โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตำรวจไซเบอร์ล่าเครือข่ายสแกมเมอร์อีสาน รวบแล้ว 20 ราย อายัดเงินคืนเหยื่อกว่า 2.18 ล้านบาท

สยามรัฐ

อัพเดต 55 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 ถนนมิตรภาพ ตำบลสำราญ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 พ.ต.อ.คัมภีร์ พรหมสนธิ รองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 พ.ต.อ.ชัยพันธุ์ ทัพวงษ์ รองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 พ.ต.อ.พงศ์นรินทร์ เหล่าเขตกิจ รองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 พ.ต.อ.ณกฤช บุญศักดิ์ รองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 พ.ต.อ.พิเชียรยศ อรุณพันธกุล รองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 พ.ต.อ.สรกฤช พันธ์ศรี รองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผู้กำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 และ พ.ต.อ.ประเสริฐ หวังบุญสร้าง ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายสแกมเมอร์ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 20 ราย และติดตามอายัดเงินคืนผู้เสียหายได้กว่า 2.18 ล้านบาท

สืบเนื่องจาก พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดเร่งกวาดล้างเครือข่ายสแกมเมอร์ในทุกมิติ ทั้งการสืบสวนขยายผล ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และติดตามเงินที่ถูกหลอกลวงกลับคืนสู่ผู้เสียหาย ตามโครงการ “MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” โดยที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมเครือข่ายบัญชีม้าของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ และติดตามเงินกลับคืนให้ผู้เสียหายตามขั้นตอนได้หลายครั้ง รวมมูลค่าหลายร้อยล้านบาท

ล่าสุด พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดเร่งดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว จนนำไปสู่ปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องหารวม 20 ราย พร้อมติดตามเงินที่ถูกหลอกลวงกลับคืนให้ผู้เสียหายได้จำนวน 3,088,294 บาท โดยแบ่งเป็น 2 กรณีสำคัญ

กรณีแรก เป็นคดีหลอกลงทุนเทรดหุ้นออนไลน์ มีผู้เสียหายสูญเงินกว่า 19 ล้านบาท และเจ้าหน้าที่สามารถอายัดเงินคืนผู้เสียหายได้ 1,284,000 บาท

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังชายอายุ 70 ปี ผู้เสียหายรายหนึ่งในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ถูกมิจฉาชีพชักชวนให้ลงทุนเทรดหุ้นออนไลน์ โดยแนะนำให้เข้าร่วมกลุ่มไลน์ชื่อ “Invest” พร้อมอ้างว่าเป็นโครงการสอนเทรดหุ้น และสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการใช้ภาพโปรไฟล์เป็นตราสัญลักษณ์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินตามคำแนะนำของคนร้ายรวม 22 ครั้ง ไปยังบัญชีธนาคารปลายทาง 15 บัญชี รวมมูลค่าความเสียหาย 19,638,742.20 บาท

จากการตรวจสอบคดีดังกล่าว พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผู้กำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมด้วย พ.ต.ท.อนุสรณ์ ธีรนุชพงศ์ พ.ต.ท.ชนทัช วุฒิภัทรโสภณ พ.ต.ท.ธนัช ธนาบุญประกอบ พ.ต.ท.ภูวสิษฐ์ เจริญธนฐิติโชค รองผู้กำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 พ.ต.ท.นิพนธ์ ลำน้อย พ.ต.ท.วชิรการณ์ วัฒนา สารวัตรกองกำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 และเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ร่วมกันสืบสวนและตรวจสอบเส้นทางการเงินของเครือข่ายดังกล่าว

ผลการตรวจสอบพบว่า เครือข่ายมีการวางระบบเส้นทางการเงินเป็น 4 ระดับ ตั้งแต่ผู้ใช้บัญชีรับเงินจากผู้เสียหาย ผู้ทำหน้าที่พักเงิน ผู้ถอนเงิน และผู้ที่นำเงินสดไปส่งมอบให้กลุ่มผู้รับผลประโยชน์โดยตรง หรือโอนต่อไปยังบัญชีของผู้รับผลประโยชน์ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังพบการใช้บัญชีธนาคารทั้งในนามบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล หรือบริษัท ในการทำธุรกรรม และพบว่ามีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องกับการรับเงินสดจากกลุ่มผู้ถอนเงินด้วย

