โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

ทนายพาผู้เสียหายทวงคดี 3 ปี ปมถูกกล่าวหาสวมสิทธิ์เบิกยารัฐนับล้าน สสจ.ระยองเร่งตรวจสอบ

สยามรัฐ

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ทนายดังระยองพาผู้เสียหายพร้อมครอบครัวติดตามคดีร้องเรียนแพทย์หญิง หลังพบประวัติรักษาโรคหลายชนิดทั้งที่ยืนยันไม่เคยป่วย อ้างพบข้อมูลเบิกยาราคาแพงต่อเนื่อง ด้านจังหวัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง
ทนายดังเมืองระยองพาผู้เสียหายพร้อมครอบครัวบุกสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง ทวงความคืบหน้าคดีร้องเรียนแพทย์หญิงโรงพยาบาลระยองชื่อดัง หลังถูกกล่าวหาว่ามีการบันทึกประวัติการรักษาโรคร้ายแรงหลายโรค ทั้งที่ผู้เสียหายยืนยันไม่เคยป่วย แถมพบข้อมูลการเบิกจ่ายยาราคาแพงต่อเนื่อง อ้างถูกนำไปใช้ในคลินิกส่วนตัว หวั่นรัฐเสียหายหลายล้านบาท ขณะที่ สสจ.ระยอง เผยการตรวจสอบร่วมกับโรงพยาบาลเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างขั้นตอนตามกฎหมาย ด้านผู้ว่าฯ ระยอง ตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะที่อดีต รมช.สธ. เผยเคยมีเรื่องร้องเรียนแพทย์รายนี้เข้ามาสมัยนั่งตำแหน่ง พร้อมแนะตรวจเวชระเบียนย้อนหลังทั้งหมด
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 4 ก.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง นายศราวุธ หลำเจริญ ทนายความชื่อดังของจังหวัดระยอง พานายฟรอม์ อายุ 31 ปี พร้อมครอบครัว เดินทางมาติดตามความคืบหน้ากรณีร้องเรียนแพทย์หญิงชื่อดังรายหนึ่งของโรงพยาบาลระยอง โดยผู้เสียหายกล่าวหาว่า ถูกบันทึกประวัติการรักษาว่าเป็นโรคร้ายแรงถึง 3 โรค ทั้งที่ไม่เคยเข้ารับการรักษาโรคดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและการสมัครงาน เนื่องจากมีประวัติการเจ็บป่วยปรากฏในระบบ
นอกจากนี้ ยังกล่าวหาว่าพบข้อมูลการเบิกจ่ายยาราคาแพงในชื่อของตนเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ไม่ได้เข้ารับการรักษาหรือรับยาดังกล่าว โดยสงสัยว่ายาอาจถูกนำไปใช้ที่คลินิกของแพทย์หญิงรายดังกล่าว จึงได้ร้องเรียนต่อ สสจ.ระยอง และผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง รวมทั้งเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับ ร.ต.ท.กองทัพ ปรีเดช รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองระยอง ตั้งแต่ปี 2567 เพื่อให้ดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา
นายฟรอม์ เปิดเผยว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 2554 หลังเดินทางกลับจากต่างประเทศ มีอาการเวียนศีรษะ จึงเข้าพบแพทย์หญิงชื่อดังที่โรงพยาบาลระยอง โดยได้รับแจ้งว่าไม่มีอาการผิดปกติและไม่ได้รับยา จากนั้นไม่ได้กลับไปรักษาที่โรงพยาบาลระยองอีก โดยหากมีอาการเจ็บป่วยจะไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน
กระทั่งปี 2567 ตนมีอาการแพ้อากาศและไปตรวจสุขภาพกับแพทย์หญิงอีกท่านหนึ่ง แพทย์ได้ตรวจสอบเวชระเบียนและพบว่าตนมีประวัติการรักษา โรคไต โรคเบาหวาน และโรคแพ้ภูมิตนเอง อีกทั้งมีข้อมูลการเบิกจ่ายยาเกี่ยวกับโรคดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง แพทย์ที่ตรวจจึงไม่กล้าจ่ายยาให้ และโทรศัพท์สอบถามบิดาของตนว่าที่ผ่านมาเคยรักษาโรคดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งตนและครอบครัวยืนยันว่าไม่เคย
ผู้เสียหายกล่าวต่อว่า เมื่อสงสัยความผิดปกติจึงปรึกษาทนายและเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองระยอง พร้อมร้องเรียนต่อ สสจ.ระยอง และผู้ว่าฯ ระยอง เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยภายหลังยังได้ตรวจเลือดอีกครั้ง แต่ไม่พบว่าเป็นโรคร้ายแรงตามที่ปรากฏในเวชระเบียน ทำให้เกิดความกังวลว่าประวัติการรักษาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชีวิต โดยเฉพาะการสมัครงานและการดำรงชีวิตในสังคม
ด้านนายศราวุธ หลำเจริญ ทนายความ เปิดเผยว่า หลังยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ สสจ.ระยอง และผู้ว่าฯ ระยอง ผ่านมาประมาณ 3 ปี แต่ยังไม่ได้รับความชัดเจน จึงเดินทางมาติดตามเรื่องด้วยตัวเอง โดยได้เข้าพบ นพ.สุรวิทย์ ศักดานุภาพ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระยอง ซึ่งได้รับแจ้งว่า การตรวจสอบของ สสจ.ระยองร่วมกับโรงพยาบาลระยองดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนตามกฎหมาย
ส่วนในชั้นของจังหวัด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระยองแจ้งว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดระยองได้ตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพื่อให้เรื่องมีความชัดเจน
นายศราวุธ กล่าวอีกว่า จากข้อมูลที่ได้รับยังพบว่ามีผู้ป่วยรายอื่นอาจได้รับผลกระทบในลักษณะใกล้เคียงกัน จึงตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการเบิกจ่ายยาของรัฐโดยไม่ได้เป็นการรักษาผู้ป่วยจริง ความเสียหายอาจมีมูลค่าหลายล้านบาท จึงอยากให้ผู้ที่สงสัยว่าถูกกระทำในลักษณะเดียวกัน เข้าร้องเรียนต่อผู้ว่าฯ ระยอง หรือ สสจ.ระยอง เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ
ขณะที่ นายสาธิต ปิตุเตชะ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่ง รมช.สธ. เคยมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพทย์หญิงรายดังกล่าวเข้ามา และทราบว่าเรื่องอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดระยองเพื่อดำเนินการตรวจสอบ
นายสาธิต กล่าวว่า การตรวจสอบควรดำเนินการอย่างละเอียด โดยเฉพาะการนำเวชระเบียนย้อนหลังของผู้ป่วยทั้งหมดที่แพทย์หญิงรายนี้เคยรักษามาตรวจสอบว่า มีการสั่งจ่ายและเบิกยาของรัฐจริงหรือไม่ รวมถึงควรมีผู้แทนจากแพทย์สภาและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจสอบด้วย หากผลสอบพบว่ามีการกระทำผิดจริง ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เนื่องจากอาจสร้างความเสียหายต่อรัฐเป็นมูลค่าหลายล้านบาท
ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาทั้งหมดอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังไม่ถือว่าแพทย์หญิงรายดังกล่าวกระทำผิดจนกว่าจะมีผลการสอบสวนหรือคำพิพากษาถึงที่สุด โดยคณะกรรมการชุดใหม่ของจังหวัดจะเป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...