกันในการแข่งขันที่ดุเดือด รวมถึงในรัฐที่เป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกันมาโดยตลอด เช่น รัฐเท็กซัส
ผลสำรวจของ Reuters/Ipsos ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมชี้ว่า มีชาวอเมริกันเพียงประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้นที่สนับสนุนการทำสงคราม ขณะที่ผลสำรวจของCNN ระบุว่า มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 28% ที่เห็นด้วยกับการจัดการสถานการณ์อิหร่านของทรัมป์
ในด้านเศรษฐกิจ ผลสำรวจของ AP/NORC ชี้ว่า ชาวอเมริกัน 32% เห็นด้วยกับผลงานของทรัมป์
ส่วนผลสำรวจล่าสุดของ Reuters/Ipsos ชี้ว่า พรรคเดโมแครตมีคะแนนนำพรรครีพับลิกันเล็กน้อยในเรื่องความเชื่อมั่นในการจัดการเศรษฐกิจ โดยมองว่าเดโมแครตอาจจัดการได้ดีกว่า ซึ่งเป็นความได้เปรียบครั้งแรกของพรรคเดโมแครตในด้านนี้ในรอบราวสิบปี
ตลาดผันผวน
การประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งล่าสุดส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นวอลล์สตรีท รวมถึงตลาดน้ำมันและทองคำด้วย
หลังจากการประกาศดังกล่าวราคาทองคำ ซึ่งโดยทั่วไปถือเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน พุ่งขึ้น 0.8% สู่ระดับ 4,639.49 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (28 กรัม) ในช่วงกลางวันของการซื้อขาย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม
สำหรับราคาน้ำมัน ราคาปรับตัวลงในวันจันทร์ (24 ส.ค.) หลังจากปรับตัวขึ้นติดต่อกันสองสัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นราคาน้ำมันมาตรฐานโลก ร่วงลงมากกว่า 2% ในวันจันทร์ มาอยู่ที่ 85.22 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ในตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ดัชนีหลักๆ เคลื่อนไหวแตกต่างกันไป ท่ามกลางข่าวล่าสุดเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตร รวมถึงการประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องมาตรการเก็บภาษีครั้งใหม่ต่อแคนาดา
ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลง 0.5% ขณะที่S&P 500 ลดลง 0.2%
อย่างไรก็ตาม ดัชนีDow Jones Industrial Average กลับอยู่ในแดนบวก 0.2% สูงกว่าราคาเปิดตลาดในวันจันทร์
ภาคส่วนน้ำมันก็ได้รับผลกระทบ โดยหุ้น Chevron ลดลง 0.8% ExxonMobil ลดลง 0.9% BP ลดลงมากกว่า 2% และ Shell ลดลง 0.2%