โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สหรัฐฯ กลับมาเดินเกมในอินโด-แปซิฟิก คานอำนาจจีน? หลังรัฐมนตรีต่างประเทศเยือนอาเซียนครั้งแรก

THE STANDARD

อัพเดต 17 ก.ค. 2568 เวลา 10.12 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 10.12 น. • thestandard.co
สหรัฐฯ กลับมาเดินเกมในอินโด-แปซิฟิก คานอำนาจจีน? หลังรัฐมนตรีต่างประเทศเยือนอาเซียนครั้งแรก

การปรากฏตัวของรูบิโอสะท้อนความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ในการย้ำจุดยืนว่า “อินโด-แปซิฟิก” ยังคงเป็นยุทธศาสตร์หลักของสหรัฐฯ แม้ว่าวอชิงตันจะกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศ ตั้งแต่ตะวันออกกลางไปจนถึงลาตินอเมริกา

วัตถุประสงค์หลักของการเยือนอาเซียนครั้งนี้

  • ย้ำยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ

รูบิโอเน้นย้ำจุดยืนของสหรัฐฯ ว่าให้การสนับสนุนภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่ “เสรี เปิดกว้าง และปลอดภัย” โดยยกให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางของเสถียรภาพในอนาคตของโลก แม้ว่าจะมีปัจจัยเบี่ยงเบนความสนใจหลายด้าน แต่สหรัฐฯ ยืนยันว่าจะไม่ลดบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังคงตั้งใจใช้การทูต ความมั่นคง และเศรษฐกิจในการถ่วงดุลอิทธิพลของจีนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

  • รับมือกับภาพลักษณ์ด้านนโยบายภาษี

รูบิโอต้องเผชิญกับบรรยากาศการทูตที่ละเอียดอ่อน เนื่องจากนโยบายภาษีของรัฐบาลทรัมป์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลายประเทศในอาเซียน เช่น มาเลเซีย เวียดนาม และไทย เขาพยายามส่งสารสองทาง

ในด้านหนึ่งคือความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้น แต่อีกด้านหนึ่งก็ย้ำว่า มาตรการภาษีเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งแก้ไขความไม่สมดุลทางการค้า โดยรูบิโอปกป้องนโยบายดังกล่าวว่าเป็นการตอบโต้ “แนวปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม” แต่ก็ยอมรับว่ามีความกังวลจากชาติพันธมิตรที่กลัวผลกระทบทางเศรษฐกิจ และการเปิดช่องให้จีนรุกคืบมากขึ้น

  • เดินเกมควบคู่ความมั่นคงและเศรษฐกิจ

รูบิโอยืนยันว่าสหรัฐฯ จะยังคงให้ความร่วมมือทางทหารและด้านความมั่นคงกับประเทศในอาเซียน โดยเน้นบทบาทในการรับมือกับความเคลื่อนไหวของจีนในทะเลจีนใต้ควบคู่ไปกับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และพลังงาน เช่น การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ด้านพลังงานนิวเคลียร์พลเรือนกับมาเลเซีย ซึ่งสะท้อนว่าการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ กำลังขยายจากแค่ด้านความมั่นคงสู่พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในมิติต่างๆ

  • ใช้อาเซียนเป็นเวทีทูตหลักในภูมิภาค

รูบิโอแสดงความเชื่อมั่นว่าอาเซียนคือกลไกหลักของการทูตพหุภาคีในภูมิภาค เขาเน้นการสนับสนุนเวทีต่างๆ เช่น เวทีการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (The East Asia Summit – EAS) และเวทีการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum – ARF) แม้จะมีข้อกังขาในภูมิภาคจากการที่สหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงการค้าบางฉบับในอดีต รูบิโอพบหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และรัสเซีย สะท้อนว่าอาเซียนยังคงเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิรัฐศาสตร์เอเชีย

อาเซียนว่าอย่างไร?

แม้ผู้นำในอาเซียนจะต้อนรับการกลับมามีบทบาทของสหรัฐฯ ในเวทีภูมิภาค แต่หลายฝ่ายยังคงต้องการความชัดเจนในระยะยาวเกี่ยวกับความตั้งใจของวอชิงตัน ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางนโยบาย โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจและการค้า ก็ยังเป็นจุดที่สร้างความกังวลว่า สหรัฐฯ อาจเปลี่ยนท่าทีได้ในทันที

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ

Sharon Seah นักวิจัยอาวุโสประจำสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak Institute ในสิงคโปร์ ให้สัมภาษณ์กับ TIME ว่า

“ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่มีความเป็น นักปฏิบัติ (pragmatic) สูง และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพึ่งพาอำนาจที่ตนคุ้นเคย เพราะภูมิทัศน์ด้านภูมิรัฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนเร็วมาก”

