เจาะลึก “เชียงใหม่โมเดล”ทำไมแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองได้ สู่การตั้งรับเชิงรุกอย่างเป็นเอกภาพ
ทลายกำแพงการทำงานแบบไซโล ดึงงานวิจัย เทคโนโลยี และข้อมูล เชื่อมโยงหน่วยงานทุกระดับตั้งแต่ชุมชน ท้องถิ่น ถึงระดับชาติ สร้างระบบพยากรณ์ที่แม่นยำ แจ้งเตือนตรงจุด ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ
วิกฤตน้ำท่วมใหญ่เมืองเชียงใหม่ในปี 2567 ที่สร้างความเสียหายเกือบแสนครัวเรือน กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ทำให้ทุกหน่วยงาน ทั้งฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักวิชาการ และภาคประชาชน ต้องหันหน้าเข้าหากัน วันนี้ เชียงใหม่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เมืองที่รับมวลน้ำ แต่กำลังก้าวขึ้นเป็น“ต้นแบบ” ของการบริหารจัดการภัยพิบัติที่ขับเคลื่อนด้วยฐานข้อมูล งานวิจัย และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ผ่านโครงสร้างการทำงานแบบไร้รอยต่อที่ทุกคนเห็นข้อมูลชุดเดียวกันบนโต๊ะกลาง สู่การของบประมาณเชิงบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว
ผ่าตัดวิกฤตด้วยข้อมูล”เชียงใหม่โมเดล” จากผลกระทบสู่ต้นแบบจัดการน้ำท่วมเชิงรุก
รศ.ชูโชค อายุพงศ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การแก้ปัญหาที่ถูกทางต้องเริ่มจากการยอมรับปัญหา บทเรียนที่ผ่านมาพบว่ารอยรั่วสำคัญของการจัดการภัยพิบัติมีอยู่ 3 ด้านหลัก ได้แก่ ความล่าช้าของระบบเตือนภัย การแก้ปัญหาไม่ตรงจุด และความสับสนในระบบบัญชาการเหตุการณ์ การนำองค์ความรู้ทางวิชาการและงานวิจัยเข้ามาเชื่อมประสานการทำงานทุกภาคส่วนให้เป็นเอกภาพ ทำให้เกิดแผนงานที่จับต้องได้ นำไปสู่การจัดสรรงบประมาณทั้งในระดับท้องถิ่น อำเภอ จังหวัด และระดับชาติได้อย่างตรงจุด
“วิกฤตน้ำท่วมใหญ่เชียงใหม่ในปี 2567 ไม่ได้ทิ้งไว้เพียงคราบโคลน แต่ยังสร้างผลกระทบให้ประชาชนเกือบ 100,000 ครัวเรือน และผลาญงบประมาณแผ่นดินเพื่อการชดเชยเยียวยาไปกว่า 3-4 หมื่นล้านบาท ตัวเลขความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่มหาศาลนี้ กลายเป็น จุดเปลี่ยนและตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้ทุกภาคส่วนตระหนักตรงกันว่า ประเทศไทยไม่สามารถใช้วิธีตั้งรับแล้วรอจ่ายค่าเยียวยาทุกปีได้อีกต่อไป วิกฤตครั้งนี้บังคับให้ทุกหน่วยงานต้องหันมาใช้หลักวิชาการเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างจริงจัง
รศ.ชูโชค ยังกล่าวอีกว่า องค์ความรู้จากงานวิจัยจึงถูกนำมากางบนโต๊ะ เพื่อสร้าง “เชียงใหม่โมเดล” ทลายกำแพงการทำงานแบบไซโล สู่การบูรณาการเบ็ดเสร็จ มีการนำระบบพยากรณ์ที่มีความแม่นยำสูงถึง 95% มาใช้สร้าง “แผนที่เสี่ยงภัย” พร้อมกำหนดฉากทัศน์ จำลองสถานการณ์น้ำในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่น้ำปริ่มตลิ่งไปจนถึงขั้นวิกฤต เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกสื่อสารออกไปอย่างชัดเจน ประชาชนจึงรู้ว่าพื้นที่ของตนอยู่ระดับใด ช่วยลดความตื่นตระหนก ไม่ต้องสูญเสียเงินและแรงงานไปกับการขนของหรือก่ออิฐกั้นบ้านหากประเมินแล้วว่าน้ำมาไม่ถึง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะผู้นำระดับจังหวัดมองเห็นความสำคัญของข้อมูล และดึงทุกภาคส่วนมาร่วมกันตอบโจทย์ โดยมีสื่อมวลชนเป็นตัวเร่งสำคัญในการสะท้อนปัญหาจนเกิดการตื่นตัวทั้งระบบ
“สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้การขับเคลื่อนโมเดลนี้เกิดขึ้นได้ คือการที่ทุกภาคส่วนในจังหวัดต้องมองเห็น ‘ปัญหา’ และ ‘ช่องว่าง’ ตรงกันก่อน จากนั้นจึงระดมสรรพกำลังเพื่อออกแบบวิธีการแก้ปัญหาให้สอดรับกันในทุกมิติ ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการในท้องถิ่น ระดับจังหวัด ไปจนถึงระดับนโยบาย
“ข้อมูล” หัวใจการแก้ปัญหาแม่น้ำปิงแบบตรงจุด
เกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จากการร่วมมือกับทีมนักวิจัย ทำให้พบความจริงว่าลำน้ำปิงไม่ได้ผ่านการขุดลอกมานานนับสิบปี ทำให้หน้าตัดแม่น้ำแคบลง และมีสิ่งกีดขวางทางน้ำที่เป็นฝายโบราณ ทำให้เมื่อมวลน้ำหลากเกิน 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที น้ำจึงยกตัวและล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
“เมื่อมีข้อมูลที่แม่นยำ นโยบายการแก้ปัญหาจึงไม่ได้ทำแบบหว่านแห แต่พุ่งเป้าไปที่การเร่งขุดลอกตะกอนและรื้อสิ่งกีดขวางทางน้ำทันที ซึ่งผลลัพธ์จากข้อมูลนี้ ทำให้สามารถคำนวณอัตราการไหลของน้ำได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ และซื้อเวลาให้กับประชาชนได้”
เพนพอยท์ที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาด่วนเลย คือเราจะต้องขุดลอกตะกอนที่ตื้นเขิน และรื้อสิ่งกีดขวางทางน้ำ ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้ระดับน้ำที่สถานี P.1 สะพานนวรัฐ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มศักยภาพการรับน้ำก่อนล้นตลิ่งจากเดิม 480 เพิ่มเป็น 620 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 ช่วยซื้อเวลาให้การเตือนภัยล่วงหน้าได้ถึง 48 ชั่วโมง
เมื่อ “ข้อมูล” ชัดเจน การช่วยเหลือจึงไม่หว่านแห เปลี่ยนการเดาทิศทาง สู่การจัดโซนนิ่งกู้ภัยเชิงรุก
นายวัฒนา สาคร สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด กล่าวว่า เมื่อข้อมูลน้ำถูกส่งต่อมายังหน่วยปฏิบัติการอย่าง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) การทำงานจึงพลิกโฉมไปอย่างสิ้นเชิง การมีทีมวิจัยเข้ามาช่วยแบ่งพื้นที่เสี่ยงภัย (Zoning) ออกเป็น 5 โซน ตามระดับความสูงของน้ำที่สถานี P.1 ทำให้ ปภ. ทราบล่วงหน้าและระบุพิกัดได้ทันทีว่า มวลน้ำระดับนี้จะกระทบใครบ้าง
“ความแม่นยำนี้ถูกต่อยอดไปสู่ระบบแจ้งเตือนภัยผ่านมือถือ (Cell Broadcast) แบบเจาะจงพื้นที่ และช่วยให้เจ้าหน้าที่วางแผนก่อนเกิดเหตุ รวมถึงการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องสูญเสียทรัพยากรไปกับการอพยพแบบไร้ทิศทาง”
เมื่อเรารู้โซนปุ๊บ สมมุติน้ำมา 4.30 เมตร ท่วมแค่โซนที่ 1 เราก็จะดำเนินการอพยพกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ไปอยู่จุดปลอดภัยก่อนตามที่เราได้จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวไว้ มันทำให้เกิดความแม่นยำมากยิ่งขึ้น จะได้ไม่มั่ว ไม่ต้องไปอพยพคนโซน 2 โซน 3 แผนที่เสี่ยงภัยที่อาจารย์ทำมา มันเหมือนคัมภีร์ที่ให้เราเดินทางได้ถูกต้อง ไม่ต้องอ้อม และไม่เปลืองทรัพยากร
“หนองหอยโมเดล” แปลงข้อมูลจังหวัด สู่War Room ระดับตำบล
