โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ทรัมป์’ ไม่ยอมไทย KKP วิเคราะห์ภาษี 36% กดดันไทยเจรจารอบสอง

TODAY

อัพเดต 08 ก.ค. 2568 เวลา 20.59 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 12.00 น. • workpointTODAY

ประเทศไทยโดนสหรัฐฯ ประกาศเรียกเก็บภาษี 36% จัดอยู่ใน 14 ประเทศแรกที่ได้รับจดหมายแจ้งภาษีศุลกากร จากตอนแรกที่คาดหวังว่าการเจรจาจะช่วยลดภาษีลงได้ แต่ยังคงถูกเก็บเท่าเดิม

ที่สำคัญคือไทยถูกเก็บภาษีในระดับที่สูงกว่าคู่แข่งอย่าง เวียดนาม มาเลเซีย เหตุผลเพราะอะไร แล้วผลกระทบที่ตามมาจะเป็นแบบไหน?

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ภาษี 36% ถือว่าเซอร์ไพรส์มากและค่อนข้างร้ายแรง เราไม่รู้แน่ชัดว่าสหรัฐฯ ต้องการอะไร แต่ที่แน่ๆ คือรู้ว่าสหรัฐฯ อยากใช้ตำแหน่งในการเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ของโลก

เพราะถ้าไปดูการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ที่ต่อปีสูงถึง 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการขาดดุลที่มากที่สุดในโลก และการที่ขาดดุลเยอะขนาดนี้มันต้องมีการเอาเปรียบ และทรัมป์ก็อยากเข้ามาแก้ไขการโดนเอาเปรียบตรงนี้โดยการตั้งกำแพงภาษีขึ้นมา และอีกทางก็คือเพื่อสร้างรายได้กลับเข้าสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องการคลังอยู่ด้วย

ตอนนี้ไทยและอีก 13 ประเทศ มองว่าเป็นกลุ่มแรกที่การเจรจาอาจจะไม่สำเร็จหรืออาจไม่ได้ไปต่อ และก็น่าจะมีกลุ่มที่สองที่จะถูกส่งจดหมายไปถึงในอีกสักระยะน่าจะราวๆ 100 ฉบับ และกลุ่มสุดท้ายที่กำลังเจรจากันอยู่ เช่น ยุโรปหรืออินเดีย

[ ถ้าเก็บ 36% จริงไทยจะเป็นยังไง? ]

ในกรณีที่มีการเก็บภาษี 36% ‘ดร.พิพัฒน์’ มองว่ากลุ่มที่น่าจะกระทบมากที่สุดคือ การเกษตร แม้ว่าถ้าเทียบกับ GDP แล้วจะมีสัดส่วนแค่ 8% แต่ถ้าดูการจ้างงานที่มีมากถึง 30% ดังนั้น ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจไม่เยอะแต่ผลกระทบต่อคนน่าจะเยอะมาก ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมหมูน่าจะมีคนในนั้นราวๆ แสนคน และยังมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องกันอีก

ในด้านผลกระทบต่อ GDP เราประเมินว่าถ้ามีการเก็บภาษี 36% จะกระทบ GDP ให้ลดลงราว 0.4-0.5% ซึ่งปีนี้เหลืออีกครึ่งปี ดังนั้นจะโดนแค่ช่วงหลังไม่ได้โดนทั้งปี 2568 ผลกระทบคาดว่าจะอยู่ที่ -0.2% แต่ถ้าลากยาวไปถึงปีหน้าทั้งปีคงกระทบหนักกว่านี้มากแน่นอน

ทั้งนี้ ในความเป็นจริงเชื่อว่าในหลายภาคส่วนอาจจะต้องเริ่มพูดถึงการเปิดเสรี การลดการช่วยเหลือ การคุ้มครอง เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น และได้ปรับตัวตามสถานการณ์

[ ต้องทำยังไงสหรัฐฯ ถึงจะยอมลดภาษี ]

‘ดร.พิพัฒน์’ เล่าถึงรีพอร์ตของสหรัฐฯ ว่าเคยโน๊ตไว้ว่าไทยมีประเด็นกีดกันทางการค้าหลายเรื่อง หรือพูดง่ายๆ คือไทยเก็บภาษีนำเข้าจากสหัฐฯ สูงมากกว่าที่สหรัฐฯ เก็บกับไทยมาตั้งนานแล้ว

อุตสาหกรรมที่ไทยเก็บเยอะที่สุดคือ การเกษตร โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ธัญพืช หรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรทั้งหลายที่อาจจะโดนภาษีอยู่ที่ 30-50%

รวมถึงประเด็นค่าตรวจสินค้านำเข้าต่างๆ หรือการคอรัปชั่นที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น และยังพูดถึงมาตรการทางสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหมูที่ไทยเคยไปเคลมว่ามีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างอยู่ เป็นต้น

และบางคนมีการพูดถึงมาตรการที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของการค้าเลย เช่น การร่วมมือกับบางประเทศที่อาจทำให้สหรัฐฯไม่ยอมลดภาษีหรืออาจจะเพิ่มภาษีมากขึ้นด้วยซ้ำ

ตอนนี้เรารู้แค่ว่าเรามีปัญหาหรือมีประเด็นอะไรกับสหรัฐฯ บ้างแต่คำถามคือแล้วถ้าเราทำตามสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการได้ทั้งหมด สหรัฐจะยอมลดภาษีให้ไทยไหม? ในส่วนนี้ก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันเพราะเราไม่รู้ว่าแท้จริงสหรัฐฯ ต้องการอะไร

[ เดินเกมเจรจาอีกรอบ ]

อย่างไรก็ตาม ‘ดร.พิพัฒน์‘ มองว่าภาษีที่ 36% นี้น่าจะยังไม่ใช่สุดท้าย แต่น่าจะประกาศเพื่อเรียกให้มีการเข้าไปเจรจาใหม่อีกครั้ง และแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ เอาจริงถ้ายังไม่มีการเจรจาข้อตกลงที่ถูกใจ เชื่อว่าตอนนี้ประตูยังไม่ได้ปิด ยังมีเวลาให้สามารถเข้าไปเจรจาได้เนื่องจากมีการเลื่อนเวลาจากวันที่ 9 ก.ค. 68 ไปเป็น 1 ส.ค. 68 แทน

ในท้ายที่สุด คงต้องไปดูว่าสหรัฐฯ ต้องการอะไร เราต้องทำเท่าไหร่ถึงจะพอ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวไปเป็นวิเคราะห์จากสถานการณ์ภาพรวม คนที่รู้ดีที่สุดคือคนที่อยู่ในห้องเจรจา ซึ่งการเจรจาถือเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะเกี่ยวข้องกับประโยชน์กับผลประโยชน์ ชีวิตคน อุตสาหกรรมและแรงงานจำนวนมาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...