โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘คณะมนตรียูเอ็น’นัดถกด่วน!

ไทยโพสต์

อัพเดต 25 ก.ค. 2568 เวลา 21.29 น. • เผยแพร่ 25 ก.ค. 2568 เวลา 17.01 น.

“คณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น” ถกด่วนปมไทย-กัมพูชา “มะกัน-ฝรั่งเศส” ออกแถลงการณ์ยุติการยิงทันที “ไทย” ลุยส่งหนังสือทั้ง UNSC และ UN ไล่เรียงเหตุการณ์ตั้งแต่วางทุ่นระเบิดจนถึงเปิดฉากยิงก่อน ชี้ชัดเขมรละเมิดอนุสัญญาออตตาวา-กฎบัตรสหประชาชาติ-อนุสัญญาเจนีวา

เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เตรียมจัดการประชุมฉุกเฉินแบบปิดในวันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม เวลา 15.00 น. หรือตรงกับเวลา 22.00 น. ตามเวลาในไทย เพื่อตรวจสอบและหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกำลังบานปลายอย่างหนัก

ด้านสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์ว่า สหรัฐอเมริกามีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับรายงานการต่อสู้ที่ทวีความรุนแรงขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เรารู้สึกตกใจเป็นอย่างมากกับรายงานถึงอันตรายที่เกิดขึ้นกับพลเรือนผู้บริสุทธิ์ เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียชีวิต เราเรียกร้องอย่างจริงจังให้ยุติการโจมตีโดยทันที ปกป้องพลเรือน และระงับข้อพิพาทด้วยสันติวิธี

ส่วนกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์ว่า ฝรั่งเศสขอแสดงความวิตกกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุปะทะบริเวณชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2568 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต ฝรั่งเศสขอเรียกร้องให้กัมพูชาและไทยยุติการปะทะโดยทันที และยึดหลักสันติวิธีในการแก้ไขข้อพิพาทตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ฝรั่งเศสขอแนะนำให้พลเมืองฝรั่งเศสหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ชายแดนดังกล่าว สำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวอยู่แล้ว ขอให้เดินทางออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด และแจ้งข้อมูลติดต่อของตนต่อสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสได้

ขณะที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์รัฐบาลผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ตอนหนึ่งว่า เมื่อวานนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงข้อเท็จจริงกับเลขาธิการสหประชาชาติ และรัฐบาลได้มีหนังสือถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ประณามการโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งขอเชิญชวนให้ประชาคมโลกร่วมประณามการกระทำอันไร้มนุษยธรรมนี้

นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะรองโฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงว่า ตามที่ปรากฏในรายงานข่าวว่าฝ่ายกัมพูชาได้ส่งหนังสือถึงประธานยูเอ็นเอสซี ขอให้เรียกประชุมด่วนเพื่อยุติเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายรุกรานอธิปไตยของกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ ฝ่ายไทยโดย กต.ได้มีหนังสือถึงยูเอ็นเอสซีเช่นกัน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งไทยมีหลักฐานว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน และใช้ความรุนแรงจนพลเรือนฝ่ายไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เป็นการรุกรานอธิปไตยเป็นที่ประจักษ์อย่างชัดเจน ไทยขอให้ประธานยูเอ็นเอสซีเวียนหนังสือของฝ่ายไทยที่เป็นเอกสารทางการของยูเอ็นเอสซี เพื่อให้สมาชิกทุกประเทศได้รับทราบด้วย โดย รมว.กต. ซึ่งขณะนี้อยู่ที่นครนิวยอร์ก ได้พบกับบุคคลสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้แทนของประเทศปากีสถาน ซึ่งเป็นประธานของยูเอ็นเอสซีในเดือน ก.ค. และยังได้พบกับผู้แทนปานามา ซึ่งจะเป็นประธานยูเอ็นเอสซีในเดือน ส.ค. เพื่อชี้แจงจุดยืนและนำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และยังได้พบกับเลขาธิการยูเอ็นอีกด้วย

นางมาระตียังกล่าวถึงการประชุมแบบปิดของยูเอ็นเอสซีว่า เป็นการจัดขึ้นเป็นปกติเมื่อมีเหตุการณ์ปะทะระหว่างสองประเทศที่เกิดขึ้นทั่วโลก และไม่ใช่เป็นการประชุมเพื่อลงมติใดๆ เป็นเพียงการหารืออย่างไม่เป็นทางการ โดยเชิญคู่กรณีพร้อมกับสมาชิก 15 ประเทศ ทั้งสมาชิกถาวรและไม่ถาวรของยูเอ็นเอสซีไปให้ข้อมูล

