โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ลูกหลานลุ่มน้ำโขง: เมื่อเด็ก ๆ ลุกขึ้นปกป้องสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตที่กำลังเลือนหาย

TODAY

อัพเดต 02 ก.ค. 2568 เวลา 13.11 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 06.07 น. • workpointTODAY

ในยามเช้าของเดือนพฤษภาคมที่สายหมอกยังลอยเหนือผิวน้ำโขง เด็ก ๆ วัย 5-17 ปี จำนวน 40 คนในอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย มารวมตัวกันที่แพริมฝั่งแม่น้ำ พวกเขาไม่ได้มาเพียงเพื่อชมความงามของธรรมชาติเท่านั้น แต่มาร่วมกันเรียนรู้รากเหง้า วิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อมของตนเอง พร้อมทั้งใช้พลังเสียงเล็ก ๆ ถ่ายทอดเรื่องราวของแม่น้ำสายสำคัญนี้ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในชุมชนมาอย่างยาวนาน และร่วมกันปกป้องธรรมชาติบ้านเกิด

กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาสาสมัคร I AM UNICEF และแคมเปญ #CountMeIn โลกรวน เด็กเดือดร้อน รับฟังเสียงเด็ก ที่มุ่งเสริมพลังให้เด็ก ๆ ได้เชื่อมโยงกับธรรมชาติและชุมชนผ่านการเล่าเรื่อง โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม สมาคมฮักแม่น้ำโขง ไทยพีบีเอส สภาเด็กและเยาวชนเชียงคาน และอาสาสมัครในพื้นที่

“เด็ก ๆ รู้จักชุมชนของตัวเองดีที่สุด” ชาญณรงค์ วงศ์ลา นายกสมาคมฮักแม่น้ำโขง กล่าว “ถ้าเรากระตุ้นเขา เปิดพื้นที่ให้เขาได้เรียนรู้ ถามคำถาม และเล่าเรื่อง เขาจะไปได้ไกลมาก ซึ่งเป็นเรื่องดีต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมและการส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชน”

เชียงคานคือเมืองเล็ก ๆ ริมฝั่งโขงที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และวัฒนธรรมท้องถิ่น ชุมชนนี้กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นปลาในแม่น้ำที่ลดน้อยลง ประเพณีเก่าแก่ที่เริ่มเลือนหาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่ที่เริ่มห่างเหินจากวิถีชีวิตที่เคยผูกพันกับแม่น้ำ

ระหว่างกิจกรรม 2 วัน เด็ก ๆ ได้ลงพื้นที่สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด เรียนรู้ศิลปะ Gyotakuหรือเทคนิคการพิมพ์ภาพปลาของญี่ปุ่น โดยใช้ปลาจริงเป็นสื่อเพื่อให้เด็ก ๆ เข้าใจความหลากหลายของพันธุ์ปลาในแม่น้ำโขง เด็ก ๆ ยังได้ออกเรือกับชาวประมงท้องถิ่น เพื่อเรียนรู้วิถีชาวบ้าน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของสายน้ำแห่งนี้

“บางกลุ่มกลับมาโดยไม่ได้ปลาเลย” แพรวา เรือนคำ วัย 11 ปี พูดด้วยน้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่น “เมื่อก่อนตากับพ่อจับกุ้งได้เยอะมาก แต่ตอนนี้แทบไม่มีเลย”

แพรวาต้องหยุดเรียนหลังจบชั้น ป.4 เพื่อช่วยตากับยายกรีดยางหาเงิน แต่เธอยังจำได้ดีถึงช่วงเวลาที่ครอบครัวเคยมีรายได้จากการจับกุ้ง

“เราหาเงินจากกุ้งได้มากกว่านี้ หนูอยากให้กุ้งกลับมา แต่ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง” แพรวาบอก

หลังจากเรียนรู้ธรรมชาติและวิถีชุมชน เด็ก ๆ ได้ต่อยอดสู่การผลิตสื่อสร้างสรรค์ โดยมีอาสาสมัคร I AM UNICEF จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 11 คน มาสอนเทคนิคการถ่ายภาพ ตั้งคำถาม และตัดต่อวิดีโอ

“หน้าที่ของเราคือเสริมพลังให้เด็ก ๆ ทำให้เขาเห็นว่าตัวเองเป็นคนสำคัญและมีความสามารถในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและชุมชนของตัวเอง” อังคณา พรมรักษา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต และอาจารย์จากคณะสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าว

รัตนาภรณ์ น้อยวงศ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นหนึ่งในอาสาสมัคร I AM UNICEF เธอเชื่อมต่อกับเด็ก ๆ ได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากเป็นคนอีสานซึ่งเข้าใจหัวใจของพื้นที่อย่างลึกซึ้ง

“เด็ก ๆ ผูกพันกับชุมชนของตัวเองมาก เขาอยู่กับธรรมชาติและเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ” รัตนาภรณ์กล่าว “เขาอาจยังไม่เข้าใจเรื่องโลกร้อน แต่รู้ว่าสิ่งรอบตัวกำลังเปลี่ยนไป และรู้ว่าต้องดูแลบ้านของตัวเอง”

วุฒิภัทร พันพร้าว วัย 11 ปี รู้สึกสนุกกับกิจกรรมเล่าเรื่อง กลุ่มของเขาเลือกเล่าเรื่องพิธี “ผาสาดลอยเคราะห์” ซึ่งเป็นพิธีโบราณของชุมชนเชียงคานในการปล่อยเคราะห์ลงแม่น้ำ

