โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

BOI รับมือสงครามการค้า คลอดแผนสกัดสวมสิทธิ ‘สินค้าไทย’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 17 ก.ค. 2568 เวลา 01.09 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 23.30 น.

หลังจากสหรัฐประกาศนโยบายเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวล ประกอบกับสถานการณ์การแข่งขันทางธุรกิจในประเทศมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้หารือผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อเข้าใจปัญหา และหาแนวทางบรรเทาผลกระทบ

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งมีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานออกมาตรการชุดใหญ่ ภายใต้ชื่อว่า “มาตรการส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการไทย เพื่อรองรับโลกยุคใหม่” เพื่อตอบโจทย์ 2 เรื่องสำคัญ คือ

1. สนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และเสริมสร้าง Supply Chain ในประเทศให้แข็งแกร่ง พร้อมรองรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง

2. ลดความเสี่ยงจากมาตรการการค้าของสหรัฐ และจัดระเบียบการลงทุนในบางสาขา เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ และรักษาสมดุลในการแข่งขันทางธุรกิจให้เหมาะสม โดยมี 5 มาตรการย่อย ดังนี้

มาตรการที่ 1 มาตรการส่งเสริม SMEs ไทย ปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยกำหนดสิทธิประโยชน์สำหรับ SMEs ที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ให้ลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพ เช่น การปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย การใช้ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับกิจการ การประหยัดพลังงาน

มาตรการที่ 2 มาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทย (Local Content) สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยมีช่องทางการขายที่กว้างขวางขึ้น และสามารถเชื่อมต่อกับบริษัทต่างชาติเพื่อเข้าสู่ Supply Chain ระดับโลก ผ่านการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อจูงใจให้ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ

รวมทั้งกำหนดเงื่อนไขให้บริษัทต้องได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT) จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งต้องใช้วัตถุดิบ และชิ้นส่วนในประเทศตามสัดส่วนที่กำหนด

ทั้งนี้ การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV ไม่น้อยกว่า 40% ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด รถยนต์ไฟฟ้าแบบ PHEV ที่ 45% ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า 15% และเครื่องใช้ไฟฟ้า 40% โดยจะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เพิ่มเติมอีก 2 ปี จากเกณฑ์ปกติ

ชงมาตรการเข้มสกัดสินค้าสวมสิทธิ

มาตรการที่ 3 การเพิ่มความเข้มข้นในการพิจารณากระบวนการผลิตที่เป็นสาระสำคัญ สำหรับบางกิจการที่มีความเสี่ยงต่อการสวมสิทธิ และอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการการค้าของสหรัฐ เช่น กิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์โลหะ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ กระเป๋า

มาตรการที่ 4 การจัดระเบียบการลงทุนในบางสาขา เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ และรักษาสมดุลในการแข่งขันทางธุรกิจให้เหมาะสม ดังนี้

1. กิจการที่ใช้เทคโนโลยีไม่สูง และมีความเสี่ยงต่อมาตรการการค้าของสหรัฐ โดยยกเลิกการส่งเสริมผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์เสริม และอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ รวมทั้งกำหนดหุ้นไทยข้างมากในกิจการผลิตเฟอร์นิเจอร์ กระเป๋า และสิ่งพิมพ์

2. กิจการที่มีปริมาณผลิตเกินความต้องการ และกระทบกับผู้ผลิตในประเทศ โดยยกเลิกการส่งเสริมผลิตเหล็กขั้นปลาย เช่น เหล็กทรงยาวทุกชนิด เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กแผ่นหนา ท่อเหล็ก และกิจการตัดโลหะ

3. กิจการที่มีความเสี่ยงด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือชุมชน เช่น การผลิตผลิตภัณฑ์โลหะ เคมีภัณฑ์ พลาสติก การรีด ดึง หล่อหรือทุบโลหะ โดยงดให้สิทธิถือครองที่ดินเพื่อประกอบกิจการเพื่อให้ตั้งในนิคมอุตสาหกรรม และได้รับการกำกับดูแลที่รัดกุมมากขึ้น

ตรวจเข้มเงื่อนไขจ้างแรงงานต่างชาติ

มาตรการที่ 5 การปรับปรุงเงื่อนไขการจ้างงานบุคลากรต่างชาติ เพื่อสร้างโอกาสการจ้างงานในประเทศ และกระตุ้นให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่บุคลากรไทยมากขึ้น โดยกำหนดว่า หากเป็นกิจการผลิตที่มีการจ้างงานทั้งบริษัทตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป จะต้องมีการจ้างบุคลากรไทยไม่น้อยกว่า 70%

นอกจากนี้ ยังได้กำหนดรายได้ขั้นต่ำของบุคลากรต่างชาติที่จะขอใช้สิทธิด้านวีซ่า และใบอนุญาตทำงานกับบีโอไอ เช่น ถ้าเป็นระดับผู้บริหาร ต้องมีรายได้ไม่น้อยกว่า 150,000 บาทต่อเดือน และระดับผู้เชี่ยวชาญ ไม่น้อยกว่า 50,000 บาทต่อเดือน เพื่อให้สามารถคัดกรองบุคลากรต่างชาติที่มีทักษะสูงให้เข้ามาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจไทยได้ดียิ่งขึ้น