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอศาลออกหมายจับกลุ่มบุคคลที่เป็นกรรมการบริษัท รวมถึงเจ้าของบัญชีถอนเงิน รวม 19 ราย ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ร่วมกันโดยทุจริตนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น และร่วมกันหรือสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป หรือสนับสนุนการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน รวมถึงได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้แล้ว 15 ราย โดยมีผู้ต้องหาคนสำคัญ 2 ราย ได้แก่ นายอธิคม ซึ่งทำหน้าที่ถอนเงินสดเพื่อส่งมอบต่อให้ผู้รับผลประโยชน์ และ น.ส.ธัญสินี หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ธัญสินี โมบาย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานธนาคารให้อายัดยอดเงินในบัญชีธนาคารของนิติบุคคลดังกล่าวไว้ได้ทันจำนวน 1,284,000 บาท

กรณีที่ 2 เป็นคดีหลอกลงทุนเงินหมุนและสินค้า มีความเสียหายเชื่อมโยงกว่า 22 ล้านบาท และเจ้าหน้าที่สามารถอายัดเงินคืนผู้เสียหายได้ 904,294 บาท

คดีนี้มีผู้เสียหายหลายรายพบโฆษณาบนสื่อสังคมออนไลน์ชักชวนให้ลงทุนเงินหมุนหรือสินค้าเพื่อดึงดูดความสนใจ เมื่อผู้เสียหายเริ่มโอนเงินในช่วงแรกซึ่งเป็นจำนวนไม่สูงมาก มิจฉาชีพจะโอนผลกำไรกลับมาให้จริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นให้ผู้เสียหายเพิ่มเงินลงทุน

จากนั้นเมื่อผู้เสียหายโอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และต้องการถอนเงินออกมา มิจฉาชีพจะอ้างเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น ต้องชำระภาษีหรือค่าธรรมเนียมระบบ ทำให้ผู้เสียหายส่วนใหญ่หลงเชื่อและไม่กล้าหยุดโอนเงิน เพราะเสียดายเงินก้อนแรกที่ลงทุนไป จนท้ายที่สุดสูญเงินจำนวนมากหรือหมดตัว โดยเบื้องต้นพบว่าคดีดังกล่าวมีความเชื่อมโยงมากถึง 48 คดี รวมมูลค่าความเสียหาย 22,187,994.77 บาท

ต่อมา พ.ต.อ.ประเสริฐ หวังบุญสร้าง ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 พร้อมด้วย พ.ต.ท.อโนทัย ดียิ่ง รองผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 พ.ต.ท.วินัย ชมพุฒ รองผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 และเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ร่วมกันสืบสวนและตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่าเมื่อเครือข่ายได้รับเงินก้อนใหญ่จากผู้เสียหาย จะรีบโอนเงินออกจากระบบผ่านบัญชีม้าจำนวน 13 บัญชี และโอนถ่ายต่ออีก 3 ทอด เพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน

เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องได้แล้ว 12 ราย ก่อนเปิดปฏิบัติการตรวจค้นพร้อมกัน 5 จุด ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ สมุทรปราการ ปทุมธานี อุบลราชธานี และกรุงเทพมหานคร สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 5 ราย ประกอบด้วย น.ส.ธนาภรณ์ อายุ 18 ปี ทำหน้าที่รับโอนเงินโดยตรงจากผู้เสียหายจำนวน 192,900 บาท นายพิทักษ์ อายุ 62 ปี ทำหน้าที่รับโอนเงินโดยตรงจากผู้เสียหายจำนวน 1,100,000 บาท นายณัฐพล อายุ 27 ปี ทำหน้าที่รับโอนเงินโดยตรงจากผู้เสียหายจำนวน 900,000 บาท น.ส.นันทนัช อายุ 53 ปี ทำหน้าที่เป็นบัญชีม้ารับโอนเงินโดยตรงจากผู้เสียหายจำนวน 904,294 บาท และนายชวนคิด อายุ 41 ปี ทำหน้าที่เป็นบัญชีม้าปลายทางชั้นที่ 3 รับโอนเงินต่อจำนวน 640,000 บาท

จากการดำเนินการดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานธนาคารอายัดบัญชีของผู้ต้องหาได้ 2 ราย ได้แก่ บัญชีธนาคารของนายณัฐพลและ น.ส.นันทนัช รวมเป็นเงิน 1,804,294 บาท โดยธนาคารได้ดำเนินการออกเช็คเงินของกลางที่ถูกประทุษร้ายจำนวน 904,294 บาท เพื่อคืนให้แก่ผู้เสียหาย ส่วนยอดเงินที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการ และจะนำกลับคืนให้ผู้เสียหายต่อไป

ท้ายที่สุด พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดติดตามคดี ได้ร่วมกันนำเงินจำนวน 2,188,294 บาท คืนให้แก่ผู้เสียหาย 2 ราย ตามโครงการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...