สิ่งนี้สะท้อนว่าแม้หลายประเทศจะไม่อยากเลือกข้าง แต่ “ความเป็นกลาง” กำลังหดแคบลงเรื่อยๆ

ขณะที่ ผศ. Chong Ja Ian อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ National University of Singapore บอกกับ TIME ว่า

“เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกลายเป็น เวทีแข่งขัน ระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่ง”

การไม่แสดงจุดยืนที่ชัดเจนอาจกลับกลายเป็นการเปิดทางให้การแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นในภูมิภาคนี้

ด้าน The Diplomat วิเคราะห์ว่า คำถามสำคัญสำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนในตอนนี้คือ “จะกล้าร่วมมือกันเพื่อป้องกันอนาคตที่เลวร้ายที่สุดหรือไม่”

รัฐบาลทรัมป์กำลังซ้ำเติมความแตกแยกภายในอาเซียน ซึ่งเดิมทีการรวมเป็นหนึ่งเดียวของกลุ่มก็มีข้อจำกัดอยู่แล้ว โดยเฉพาะในประเด็นที่ยากลำบาก เช่น ทะเลจีนใต้ หรือสถานการณ์ในเมียนมา ที่อาเซียนไม่สามารถหาฉันทามติร่วมกันได้

แม้นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมของมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนประจำปีนี้ จะเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกร่วมมือกันเจรจากับสหรัฐฯ เรื่องภาษีในเชิงประสานงาน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงข้ามคือแต่ละประเทศแยกกันจัดการ ต่างฝ่ายต่างพยายามเจรจาทวิภาคีกับสหรัฐฯ แยกเป็นรายประเทศ โดย เวียดนาม เป็นประเทศแรกที่เริ่มขยับ และประเทศอื่นๆ ก็ตามมา

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ เองก็ยิ่งเปิดช่องให้เกิดความต่างภายในอาเซียนในการจัดการความสัมพันธ์กับจีน ด้วยการเทน้ำหนักสนับสนุนพันธมิตรใกล้ชิดมากขึ้น และแยกตัวออกจากบางประเทศ การ “เดินสายกลาง” ระหว่างสองมหาอำนาจที่อาเซียนพยายามรักษาไว้จึงยิ่งลำบากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ใช่แค่การเมือง แต่ผลกระทบของทรัมป์ยังส่งแรงสั่นสะเทือนในเศรษฐกิจภูมิภาคด้วย การขึ้นภาษีจะเร่งและขยายแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะยาว ส่งผลให้บางประเทศได้เปรียบ ขณะที่บางประเทศเสียเปรียบอย่างชัดเจน

ดร.อาร์ม

ขณะที่ ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองคณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองการเยือนอาเซียนครั้งนี้ของรูบิโอว่า มีเป้าหมายเพื่อแสดงว่าสหรัฐฯ ยังไม่ถอนตัวจากภูมิภาคนี้ แม้ในเวทีการประชุมอาเซียนจะมีจีนเข้าร่วมด้วยก็ตาม

อย่างไรก็ตาม การเดินทางครั้งนี้ยังมีข้อจำกัดสำคัญ 3 ประการ

ประการแรก รูบิโอเดินทางมาในช่วงที่รัฐบาลทรัมป์เผชิญแรงกดดันจากกระแสไม่พอใจในอาเซียนต่อสงครามการค้า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลายประเทศในภูมิภาค ท่ามกลางการสำรวจความเห็นที่ชี้ว่าทัศนคติของประชาชนในอาเซียนต่อสหรัฐฯ ลดลง เมื่อเทียบกับยุครัฐบาลไบเดน

ประการที่สอง ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่เคยแสดงความสนใจต่อภูมิภาคอาเซียนอย่างจริงจัง นโยบายต่างประเทศของทรัมป์มักมุ่งไปที่มหาอำนาจ เช่น จีน อิหร่าน หรือรัสเซีย ขณะที่บทบาทต่ออาเซียนมักถูกมอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศเป็นผู้ขับเคลื่อนแทน

ประการที่สาม อำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังอยู่ที่ทรัมป์เพียงผู้เดียว แม้รูบิโอจะมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ แต่ประเด็นที่อาเซียนให้ความสนใจโดยเฉพาะเรื่องภาษีและการค้า กลับอยู่นอกเหนืออำนาจของเขาโดยตรง และขึ้นอยู่กับหน่วยงานอย่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และผู้แทนการค้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวทรัมป์เองในฐานะผู้เคาะนโยบายสุดท้าย

ดร.อาร์มจึงตั้งข้อสังเกตว่า แม้การมาเยือนของรูบิโอจะมีนัยเชิงสัญลักษณ์ในการถ่วงดุลจีนและย้ำบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายด้านที่ลดทอนน้ำหนักของการทูตเชิงรุกในครั้งนี้

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...