รถยนต์แบรนด์เดิมใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูง

ทั้งนี้ในส่วนของชิ้นส่วนยานยนต์ ภาพรวมของการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย ในช่วงที่ผ่านมากำหนดให้ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (local content) ไม่ต่ำกว่า 40% ขณะที่รถที่จะส่งออกระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียนตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาฟตา กำหนดให้ใช้ชิ้นส่วนในภูมิภาคหรือ ASEAN content ไม่ต่ำกว่า 40%

อย่างไรก็ตามในแง่ปฏิบัติจริง แบรนด์รถยนต์ดั้งเดิมที่เข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทยยาวนาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ญี่ปุ่น ใช้ชิ้นส่วนมากกว่าข้อกำหนดพื้นฐานอย่างมาก โดยกลุ่มรถยนต์นั่งเฉลี่ย 60-70% หรือสูงกว่านั้นในบางแบรนด์บางรุ่น ขณะที่รถปิกอัพส่วนใหญ่ใช้ในระดับเกิน 80% หรือ 90% ขึ้นไป

และที่สำคัญเป็นการใช้ชิ้นส่วนสำคัญๆ ในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นส่วนประกอบเครื่องยนต์ ชุดเกียร์ หรือชุดควบคุม (อีซียู) ก็ตาม และบางแบรนด์ก็ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลัก ซึ่งจะเห็นได้จากกรณีน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่พบว่าโรงงานผลิตรถยนต์หลายภูมิภาค รวมถึงสหรัฐ ประกาศหยุดการผลิตเนื่องจากขาดแคลน อีซียู ที่ผลิตในประเทศไทย

ขณะที่แบรนด์ใหม่ ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มรถพลังงานไฟฟ้า หรือ อีวี ที่ได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการผลิตก็ยังคงใช้ชิ้นส่วนในประเทศในระดับใกล้เคียงกับเกณฑ์ของรัฐคือ 40% หรือหากจะสูงกว่าก็ไม่มากนัก

สำหรับข้อกำหนดการผลิตอีวี กรมศุลกากร และกระทรวงอุตสาหกรรมได้กำหนดให้ผู้ผลิตอีวีที่ตั้งในเขตปลอดอากรหรือเขตประกอบการเสรี จะต้องผ่านกระบวนการผลิตที่สำคัญ เช่น การตรวจสอบคุณภาพ และผลิตชิ้นส่วนสำคัญ โดยต้องใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบที่ผลิตในไทย และอาเซียนไม่น้อยกว่า 40% ของราคาหน้าโรงงาน

ส่วนสรรพสามิตได้กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ผลิตที่ได้รับสิทธิตามมาตรการ อีวี 3.0 และ อีวี 3.5 ต้องใช้แบตเตอรี่หรือชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตในประเทศ เช่น มอเตอร์ขับเคลื่อน ระบบ BMS DCU อินเวอร์เตอร์ เกียร์ทดรอบ หรือคอมเพรสเซอร์ระบบปรับอากาศ

ดังนั้นหากแบรนด์ใดใช้ชิ้นส่วนบางรายการ เช่น แบตเตอรี่ที่ประกอบในประเทศ ก็แทบจะไม่ต้องใช้ชิ้นส่วนอื่นๆ เนื่องจากแบตเตอรี่มีมูลค่าที่สูง

ความต้องการชิ้นส่วนลดลง กระทบเศรษฐกิจ

ทั้งนี้การใช้ชิ้นส่วนในประเทศถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก ตัวอย่างเช่นในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องจำนวนมาก และเมื่อได้รับผลกระทบทำให้มีความเสียหายจำนวนมาก

นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย จากการที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศจำนวนมากโดยเฉพาะรถปิกอัพที่เป็นโปรดักต์ แชมเปี้ยนของไทย และโดยปกติมีสัดส่วนการขายประมาณ 40-50% ของตลาด ทำให้ซัพพลาย เชน มีความแข็งแกร่งอย่างมาก

แต่ปัจจุบัน โครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการเข้ามาของ อีวี และผลกระทบจากปัจจัยลบอื่น ๆ เช่น สถานการณ์เศรษฐกิจ ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ทำให้ตลาดรถปิกอัพติดลบอย่างรุนแรง และปัจจุบันสัดส่วนการขายน้อยกว่ารถ เอสยูวี และอีโค คาร์ ทำให้ส่งผลกระทบกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ

“การผลิตปิกอัพใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 93-94% ตลาดที่หดตัวลง ทำให้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจในภาพรวม”

ทั้งนี้สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์จากข้อมูลของกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วน และอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พบว่าไทยมีกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วน เทียร์ 1476 ราย เทียร์ 2 และ 3 จำนวน 1,210 ราย โดยกลุ่มเทียร์ 1 ส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนช่วง 40-50 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น 60% ขณะที่บริษัทร่วมทุนมีประมาณ 10% ส่วนผู้ประกอบการไทยหลักๆ จะอยู่ในกลุ่ม เทียร์ 2 เกือบ 50%

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...