“ผมกลัวว่าประเพณีนี้จะหายไป เพราะเดี๋ยวนี้ไม่มีคนสนใจวัฒนธรรม” วุฒิภัทร กล่าว “เดี๋ยวนี้สภาพแวดล้อมก็เปลี่ยนไป ต้นกล้วยหรือรังผึ้งที่ใช้ในพิธีก็หายากขึ้น”

นิภัทรา วิลเคส เจ้าหน้าที่สื่อสารโครงการอาสาสมัคร องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของโลกรวนและการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อเด็ก พร้อมเปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการบอกเล่าและหาทางแก้ปัญหา

เมื่อปีที่แล้ว ยูนิเซฟได้จัดทำแคมเปญ #CountMeIn โลกรวน เด็กเดือดร้อน รับฟังเสียงเด็กหลังจากรายงานของยูนิเซฟในปี 2566 ระบุว่า เด็กในประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะภัยแล้ง คลื่นความร้อน และน้ำท่วม ซึ่งเด็กยากจนและกลุ่มเปราะบางมักเป็นผู้ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด

“การให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ แสดงออก และร่วมกำหนดอนาคตของตัวเอง คือหัวใจของงานนี้” นิภัทรากล่าว “เมื่อเด็กได้พูดและได้รับฟัง ชุมชนก็จะแข็งแรงขึ้น และการรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมก็จะมีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น”

ปิยะรัตน์ ชูกลิ่นหอม นักศึกษาปริญญาโท สาขาการพัฒนาร่วมสมัยและปฏิบัติการพัฒนา วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งกำลังวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กในพื้นที่เชียงคาน กล่าวว่า กิจกรรมนี้มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในบริบทพื้นที่นี้ “เด็ก ๆ ที่นี่ยากจน หลายคนไม่ได้เรียนต่อ และบางคนก็ไม่อยากทำประมงเหมือนครอบครัว การขาดพื้นที่และโอกาสการเรียนรู้ อาจทำให้พวกเขาอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ธรรมชาติได้รับผลกระทบแล้ว ขณะที่คนที่จะมาเชื่อมต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมก็ยิ่งไม่ค่อยมี”

เวิร์กช็อปนี้เกิดจากความร่วมมือของภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา สื่อ และยูนิเซฟ โดยไทยพีบีเอสได้ร่วมบันทึกเรื่องราวของเด็ก ๆ เพื่อกระจายเสียงของเด็ก ๆ ให้เป็นที่รับรู้มากขึ้น ขณะที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามสนับสนุนองค์ความรู้และคำแนะนำจากผู้เข้าใจพื้นที่ ส่วนอาสาสมัคร I AM UNICEF ก็เป็นแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงและการเติบโตเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน

“นี่ไม่ใช่แค่เวิร์กช็อปสื่อ แต่มันคือพื้นที่ที่เราคืนความเป็นเด็กให้กับชุมชน คืนศักยภาพของพวกเขา ให้เด็ก ๆ ได้เห็นคุณค่าของตัวเอง และรู้ว่าเขาทำได้” อาจารย์อังคณาย้ำ

สิ่งที่เห็นชัดตลอดสองวัน ไม่ใช่แค่ความเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือวัฒนธรรมท้องถิ่นเท่านั้น แต่คือ ความรัก ที่เด็ก ๆ มีต่อบ้านเกิด

“เด็ก ๆ รักบ้านของตัวเองโดยไม่ได้พูดคำว่า ‘รัก’ ออกมา” รัตนาภรณ์กล่าว “แต่เราเห็นได้ในสิ่งที่เขาทำ เห็นในคำถามที่เขาถามและเรื่องที่เขาเล่า”

เมื่อเวิร์กช็อปสิ้นสุดลง เด็ก ๆ ได้นำคลิปวิดีโอที่ตนทำขึ้นมาฉายให้ชาวบ้านรับชม มีทั้งเรื่องปลาและกุ้งที่หายไป วิถีประมง ประเพณีเก่าแก่ และอุปกรณ์หาปลา เรื่องราวเหล่านี้เรียบง่ายแต่น่าประทับใจ สะท้อนถึงโลกที่เปลี่ยนไป และความตั้งใจของเด็ก ๆ ที่จะรักษาสิ่งมีค่าไว้

นอกจากนี้ ผลงานของเด็ก ๆ จะถูกนำไปจัดแสดงที่ถนนคนเดินเชียงคานในเดือนมิถุนายน เพื่อให้นักท่องเที่ยวและชาวชุมชนได้รับชมผลงานของเด็ก ๆ ด้วย

“หนูเรียนรู้อะไรมากมาย” รภัสสร พิชญะเมธาสิทธิ์ วัย 17 ปี สมาชิกสภาเด็กและเยาวชนเชียงคาน กล่าว “หนูอยู่เชียงคานมาตั้งแต่เกิด แต่ไม่เคยรู้จักปลา อุปกรณ์จับปลา หรือวิธีการหาปลามาก่อนเลย ตอนนี้หนูอยากช่วยกระจายข่าวสาร และชวนให้ทุกคนมาช่วยกันอนุรักษ์แม่น้ำโขงให้มากขึ้น”

เรื่องและภาพ โดย ณัฐฐา กีนะพันธ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...