เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น - #ทันหุ้น - บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาดว่า SET Index จะแกว่งตัวในแดนบวกได้ต่อเนื่องจาก Sentiment บวกต่างประเทศ ขณะที่แนวต้านหลักในรอบนี้อยู่ที่ 1,230 จุด ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีแรงขายสลับออกมากดดัน โดยปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางดัชนีคือผลการเจรจาระหว่างไทย-สหรัฐฯ ซึ่งล่าสุดมีการ Video Conference เมื่อคืนที่ผ่านมา โดบไทยมีการยื่นข้อเสนอภาษี 0% สินค้าสหรัฐฯหลายหมื่นรายการเพื่อแลกกับการลดภาษีสินค้าไทย โดยหากสามารถปรับลดจาก 36% เหลือระดับ 20% หรือต่ำกว่าได้ เรามองว่าตลาดจะมองเป็นบวกอ่อนๆเนื่องจากใกล้เคียงกับระดับที่ตลาดคาดหวัง
อย่างไรก็ตามหากอัตราภาษีสูงกว่า 20% อาจทำให้ตลาดผิดหวังเล็กน้อยและทำให้มีแรงขายกดดันดัชนีชะลอตัวระยะสั้นหลังจากปรับตัวขึ้นเด่น 13% ในช่วงเดือบ 1 เดือนที่ผ่านมา ระยะสั้นคาดกลุ่มที่ยัง Laggard ตลาด เช่น การแพทย์ ค้าปลีก อาหาร ไฟแนนซ์ เป็นต้น ปัจจุบันดัชนีทะลุเป้าหมายของเราที่ 1,180 จุด (EPS 84 บาท PER 14 เท่า) กรณี Bull Case อ้างอิง EPS ราว 88 บาท และ PE 14.5-15 เท่า ดัชนีมีโอกาสไปได้ถึง 1,275-1,320 จุด ซึ่งเงื่อนไขคือเศรษฐกิจไม่ถูกกระทบแรงจากภาษีอย่างที่ตลาดกังวล รวมถึงการเมืองจะต้องเมีเสถียรภาพ
กลยุทธ์ : เลือกลงทุนในหุ้นที่คาดกำไร 2Q25 แข็งแกร่ง มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว
หุ้นเด่นเดือน ก.ค. : ITC, KCE, NEO, OSP, SCGP
FSSIA Portfolio : BA, CENTEL, CPALL, KBANK, MTC, NSL, OSP, PR9, STECON
หุ้นเด่นวันนี้ : KTC
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 32 บาท
• เรามีมุมมองเป็นบวกเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานของ KTC เมื่อพิจารณาจาก ROA ที่คาดว่าจะสูงถึง 6-7% ในปี 2025-27 จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่มั่นคงพร้อมสินเชื่อที่ค่อย ๆ ขยายตัว รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นโดยเฉพาะรายได้จากหนี้เสียรับคืน งบดุลที่ดีพร้อมโอกาสในการรักษา Credit cost ไว้ในระดับต่ำ และส่วนแบ่งตลาดที่สูงขึ้นโดยเฉพาะในธุรกิจบัตรเครดิต
• คาดกำไรสุทธิ 2Q25 อยู่ที่ 1.91 พันลบ. +3% q-q, 5% y-y สินเชื่อน่าจะเติบโต 2.3% y-y และการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น NPL คาดอยู่ที่ 1.93% Valuation ยังน่าสนใจ ปัจจุบันเทรด 2025E P/E ที่ 9x และ P/BV ที่ 1.5x และให้ div. yield กว่า 5% ต่อปี
• แนวรับ 27//26 บาท แนวต้าน 29-29.50 บาท
ด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ ผันผวน คาดมีแรงขายทำกำไรช่วงสั้นก่อนวันหยุด ติดตามผลเจรจาการค้า โดยตลาดหุ้นไทย ความผันผวนสูง เนื่องจากวานนี้ DELTA, AOT มีผลต่อตลาดถึงครึ่งนึง ดัชนีฯอาจปรับลงก่อนในช่วงเช้า อย่างไรก็ตาม การปิดของตลาดวันนี้ จะขึ้นกับผลการเจรจาการค้าของไทย ที่น่าจะออกมาในวันนี้ด้วย