ด้านจีรพร หวันแดง นายกเทศมนตรีตำบลหนองหอย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า พื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ คือหัวใจสำคัญที่เปลี่ยนการทำงานของผู้บริหารท้องถิ่น จากการ “วิ่งตามแก้ปัญหา” มาเป็นการ “ดักหน้ารอรับมือ” เมื่อฐานข้อมูลระดับจังหวัดเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ท้องถิ่นซึ่งเป็นด่านหน้าย่อมมีอาวุธที่ทรงพลังที่สุด นั่นคือการมองเห็นอนาคตว่าภัยพิบัติจะเกิดขึ้นที่ไหนและรุนแรงเพียงใด
“ทันทีที่ข้อมูลระดับน้ำถูกส่งตรงเข้าสู่หน้าจอประมวลผล ความแม่นยำของข้อมูลช่วยให้การบริหารจัดการพื้นที่ระดับตำบลทำให้ทีมท้องถิ่น ทำงาน ไม่ต้องคาดเดาสถานการณ์แบบตาบอดอีกต่อไป แต่สามารถคำนวณมวลน้ำและคว้า ‘เวลาทอง’ ล่วงหน้าได้ถึง 15 ชั่วโมง”
เมื่อรู้โซนน้ำท่วมล่วงหน้า การทำงานจึงง่ายและเด็ดขาด เทศบาลสามารถจัดกระบวนทัพรับมือเชิงรุกได้อย่างตรงจุด ทั้งการส่งทีมกู้ชีพเดินเท้าเข้าตรอกซอกซอยเพื่อเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางออกจากพื้นที่เสี่ยงได้ก่อนที่น้ำจะมาถึง การเตรียมศูนย์พักพิงล่วงหน้า และการคืนอำนาจให้ชาวบ้านด้วยการสื่อสารผ่านป้ายบอกระดับน้ำและหลัก 3 ย. ‘อยู่ – ยก – ย้าย’ เพื่อให้ประชาชนใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจรักษาทรัพย์สินของตนเองได้อย่างปลอดภัย
เมื่อเรามีข้อมูลที่แม่นยำ เราไม่ได้แค่ตั้งรับมวลน้ำ แต่เรากำลังมองเห็นอนาคตเพื่อแข่งกับเวลา… ขอให้ทีมป้องกันนำป้ายประชาสัมพันธ์ระดับน้ำไปติดตั้งทั้ง 7 หมู่บ้าน กองสาธารณสุขเตรียมศูนย์พักพิงและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง กองช่างเตรียมเครื่องสูบน้ำไปดำเนินการตามนี้
ก้าวต่อไปของประเทศจากเชียงใหม่ สู่ Best Practice ระดับชาติ
ความสำเร็จของการบริหารจัดการน้ำและการเตือนภัยที่จังหวัดเชียงใหม่ หรือ เชียงใหม่โมเดล ที่ถูกนำมาใช้จริงเมื่อปี 2568 จะไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพื้นที่เดียว ปัจจุบันโมเดลนี้กำลังถูกนำไปขยายผลและเตรียมปรับใช้กับอีก 5 จังหวัดเสี่ยงภัยทั่วประเทศ ภายใต้การขับเคลื่อนของทีมวิจัย ‘น้ำมั่นคง’ ได้แก่ เชียงราย น่าน ขอนแก่น ชัยภูมิ และหาดใหญ่ รวมเป็นพื้นที่เป้าหมาย 5 บวก 1
หัวใจสำคัญของการขยายผลครั้งนี้ คือการนำองค์ความรู้ทางวิชาการและการอุดช่องโหว่ปัญหา 3 ด้าน ไปบรรจุไว้ใน ‘แผนเผชิญเหตุ’ ของแต่ละจังหวัด ซึ่งถือเป็นระเบียบปฏิบัติตามกฎหมาย ที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ต้องยึดถือเมื่อเกิดภัยพิบัติ แม้แต่ละพื้นที่จะมีสภาพภูมิประเทศและปัญหาที่แตกต่างกัน แต่การประยุกต์ใช้หลักการจัดโซนนิ่งความเสี่ยง การคำนวณมวลน้ำล่วงหน้า และระบบบัญชาการแบบบูรณาการ จะช่วยสร้างโมเดลใหม่ที่มี ‘อัตลักษณ์’ เฉพาะตัวของแต่ละจังหวัด
เป้าหมายสูงสุดของการนำงานวิจัยมาใช้ปฏิบัติจริง ไม่ใช่การห้ามไม่ให้น้ำท่วม แต่คือการลดความเสี่ยง ลดความเปราะบางของพื้นที่ให้เหลือน้อยที่สุด และหากการขับเคลื่อนในทั้ง 5 จังหวัดนี้สัมฤทธิ์ผล ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งต่อและบูรณาการร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. เพื่อใช้เป็น Best Practice หรือแนวปฏิบัติสำหรับการจัดการน้ำท่วมเมืองระดับชาติ ซึ่งนี่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้การรับมือภัยพิบัติของประเทศไทย ก้าวจากการเป็นเพียงผู้ตั้งรับ ไปสู่การจัดการเชิงรุกที่ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างยั่งยืน