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าววว่า รัฐบาลไทย โดย กต. และคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมระหว่างประเทศอย่างตรงไปตรงมา บนพื้นฐานของหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งล่าสุดคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ได้ส่งหนังสือแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ไปยังคณะผู้แทนถาวรและคณะผู้สังเกตการณ์ถาวรประจำสหประชาชาติในนครนิวยอร์กทั้งหมดแล้ว

มีรายงานว่า คณะผู้แทนถาวรไทยได้ส่งหนังสือออกไป 3 ฉบับแล้วตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. โดยฉบับแรกเป็นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อตอบโต้ข้อกล่าวอ้างของนายกฯ กัมพูชาให้กับนายอาซิม อิฟติคาร์ อาหมัด เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรปากีสถานประจำยูเอ็น ในฐานะประธาน UNSC ในปัจจุบัน พร้อมส่งหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้คณะผู้แทนถาวรของสมาชิกสหประชาชาติทั้งหมดรับทราบด้วย

ขณะเดียวกัน คณะผู้แทนถาวรไทยยังได้ส่งหนังสือไปถึงนายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการยูเอ็น เพื่อแจ้งเหตุการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ เก็บสะสม ผลิต และถ่ายโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

ทั้งนี้ นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำยูเอ็น ได้เผยถึงหนังสือที่ทำถึงยูเอ็น โดยเริ่มตั้งแต่การไล่เรียงเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 16 และ 23 ก.ค.2568 ที่ทหารไทยกำลังลาดตระเวนตามเส้นทางปกติเหยียบทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ส่งผลให้ทหาร 2 นายบาดเจ็บสาหัส ส่งผลถึงขั้นพิการถาวร ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ก.ค.2025 เวลา 08.20 น. ทหารกัมพูชาได้เปิดฉากยิงใส่ฐานทหารไทยที่ตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ประเทศไทย ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นายโดยทันที หลังจากนั้นไม่นาน กองทัพกัมพูชาได้เปิดการโจมตีดินแดนของไทยใน 4 จังหวัด โดยไม่เลือกเป้าหมาย ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี การกระทำที่ก้าวร้าว ไม่เลือกเป้า และขัดต่อกฎหมายต่อพลเรือนไทยเหล่านี้ ก่อให้เกิดภัยร้ายแรงและนำไปสู่การสูญเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์อย่างน่าเศร้า ซึ่งรวมถึงผู้หญิงและเด็ก โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน รวมถึงโรงพยาบาล และโรงเรียนได้รับความเสียหายอย่างมากเช่นกัน ณ เวลา 14.00 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ.2025 การโจมตีดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 11 ราย และบาดเจ็บ 24 คน ในจำนวนนี้ 8 คนอาการสาหัส มีประชาชนมากกว่า 102,000 คน ได้รับการอพยพออกจากบ้านของตน

“การโจมตีด้วยอาวุธอย่างต่อเนื่องโดยปราศจากการยั่วยุใดๆ ของกองทัพกัมพูชา เป็นการละเมิดอย่างชัดเจนต่อมาตรา 2 (4) ของกฎบัตรสหประชาชาติ รวมถึงหลักการแห่งความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างรัฐ ประเทศไทยได้ใช้ความอดกลั้นและยับยั้งชั่งใจอย่างที่สุด ต่อการโจมตีด้วยอาวุธซึ่งมีการเตรียมการล่วงหน้าโดยกัมพูชา แต่ถูกบังคับให้ใช้สิทธิในการป้องกันตนเองโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ”

หนังสือยังระบุว่า ประเทศไทยขอประณามอย่างรุนแรงต่อการโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมายของกัมพูชาต่อพลเรือน ทรัพย์สินของพลเรือน และสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาล ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ.1949 อย่างชัดเจน โดยเฉพาะมาตรา 18 แห่งอนุสัญญาเจนีวาฯ ฉบับที่หนึ่ง (ว่าด้วยการคุ้มครองผู้บาดเจ็บและเจ็บป่วย-การคุ้มครองโรงพยาบาล) และมาตรา 19 แห่งอนุสัญญาเจนีวาฯ ฉบับที่ 4 (ว่าด้วยการคุ้มครองหน่วยงานและสถานพยาบาล) การกระทำอันไร้มนุษยธรรมเช่นนี้ได้ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานและความยากลำบากแก่พลเรือนผู้บริสุทธิ์.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...