โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปัญหา “ชาวยิว” ในประเทศไทย: เมื่อการท่องเที่ยว ความมั่นคง และความรู้สึกของคนไทยมาบรรจบกัน

สยามรัฐ

อัพเดต 30 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ

รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า

ในช่วงที่ผ่านมา ชื่อของ “อิสราเอล” และ “ชาวยิว” ปรากฏในพื้นที่ข่าวของไทยบ่อยครั้งขึ้นอย่างผิดสังเกต ไม่ใช่แค่เฉพาะจากสงครามในตะวันออกกลางเท่านั้น หากยังเกิดจากเหตุการณ์ภายในประเทศไทย ตั้งแต่ปัญหานักท่องเที่ยวอิสราเอลในบางพื้นที่ของประเทศ ปัญหาการประกอบธุรกิจและพฤติกรรมที่สร้างกระแสความไม่พอใจ จนนำไปสู่การชุมนุมหน้าสถานทูตอิสราเอลในกรุงเทพฯ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยข้อเรียกร้องสำคัญคือ ผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยต้องเคารพกฎหมาย วัฒนธรรม และคนไทย

เรื่องนี้จึงกำลังเปลี่ยนจาก “ปัญหานักท่องเที่ยว” ธรรมดาๆ ไปเป็นประเด็นทางสังคม การต่างประเทศ และความมั่นคงที่รัฐบาลไทยต้องบริหารอย่างระมัดระวัง แต่ก่อนอื่น ผมคิดว่าเราต้องแยกคำสามคำออกจากกันให้ชัด คือ “ชาวยิว” “ชาวอิสราเอล” และ “รัฐบาลอิสราเอล” เพราะสามคำนี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งเดียวกัน

ชาวยิวคือกลุ่มคนที่มีทั้งมิติทางศาสนา ชาติพันธุ์ และวัฒนธรรม ซึ่งมีอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก ขณะที่ชาวอิสราเอลคือพลเมืองของรัฐอิสราเอล ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะมีความคิดเห็นทางการเมืองเหมือนกัน และยิ่งไม่ควรนำพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวอิสราเอลบางคนมาอธิบายว่าเป็นพฤติกรรมของ “ชาวยิว” ทั้งหมด การแยกเรื่องนี้ให้ชัดมีความสำคัญมาก เพราะเส้นแบ่งระหว่างการวิพากษ์พฤติกรรมของบุคคล การวิพากษ์นโยบายของรัฐบาลอิสราเอล และการต่อต้านชาวยิวบางครั้งบางมาก… บางจนสุ่มเสี่ยง

แล้วปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยคืออะไรกันแน่?

หากตัดอารมณ์และกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ออกไป อาจพบได้ว่าปัญหามีอยู่ 3 ประการใหญ่

ประการแรก คือ “พฤติกรรม” ของนักท่องเที่ยวบางส่วน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสียงดัง การทะเลาะวิวาท การไม่เคารพกฎหรือวัฒนธรรมท้องถิ่น ตตลอดจนเหตุการณ์ที่มีลักษณะก้าวร้าวต่อคนไทย ปัญหาเหล่านี้เคยปรากฏเป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวอิสราเอลรวมตัวกันจำนวนมาก แต่ก็ต้องย้ำว่า นี่ไม่ใช่พฤติกรรมของชาวอิสราเอลทุกคน และที่สำคัญ นักท่องเที่ยวชาติอื่นก็สามารถสร้างปัญหาในลักษณะเดียวกันได้

ประการที่ 2 คือ “การเปลี่ยนจากนักท่องเที่ยวไปสู่ผู้ประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ” มีข้อร้องเรียนในพื้นที่ท่องเที่ยวบางแห่งถึงชาวต่างชาติที่เข้ามาด้วยสถานะนักท่องเที่ยว แต่กลับทำงาน ประกอบธุรกิจ หรืออาศัยโครงสร้างนอมินี สิ่งนี้ไม่ใช่ประเด็นเรื่องเชื้อชาติอีกต่อไป แต่เป็นคำถามตรงๆ ว่า กฎหมายไทยสามารถควบคุมกิจกรรมของชาวต่างชาติได้จริงหรือไม่ หรือมีการเอื้อประโยชน์ให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจะขยายผลต่อไปได้อีกมหาศาล

ประการที่ 3 คือ “ความรู้สึกว่าพื้นที่กำลังเปลี่ยนมือ” เมื่อคนต่างชาติกลุ่มหนึ่งเข้ามาอยู่รวมกันจำนวนมาก มีร้านค้า ร้านอาหาร ศาสนสถาน โรงเรียน หรือบริการที่รองรับคนกลุ่มเดียวกัน ความรู้สึกของคนท้องถิ่นอาจเปลี่ยนจากการต้อนรับนักท่องเที่ยว ไปสู่ความกังวลว่าพื้นที่ของตนกำลังกลายเป็นชุมชนของคนต่างชาติ

กรณีปายถือเป็นตัวอย่างที่ดี มีข่าวลือในโลกออนไลน์ถึงขั้นกล่าวว่าชาวอิสราเอลนับหมื่นคนกำลังเข้ามาตั้ง “ดินแดนแห่งพันธสัญญา” แห่งใหม่ แต่เจ้าหน้าที่ไทยได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นจำนวนผู้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวสะสม ไม่ใช่จำนวนผู้ตั้งถิ่นฐานถาวร

นี่แสดงให้เห็นอันตรายอีกด้านหนึ่งของปัญหา คือเมื่อข้อเท็จจริง พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง ความหวาดระแวง และการเมืองจากสงครามอิสราเอล–ปาเลสไตน์ถูกนำมาผสมกัน เรื่องที่ควรเป็นปัญหาการบริหารจัดการนักท่องเที่ยว อาจกลายเป็นความเกลียดชังทางชาติพันธุ์หรือศาสนาได้อย่างรวดเร็ว

แล้วต่างประเทศจัดการอย่างไร?

สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายประเทศไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการประกาศว่า “ไม่รับคนชาติใดชาติหนึ่ง” แต่ใช้หลักการที่ง่ายกว่านั้นคือ เปิดประเทศ แต่กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ เช่น ในกรณีของนิวซีแลนด์ ที่แม้จะมีแรงกดดันเกี่ยวกับผู้เดินทางจากอิสราเอลท่ามกลางสงครามในตะวันออกกลาง แต่รัฐบาลยืนยันว่าไม่ได้กำหนดนโยบายปฏิเสธวีซ่าชาวอิสราเอลเป็นการเฉพาะ แม้แต่การเคยรับราชการทหารอิสราเอลก็ไม่ได้เป็นเหตุให้ถูกปฏิเสธโดยอัตโนมัติ ผู้เดินทางทุกคนยังถูกพิจารณาตามหลักเกณฑ์ตรวจคนเข้าเมือง เช่น ประวัติ วัตถุประสงค์ในการเดินทาง ฐานะทางการเงิน และคุณสมบัติของผู้เดินทาง ขณะที่ศรีลังกาซึ่งประสบปัญหาคล้ายประเทศไทยในพื้นที่ Arugam Bay มีการตรวจสอบชาวต่างชาติที่เข้าประเทศด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวแต่กลับประกอบธุรกิจ และมีการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ฝ่าฝืน

แล้วไทยควรทำอย่างไร?

ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่า ไทยไม่ควรเลือกทั้งสองสุดขั้ว

สุดขั้วแรกคือปล่อยทุกอย่างเพราะกลัวกระทบการท่องเที่ยว ส่วนอีกสุดขั้วคือการเหมารวมว่าชาวอิสราเอลหรือชาวยิวทั้งหมดเป็นปัญหา แล้วเรียกร้องให้จำกัดคนกลุ่มนี้เป็นการเฉพาะ… ทั้งสองทางไม่ใช่คำตอบ แต่สิ่งที่ประเทศไทยควรทำคือเปลี่ยนหลักคิดจาก “Nationality-based” ไปสู่ “Behavior-based” กล่าวคือ ไม่สำคัญว่าคุณจะเป็นใคร แต่เมื่ออยู่บนแผ่นดินไทย คุณอยู่ภายใต้กฎหมายไทยเหมือนกัน หากเป็นนักท่องเที่ยวก็ต้องท่องเที่ยว หากทำงานต้องมีใบอนุญาต หากประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หากใช้นอมินีต้องดำเนินคดี หากก่อเหตุรุนแรงหรือเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย ก็ต้องเพิกถอนสิทธิการพพำนักหรือเนรเทศตามกฎหมาย โดยไม่เลือกปฏิบัติว่าเป็นชาติใดก็ตาม

ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยควรมีระบบ Early Warning ในพื้นที่ท่องเที่ยวมากขึ้น เมื่อพบว่าพื้นที่ใดมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มหนึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเริ่มกระทบชุมชน หน่วยงานรัฐต้องเข้าไปจัดการก่อนที่ความไม่พอใจจะสะสมจนกลายเป็นกระแสต่อต้านในสังคม

สถานทูตของประเทศต้นทางก็ควรเข้ามามีส่วนรับผิดชอบในการสื่อสารกับพลเมืองของตน ซึ่งในกรณีอิสราเอล สถานทูตอิสราเอลเองก็ได้ออกคำแนะนำให้พลเมืองเคารพกฎหมายและวัฒนธรรมไทย และมีการหารือกับฝ่ายไทยเพื่อจัดทำแนวทาง “Do’s and Don’ts” สำหรับนักท่องเที่ยวอิสราเอลแล้ว

ท้ายที่สุด ผมคิดว่าประเด็นนี้ใหญ่กว่าเรื่อง “ยิวในประเทศไทย”

มันคือบททดสอบว่า ในวันที่ประเทศไทยต้องการนักท่องเที่ยว เงินลงทุน และรายได้จากต่างประเทศ เราจะรักษาสมดุลระหว่าง “การเป็นเจ้าบ้านที่ดี” กับ “การเป็นเจ้าของบ้านที่มีกติกา” ได้อย่างไร เราไม่จำเป็นต้องเกลียดใครเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และก็ไม่จำเป็นต้องยอมทุกอย่างเพื่อรักษารายได้จากการท่องเที่ยว

ประเทศไทยควรต้อนรับคนทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา และทุกสัญชาติด้วยมาตรฐานเดียวกัน ขณะเดียวกันก็ต้องกล้าบอกแขกทุกคนอย่างชัดเจนว่า บ้านหลังนี้ยินดีต้อนรับทุกคน แต่ทุกคนที่เข้ามาในบ้านหลังนี้ต้องเคารพกติกาของบ้าน เพราะนั่นไม่ใช่การต่อต้านชาวต่างชาติ แต่มันคือหลักพื้นฐานที่สุดของอธิปไตยของรัฐ

หรือจริงๆ แล้วเราควรต้องเริ่มคิดอย่างจริงจัง ในการหาเงินเข้าประเทศด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติม เพื่อที่จะไม่ต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูอย่างทุกวันนี้… ตั้งคำถามไว้ให้ช่วยกันคิดต่อครับ

เอวัง

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...