โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

On History : คุกกี้แคร์รอตวันคริสต์มาสอีฟของอเมริกันชน มีที่มาจากการบูชาม้าของเทพโอดินของพวกนอร์ส / ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 15 ธ.ค. 2564 เวลา 08.32 น. • เผยแพร่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 06.00 น.

 

คุกกี้แคร์รอตวันคริสต์มาสอีฟ

ของอเมริกันชน

มีที่มาจากการบูชาม้าของเทพโอดิน

ของพวกนอร์ส

 

เด็กน้อยชาวคริสต์ต่างก็มีธรรมเนียมการแขวนถุงเท้า (หรือถุงรูปทรงคล้ายถุงเท้า) เอาไว้ที่เตาผิงของบ้าน (หรือปลายเตียงของคุณหนูๆ เขาก็ได้) ในคืนสุกดิบก่อนวันคริสต์มาส หรือที่เรียกว่า “คริสต์มาสอีฟ” ซึ่งตรงกับวันที่ 24 ธันวาคมของทุกปี

แน่นอนว่าเด็กน้อยเหล่านี้ต่างก็มุ่งหวังให้ตื่นเช้าขึ้นมา ภายในถุงเท้าเหล่านั้นจะบรรจุไปด้วยของเล่น ขนม หรือของขวัญอะไรก็แล้วแต่ ที่คุณลุงซานต้าคนดีนำมามอบให้กับพวกเขา

แต่ทำไม ซานตาคลอสต้องเอาของขวัญไปยัดไว้ในบรรจุภัณฑ์เหม็นๆ อย่างถุงเท้าด้วยล่ะครับ?

ตำนานอธิบายเหตุเกี่ยวกับเรื่องนี้มีอยู่หลายสำนวน แต่สำนวนที่ถูกอ้างอิงถึงมากที่สุด เป็นเรื่องของนักบุญนิโคลาส แห่งไมรา (Saint Nicolas of Myra, ปัจจุบันอยู่ในประเทศตุรกี) กับชายยากจน

 

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อนานโขมาแล้ว ชายยากจนคนหนึ่งมีลูกสาวแสนงามอยู่สามนาง ปัญหาที่สุมอยู่ในใจชายคนนั้นก็คือ เขาเป็นห่วงลูกสาวทั้งสามว่าหากเขาตายไปแล้วจะมีชีวิตอยู่กันได้อย่างไร?

ครั้นจะให้ออกเรือนไปชายคนนี้ก็ยากจนเสียจนไม่มีเงินจะให้ลูกทั้งสามได้แต่งงาน

สุดท้ายเรื่องไปถึงหูนักบุญนิโคลัส ในยามที่อาทิตย์ลับฟ้าไปแล้ว นักบุญท่านเลยแอบโยนถุงที่บรรจุไว้ด้วยลูกบอลทองคำสามถุงเข้าไปในบ้านของชายยากจนผู้นั้น

และถุงเจ้ากรรมก็ดันไปแลนดิ้งลงในถุงเท้าของสาวๆ ทั้งสามนางที่นำไปตากอยู่ที่เตาผิงภายในบ้านพอดี

ด้วยทานที่นักบุญท่านโปรยมาให้ ตำนานเรื่องจึงได้จบลงอย่างแฮปปี้เป็นที่สุด เพราะลูกสาวแสนสวยทั้งสามนางของชายยากจนนั้นได้ออกเหย้าออกเรือนกันทุกคน และก็ทำให้เกิดประเพณีการแขวนถุงเท้าไว้ในคืนคริสต์มาสอีฟ

แถมชาวคริสต์จำนวนมากจะเชื่อว่านักบุญนิโคลัส แห่งไมรา คนนี้นี่แหละคือ ซานตาคลอสตัวจริง (ส่วนจะจริงหรือเปล่านั่นก็อีกเรื่อง)

 

แต่ไม่ว่านักบุญท่านจะเป็นซานตาคลอสตัวจริงหรือเปล่า เด็กน้อยผู้ศรัทธาในพระคริสต์ก็ต่างนิยมแขวนถุงเท้ารอของขวัญจากซานตาคลอสกันในทุกคืน ของวันคริสต์มาสอีฟ กันอยู่ดี

ยกเว้นแต่เด็กๆ ชาวอเมริกันชนมีธรรมเนียมเก่าแก่ที่จะปฏิบัติกันในคืนคริสต์มาสอีฟแตกต่างออกไป เพราะจะนำ “คุกกี้” ที่มีส่วนผสมของ “แคร์รอต” กับนมสด มาเตรียมไว้ให้กับคุณลุงซานต้าด้วย

แถมธรรมเนียมที่ว่านี่ ยังมีเด็กอเมริกันจำนวนนับเป็นล้านๆ คน ปฏิบัติกันอยู่อย่างเคร่งครัดจนกระทั่งปัจจุบันเลยนะครับ (แน่ล่ะ คุกกี้จำนวนกระจิริด กับนมสดแค่แก้วเดียว แลกกับของเล่นจากลุงซานต้านี่มันคุ้มยิ่งกว่าคุ้มอยู่แล้ว)