• ในต่างประเทศ อยู่ในช่วงของการเจรจาการค้าสหรัฐฯ หลังบรรลุข้อตกลงกับกลุ่มคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะคู่ค้ากลุ่ม ASEAN รอลุ้นข้อตกลง อินเดียคาดจะจบดีลในเร็วๆ นี้ ส่วน EU คาดจะมีการทำข้อตกลงเช่นกัน และเตรียมประกาศเก็บภาษีประเทศขนาดเล็กอีก 100-150 ประเทศ จะเรียกเก็บอยู่ที่ประมาณ 10-20%
• ผลการเจรจาการค้าระหว่างไทย-สหรัฐฯ คาดว่าอัตราภาษีสุดท้ายที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บจากไทยจะอยู่ในช่วง 18%-20% และเชื่อว่าข้อเสนอใหม่นี้จะช่วยลดส่วนเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ที่มีมูลค่า 46,000 ล้านดอลลาร์ ลงได้ 70% ภายใน 3 ปี และทำให้การค้าสมดุลภายใน 5 ปี
• Adriana Kugler กรรมการ Fed กล่าวว่า Fed ควรคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับปัจจุบัน "อีกระยะหนึ่ง" โดยอ้างถึงภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นจากผลกระทบของมาตรการทางภาษีที่เริ่มส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ขณะที่ คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ กรรมการของ Fed อีกท่านหนึ่ง เห็นแย้งกัน คือต้องการให้ Fed ลดดอกเบี้ยเร็วที่สุด เพราะเป็นห่วงภาคการจ้างงานของสหรัฐฯ
• JPMorgan โดย Benhamou แนะนำให้นักลงทุนคงสถานะ Long ในดัชนี S&P 500 และดัชนี VIX ไปพร้อมกัน โดยเป็นการเดิมพันว่านักลงทุนจะใส่เงินเพิ่มในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น คริปโตและ AI และในขณะเดียวกันความผันผวนก็จะทวีความรุนแรงขึ้นจากความไม่แน่นอนเรื่องภาษี เงินเฟ้อ และอนาคตของเฟด
• วันนี้ 18 ก.ค. ศาลฯ นัดตัดสินคดีปั่นหุ้น บริษัท มอร์รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) – MORE เป็นหนึ่งในคดีปั่นหุ้นครั้งใหญ่ช่วงที่ผ่านมา
• กำไรตลาด 2Q/25 เราประเมินไว้อยู่ในช่วง 2.1-2.3 แสนล้านบาท ซึ่งต่ำกว่า 1Q/25 ที่ 2.82 แสนล้านบาท …. DAOL ประเมินกำไรกลุ่มธนาคาร ซึ่งรายงานเป็นอันดับแรก ไว้ที่ 5.3 หมื่นล้านบาท -2% yoy ; -10 qoq ใกล้เคียงกับ Bloomberg Survey ที่คาดไว้ที่ -4% YoY และ -10% qoq ….. หุ้นธนาคาร จะมีการประกาศจ่ายเงินปันผลงวดแรก หลังส่งงบ จะหนุนให้ราคาหุ้นช่วงนี้ยังแข็งแรงอยู่
• Event วันนี้ : รายงานกำไรหุ้นกลุ่มธนาคาร
Strategy
• ตลาดกำลังสร้างสัญญาณซื้อ และมีรูปแบบของการเปลี่ยนทิศทางจากลงเป็นขึ้น หากดัชนีฯ ขึ้นไปยืนเหนือ 1200 จุด หรือมีปัจจัยบวก เช่น การเจรจาการค้าที่ประสบความสำเร็จ เป็นตัวหนุน จะย้ำความน่าเชื่อถือของสัญญาณบวกมากขึ้น ……. กลยุทธ์หลัก ยังเน้นที่หุ้นราคาลงมาลึก(หรือขึ้นน้อย) มีการสลับหุ้นที่ขึ้นมามากออกไปบ้างเพื่อเปลี่ยนตัวเล่น
