โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

1 ทศวรรษ ‘ศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษ’ รับ 41,530 คดีพิจารณา

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 13 ส.ค. เวลา 02.34 น. • เผยแพร่ 13 ส.ค. เวลา 09.31 น.

นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานในงานเสวนาทางวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบวันสถาปนา 1 ทศวรรษ ศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษ ภายใต้หัวข้อ “อนาคตเศรษฐกิจไทยกับโจทย์ใหม่ในการพิจารณาคดีชำนาญพิเศษ” โดยมีผู้บริหารศาล ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางกระบวนการยุติธรรมท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

นายกีรติ วรพุทธพงศ์ ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษ ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางการพัฒนาศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษ” ว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษ พ.ศ. 2558 ซึ่งมีผลใช้บังคับวันที่ 15 ธันวาคม 2558 และเปิดทำการอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 โดยมีภารกิจสำคัญในการพิจารณาคดีอุทธรณ์จากศาลชำนาญพิเศษ ได้แก่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลภาษีอากรกลาง ศาลแรงงาน ศาลล้มละลายกลาง และศาลเยาวชนและครอบครัว เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไป โดยผู้พิพากษาที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เกิดความเป็นเอกภาพ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

ศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษ แบ่งการบริหารคดีออกเป็น 5 แผนก ได้แก่ แผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ แผนกคดีภาษีอากร แผนกคดีแรงงาน แผนกคดีล้มละลาย และแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว นอกจากนี้หากมีปัญหาว่าคดีใดเป็นคดีชำนาญพิเศษ กฎหมายให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัย ซึ่งช่วยลดข้อขัดแย้งเรื่องเขตอำนาจศาลทำให้คู่ความได้รับการพิจารณาคดีจากศาลที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามประเภทคดีชำนาญพิเศษมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การค้า การจ้างงาน และสภาพสังคม

ทั้งนี้คำพิพากษาของศาลจึงไม่ได้มีผลเฉพาะต่อคู่ความ แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างบรรทัดฐาน และความชัดเจนให้แก่ภาคธุรกิจและสังคม เช่น การคุ้มครองเครื่องหมายการค้า การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การคุ้มครองสิทธิแรงงาน ตลอดจนการฟื้นฟูกิจการที่ต้องคำนึงถึงทั้งโอกาสในการดำเนินธุรกิจและความโปร่งใสสุจริตของลูกหนี้

ขณะเดียวกันคดีเยาวชนและครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองเด็ก เยาวชนและสถาบันครอบครัว โดยเฉพาะปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อทั้งบุคคล ครอบครัว และสังคมโดยรวมตลอดระยะเวลาที่เปิดทำการศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษมุ่งมั่นอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาระบบงานศาล นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการคดี จนถึงปัจจุบันมีคดีที่พิจารณาพิพากษาแล้ว 41,530 คดี โดยบุคลากรทุกฝ่ายได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมมีความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรฐานสากล

“ในฐานะประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษ ผมเห็นความสำคัญอย่างยิ่งของการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะการคัดเลือกผู้พิพากษาที่มีความเหมาะสมและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อธำรงมาตรฐานและบรรทัดฐานของคำพิพากษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการแข่งขันทางการค้าความผันผวนทางเศรษฐกิจ ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ล้วนส่งผลต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ประเทศไทย จึงไม่อาจหยุดนิ่งอยู่กับที่”

นายกีรติ กล่าวต่อว่า ด้วยเหตุนี้ตนจึงให้ความสำคัญกับการวางรากฐาน “ทิศทางการพัฒนาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ” เพื่อก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมุ่งสู่มาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ความ ทั้งในและต่างประเทศ และพัฒนาศาลให้เป็นที่พึ่งของประชาชนในคดีที่มีลักษณะพิเศษ เพื่อส่งเสริมความยุติธรรมที่เป็นเลิศและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ด้วยความเชื่อมั่นว่า “ยุติธรรมคือแสงสว่างที่จะนำพาสังคมไปข้างหน้า ด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธา” ความยุติธรรมที่ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง

นายภีม ธงสันติ รองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 1 ทศวรรษ นับตั้งแต่เปิดทำการในปี พ.ศ. 2559 ถึงปี พ.ศ. 2569 ศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษมีคดีเข้าสู่การพิจารณารวมทั้งสิ้น 41,530 คดี สะท้อนถึงภารกิจในการรองรับคดีจำนวนมากและคดีที่มีความซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เฉพาะด้าน โดยศาลยังสามารถบริหารจัดการกระบวนการพิจารณาคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วตามเป้าหมายที่กำหนด

สำหรับสถิติระยะเวลาการพิจารณาพิพากษาคดีในปี พ.ศ. 2568 พบว่า คดีร้อยละ 79.04 พิจารณาแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ขณะที่เกือบทั้งหมดพิจารณาแล้วเสร็จภายใน 1 ปี และมีเพียงร้อยละ 0.05 ที่ใช้ระยะเวลาเกิน 1 ปี สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคดีและการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์การกำหนดระยะเวลาการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรม

นายภีม กล่าวเพิ่มเติมว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมุ่งยกระดับมาตรฐานการอำนวยความยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง ด้วยการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ ในการให้บริการ ทั้งการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท การอ่านคำพิพากษาผ่านระบบถ่ายทอดภาพและเสียงทางไกล การเปิดระบบติดตามความคืบหน้าคดี และการสืบค้นย่อข้อกฎหมายผ่านเว็บไซต์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการของศาลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพบุคลากร ให้มีความรู้และความเชี่ยวชาญรองรับข้อพิพาทที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บรรยายในหัวข้อ “เศรษฐกิจไทยยุคเปลี่ยนผ่านกับความท้าทายใหม่ของกระบวนการยุติธรรม” และ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) บรรยายในหัวข้อ “Reinventing Justice: พลิกโฉมกระบวนการยุติธรรมสู่อนาคตในโลกยุคดิจิทัล”

รวมถึงหัวข้อเสวนาเชิงลึก “อนาคตเศรษฐกิจไทยกับโจทย์ใหม่ในการพิจารณาคดีชำนัญพิเศษ” โดยผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ รศ.ดร.ศุภศิษฏ์ ทวีแจ่มทรัพย์ และดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา ร่วมวิเคราะห์แนวโน้มข้อพิพาททางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความท้าทายของกระบวนการยุติธรรมในบริบทที่เทคโนโลยีและรูปแบบการประกอบธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การจัดงานเสวนาวิชาการในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการสะท้อนผลการดำเนินงานตลอด 1 ทศวรรษของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แต่ยังเป็นการกำหนดทิศทางของกระบวนการยุติธรรมให้สอดรับกับบริบททางเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลง

โดยศาลมุ่งพัฒนาระบบการพิจารณาคดีให้มีความรวดเร็ว เป็นธรรม โปร่งใส และมีมาตรฐาน ตลอดจนใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้เฉพาะทางเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุน อันจะนำไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่โปร่งใส มีมาตรฐาน และเอื้อต่อการค้าและการลงทุน พร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง เป็นธรรม และยั่งยืนต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...