ว่ากันว่า ธรรมเนียมดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกตกต่ำ ในช่วงทศวรรษ 1930s ที่พวกฝรั่งเขามีศัพท์เรียกเป็นการเฉพาะว่า “the Great Depression”

และก็เป็นเพราะการที่เศรษฐกิจโลกพังระเนระนาดจนเหมือนถูกพายุบุแคมเข้าถล่มในครั้งนั้นเอง ที่ทำให้พ่อ-แม่ผู้ปกครองของเด็กๆ ในสหรัฐอเมริกา พยายามที่จะสอนสั่งลูก-หลานของพวกเขาว่า การแสดงความขอบคุณตอบกลับสำหรับสิ่งของที่พวกน้องๆ โชคดีที่คุณลุงหนวดเฟิ้ม ในยูนิฟอร์มสีแดงคนนั้นนำมามอบให้นั้น เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง

แน่นอนว่า การแสดงความขอบคุณตอบกลับที่น้องๆ หนูๆ มีต่อซานตาคลอส ก็คือสิ่งตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ อย่างคุกกี้ที่เจือเอาแครอตผสมลงไปบางๆ กับนมสดแก้วนั้นนั่นแหละ

แต่คำถามที่สำคัญก็คือ ทำไมคุกกี้ที่ใช้เป็นของตอบแทนให้กับซานตาคลอส จะต้องมีการจำเพาะเจาะจงว่า ให้ผสม “แคร์รอต” ลงไปด้วย?

 

ข้อมูลจากประเพณีเก่าแก่ในศาสนาดั้งเดิมของพวกเยอรมนิก และสแกนดิเนเวียน ที่กระทำเพื่อบูชา “ม้า” ของเทพเจ้าโอดิน (Odin) อาจเป็นคำตอบในที่นี้

โทษฐานที่โอดินเป็นราชาแห่งทวยเทพของพวกนอร์ส (Norse) ม้าของพระองค์จึงจะเป็นม้ากระจอกทั่วไปอย่างใครเขาไม่ได้ ม้าของพระองค์มีแปดขา สามารถเหาะเหินเดินอากาศ และมีชื่อเรียกยากๆ ว่า “สเลปนีร์” (Sleipnir)

พวกเด็กๆ ชาวเยอรมนิกและสแกนดิเนเวียนในสมัยโบราณจะเอาฟางข้าว, น้ำตาล และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แคร์รอต” ใส่ไว้ในรองเท้าบู๊ตของพวกเขา จากนั้นจึงเอาไปไว้ใกล้ๆ กับปล่องไฟ เพื่อมอบให้กับเจ้าม้าสเลปนีร์ตัวนั้น เพราะเชื่อกันว่าเทพโอดินจะทรงตอบแทนความใจดีของเด็กๆ ด้วยขนม หรือของขวัญบางอย่าง โดยจะใส่คืนลงไปในรองเท้าบู๊ตของพวกเด็กน้อยแทน

ตรงนี้แหละครับ ที่ทำให้ใครบางคนอธิบายเอาไว้ว่า นี่คือที่มาของธรรมเนียมการแขวนถุงเท้าในคืนคริสต์มาสอีฟ ซึ่งถูกชาวคริสต์เทกโอเวอร์ไปเป็นของตนเองมาจนกระทั่งทุกวันนี้

 

แถมที่มาของธรรมเนียมการเอาอาหารการกินไปยัดไว้ในรองเท้าสำหรับเจ้าสเลปนีร์นี่ก็เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะชื่อเจ้าม้า “Sleinir” ในภาษานอร์สโบราณหมายถึง “ลื่น” (Slippy) หรือ “รองเท้ากันลื่น” (Slipper, ที่ไทยเรามักจะแปลว่า รองเท้าแตะ กันอยู่แค่ความหมายเดียว)

ที่สำคัญก็คือ ประเพณีที่ว่านี้ยังกระทำกันในช่วงกลางของฤดูหนาวในทวีปยุโรป คือในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม ซึ่งจะมีเทศกาลเฉลิมฉลองที่เรียกว่า Yule (อ่านออกเสียงตามสำเนียงชาวนอร์วีเจี้ยนปัจจุบันได้ประมาณว่า อือเล่อะ)

เทศกาล Yule จะดำเนินติดต่อกันไป 12 วัน โดยคาบเกี่ยวกับช่วงวันคริสต์มาสของชาวคริสต์ โดยกลุ่มคนที่ชาวคริสต์เรียกอย่างดูถูกดูแคลนว่าพวกเพเกิน (pagan, ในที่นี้แปลตรงตัวว่าพวกนอกศาสนาคริสต์) จะเชื่อกันว่า ในระหว่างช่วงเทศกาล Yule นั้น จะมีปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติเกิดขึ้นถี่มากอย่างผิดปกติ

ที่สำคัญคือจะมีขบวนของสิ่งลี้ลับที่เรียกว่า ‘นักล่าแห่งพงไพร’ (Wild Hunt) ปรากฏขึ้นกลางท้องฟ้า