• เราให้น้ำหนักกับหุ้นที่เคยถูกกระทบจากความกังวลเรื่องสงครามการค้า ที่คาดว่าจะถูกซื้อกลับ กลุ่มหลักๆ คือ นิคมฯ และเรายังชอบหุ้นที่อิงส่งออก ได้แก่ STA*, NER, HANA*, KCE*, ITC
• List ของหุ้นที่ราคาลงมาลึกๆ มีสัญญาณเก็งกำไรช่วงสั้น BGRIM, STA*, AMATA*, SPRC, CRC, SCGP
• หุ้นในพอร์ตวันนี้ เรานำ DELTA*, TTB ออก และนำ WHA*, STA* เข้ามาในพอร์ต หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย WHA*(20%), STA*(10%), OR(10%), CPALL(20%), SCC(10%), SCB(10%)
Technical : PLANB, STGT
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินดัชนี SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1,180-1,125 จุด ภาพรวมดัชนี้มีโมเมนตัมบวก แต่อาจระมัดระวังแรงขายทำกำไรบางส่วนหลังขึ้นมาแรง แนะนำ “เก็งกำไร” กลุ่มส่งออก-นิคม-ท่องเที่ยว (เจรจาการค้าคืบหน้า-นักท่องเที่ยวฟื้นตัวระยะสั้น) เช่น CCET, KCE, HANA, ITC, ASIAN, COCOCO, WHA, AMATA, MINT,CENTEL, ERW, SPA, AU, AAV, BA / “ทยอยซื้อ” 1.กลุ่ม China Play(คาดจีนออกม.กระตุ้นในการประชุม Politburo ปลายเดือน) เช่น PTTGC, SCC, IVL, SCGP และ 2.กลุ่มการเงิน (แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายปรับลงใน 2H68) TIDLOR, MTC, NCAP, BAM
MINT* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 35.25 บาท) แนวโน้มผลประกอบการ 2Q68 มีปัจจัยหนุนจากธุรกิจโรงแรมที่ราคาห้องพักเฉลี่ยต่อวัน (ADR) และอัตราการเข้าพักปรับตัวดีขึ้นโดยเฉพาะโรงแรมในยุโรปที่เป็นช่วง high season ชดเชยธุรกิจโรงแรมในไทยและธุรกิจอาหารที่อ่อนตัวลงตามฤดูกาล การลดลงของนักท่องเที่ยวจีน และการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัว ก่อนที่จะกลับมาดีอีกครั้งใน 4Q68 ทั้งผู้บริหารยังคงเป้าปี 68 กำไรเติบโตในระดับ 15-20% หนุนจากการเติบโตของธุรกิจหลักและกับต้นทุนการเงินลดลงจากการชำระคืนหนี้ที่ทำมาต่อเนื่อง โดยจะมี D/E อยู่ที่ระดับ 0.75x ภายในปีนี้ เดินหน้าขยายธุรกิจด้วยกลยุทธ์ asset light ควบคุมต้นทุน รักษาความสามารถในการทำกำไร ทั้งนี้ตลาดคาดกำไรปี 68 ที่ 8.9 พันล้านบาท +15%YoY ส่วนปี 69 คาดกำไรสุทธิ 1 หมื่นล้านบาท +12%YoY
SHR* (ซื้อ/ ราคาเป้าหมาย Bloomberg Consensus 2.61 บาท) หุ้นท่องเที่ยวมี sentiment บวกจาก ม.เที่ยวไทยคนละครึ่ง รวมถึงตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยวันที่ 7-13 ก.ค.68 +0.30%WoW ทั้งนี้ ในส่วนของ SHR คาดว่าการดำเนินงานปกติ 2Q68 จะมีแรงหนุน YoY จากจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามัลดีฟส์ +16%YoY และเมื่อมองในช่วงหลังไตรมาส2 ถัดไป 1-15ก.ค.68 นักท่องเที่ยวเข้ามัลดีฟส์ยัง +14%YoY ขณะที่เดือนก.ค.-ส.ค.เป็นHigh Season ของโรงแรมใน UK ปัจจุบัน ตลาดคาด Adj. Profit ปี68 และ69 ของ SHR* ที่ 407 ลบ.(+154%YoY) และ 494 ลบ.(+21%YoY) ตามลำดับ