1 ก.ค. ศาลรธน.ชี้ชะตา “นายกฯแพทองธาร” จุดเปลี่ยนการเมืองไทย?
*** หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,108 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย
*** สถานการณ์ของประเทศไทยยามนี้ ต้องจับตาไปที่เรื่อง “การเมือง” ซึ่งเป็นการเมืองจากประเทศเพื่อนบ้านเราคือ “กัมพูชา” กรณีปัญหากระทบกระทั่งชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้อุณหภูมิการเมืองไทย “ร้อนระอุ” จากคลิปเสียงสนทนา “แพทองธาร-ฮุนเซน” ที่หลุดว่อนสื่อสังคมออนไลน์ จนกลายเป็นชนวนให้ “พรรคภูมิใจไทย” หยิบยกมาเป็นข้ออ้างฉวยโอกาสถอนจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่อาจเป็นประเด็นชี้ทิศทางอนาคตของรัฐบาล “แพทองธาร 1” คือ การประชุมศาลรัฐธรรมนูญ ในวันอังคารที่ 1 ก.ค.2568 ที่กำลังจะมาถึงนี้
หลังจากที่ มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ยื่นคำร้องในนามสมาชิกวุฒิสภา 36 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีบทสนทนากับ “ฮุนเซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา เข้าข่ายให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่
เหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดประชุมในวันที่ 1 ก.ค. 2568 เพราะในช่วงระหว่างวันที่ 23–26 มิ.ย. 2568 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งงดการประชุมปรึกษาคดีทั้งหมดเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เนื่องจากประเทศไทยในฐานะประธานสมาคมศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่าแห่งเอเชีย (AACC) ระหว่างปี 2566–2568 ได้รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมการสมาชิก (Board of Members Meeting – BoMM) โดยการประชุมดังกล่าวจัดขึ้นที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพมหานคร โดยมีประเทศสมาชิก AACC เช่น สาธารณรัฐเกาหลี ตุรกี และ อุซเบกิสถาน เข้าร่วมแบบพบหน้า (On-site) ขณะที่สมาชิกประเทศอื่นร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ โดยเป็นกิจกรรมตามข้อบังคับ AACC ข้อที่ 15 ซึ่งกำหนดให้ประเทศประธานต้องจัดประชุมอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง …ศาลรัฐธรรมนูญจะกลับมาประชุมพิจารณาคดีอีกครั้งในวันที่ 1 ก.ค. 2568
*** ว่ากันว่า ในวันอังคารที่ 1 ก.ค. 2568 จะเป็นวันสำคัญชี้ชะตา “นายกฯแพทองธาร” เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่าจะรับคำร้อง “ถอดถอนนายกฯ” ไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ … ก่อนหน้านั้น “36 สมาชิกวุฒิสภา” ที่ยื่นคำร้องอ้างอิง มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่า คลิปเสียงการสนทนาระหว่างนายกฯ ไทย กับ ผู้นำกัมพูชา มีเนื้อหาเกี่ยวพันกับการสั่งการระดับกองทัพ หรือ การใช้ตำแหน่งแทรกแซงกลไกความมั่นคง ซึ่งอาจเข้าข่าย “ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง” หากศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ยังอาจมี “คำสั่งให้นายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่” ตามคำขอของผู้ร้อง จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยขั้นสุดท้ายในคดีนี้
*** การดำเนินคดีในลักษณะนี้คล้ายกับกรณีของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนนรี ในอดีต ซึ่งต่างเคยเผชิญคำสั่ง “หยุดปฏิบัติหน้าที่” ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมาแล้วทั้งสิ้น แม้จะยังไม่มีมติ “ศาลรัฐธรรมนูญ” รับคำร้องในขณะนี้ แต่กระบวนการที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลให้เสถียรภาพของรัฐบาลนำโดย “พรรคเพื่อไทย” สั่นคลอนอย่างมีนัยสำคัญ
โดยเฉพาะหลังพรรคภูมิใจไทยถอนตัวพ้นพรรคร่วมรัฐบาล …หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ “นายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่” พรรคเพื่อไทยจะต้องเสนอรายชื่อรองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งขึ้นรักษาการแทน ในที่นี้จะเป็น “ภูมิธรรม เวชยชัย” ซึ่งเป็นรองนายกฯ ลำดับที่ 1 ขึ้นมารักษาการนายกฯ ซึ่งนอกจากจะเผชิญกับแรงเสียดทานภายในแล้ว ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายค้านและภาคประชาชนที่เริ่มมีความเคลื่อนไหวกดดันให้ยุบสภา แต่หากศาล “ไม่รับคำร้อง” อาจคลี่คลายสถานการณ์บางส่วน แต่ความน่าเชื่อถือทางการเมืองของ“นายกฯแพทองธาร” ก็อาจจะยังถูกตั้งคำถามในระดับสาธารณะต่อไป
*** บทสรุปของคดีนี้จะยังไม่จบในวันที่ 1 ก.ค. 2568 แต่หากศาลรัฐธรรมนูญมีมติ “รับคำร้อง” นั่นหมายถึงการเปิดประตูสู่กระบวนการตรวจสอบทางตุลาการอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจเปลี่ยนการเมืองไทยได้ในทุกมิติ และที่สำคัญจะเป็นอีกครั้ง ที่การเมืองไทยกำลังกลับไปตั้งหลักอยู่ใน “สนามตุลาการ” มากกว่า “สนามเลือกตั้ง”