ขบวนนักล่าแห่งพงไพรนี้ คือขบวนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลี้ลับอันประกอบไปด้วยทั้ง กลุ่มคนที่ตายไปแล้ว, พวกเอลฟ์ หรือแม้กระทั่งเทวดาตัวน้อย (fairy) แต่จะมีผู้นำขบวนเป็นเทพเจ้าท้องถิ่นที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละกลุ่มชน แต่เรียกรวมกันในหมู่ชาวเยอรมนิกกลุ่มใหญ่ว่า “โวดาน” (Wodan) แต่พวกนอร์สรู้จักกันในชื่อของ เทพเจ้าโอดิน องค์เดิมนี่เองแหละครับ

แน่นอนว่า ระหว่างที่เทพเจ้าโอดินนำฝูงขบวนนักล่าแห่งพงไพร ข้ามผ่านฟากฟ้าในช่วงเทศกาล Yule ที่ว่านี้ พระองค์ก็ทรงพาหนะเป็นเจ้าม้าแปดขาสเลปนีร์นี่เอง ซึ่งนักวิชาการก็มีความเห็นระบุไว้ตรงกันอยู่มากว่า การที่เทพโอดินขี่เจ้าสเลปนีร์ข้ามผ่านฟากฟ้า ในช่วงเทศกาล Yule นี่แหละ คือที่มาของความเชื่อที่ว่า ซานตาคลอสขี่รถเลื่อนที่เทียมไว้ด้วยกวางเรนเดียร์

ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรเลยสักนิด ที่ในปัจจุบันนี้ลูกหลานสายตรงของพวกนอร์สโบราณอย่าง ชาวนอร์วีเจี้ยน และชนชาวสแกนดิเนเวียนอื่นๆ จะยังเรียกเทศกาลคริสต์มาสด้วยภาษาดั้งเดิมของตนเองว่า Yule ให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ

 

การที่พ่อ-แม่ของเด็กน้อยชาวอเมริกันชน ในยุคที่พายุดีเปรสชั่นลูกยักษ์เข้าถล่มเศรษฐกิจโลก เมื่อทศวรรษ 1930s ให้ผสมแคร์รอตลงไปในคุกกี้ที่จะมอบให้คุณลุงซานต้าจึงไม่ใช่เหตุบังเอิญ เพราะแน่นอนว่า ซานตาคลอสจะไม่ได้เก็บเอาไว้สวาปามคนเดียวแน่

คุณลุงเคราเฟิ้มคนนี้จะเอาไปป้อนบรรดากวางเรนเดียร์ที่ใช้เทียมรถเลื่อน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าแดชเชอร์ (Dasher), แดนเซอร์ (Dancer), แพรนเซอร์ (Prancher), วิเซน (Vixen), โคเม็ต (Comet), คิวปิด (Cupid), ดอนเดอร์ (Donder) และบลิตเซน (Blitzen)

(ส่วนเจ้ากวางเรนเดียร์จมูกสีแดงตัวเดียวในฝูงที่ชื่อรูดอล์ฟ, Rudolph, เพิ่งถูกเพิ่มเติมเข้ามาใหม่เมื่อ ค.ศ.1939 หรือ พ.ศ.2482 เท่านั้น)

และอันที่จริงแล้ว ความที่เชื่อว่า คุณลุงซานต้ามีรถเลื่อน ซึ่งเทียมไว้ด้วยฝูงกวางเรนเดียร์ก็เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานนัก โดยมีหลักฐานเก่าแก่ที่สุดอยู่ในกวีบทหนึ่ง ซึ่งตีพิมพ์พร้อมกับรูปประกอบเมื่อปี ค.ศ.1821 (ตรงกับ พ.ศ.2364) เท่านั้น โดยบทกวีดังกล่าวมีข้อความบางส่วนระบุว่า

“…ลุงซานตาคลอสผู้มากสุขสันต์ เรนเดียร์พาท่านผ่านคืนเหมันต์…” (Old Santeclaus with much delight/ His reindeer drives this frosty night)

และนั่นก็แปลว่าความเชื่อเรื่องคุณลุงซานต้าขี่รถเลื่อนเทียมด้วยฝูงกวาง แถมยังเป็นกวางที่โปรดปรานรสชาติของแคร์รอตเป็นพิเศษนั้น อาจจะไม่ได้เป็นความเชื่อที่เก่าแก่อะไรมากนัก

แต่การที่ยังมีธรรมเนียมการใส่ “แคร์รอต” ของโปรดของเจ้าม้าสเลปนีร์ผสมลงในคุกกี้ ก็แสดงให้เห็นถึงร่องรอยความเชื่ออย่างดั้งเดิม ก่อนจะกลืนกลายมาเป็นความเชื่อเรื่อง “ซานตาคลอส” อย่างในปัจจุบันนี้ เจ้ากวางเรนเดียร์ทั้งหลายจึงต้องชื่นชอบรสชาติของคุกกี้ผสมแคร์รอต ไปด้วยรากเหง้าทางประวัติศาสตร์อย่างที่ว่านี่เอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...