โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ปฏิวัติเขียว” คืออะไร แก้ปัญหาขาดแคลนอาหาร ต้นทศวรรษ 2500 ได้อย่างไร

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 16 มิ.ย. 2568 เวลา 03.30 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2568 เวลา 07.47 น.
(ภาพจาก https://www.prachachat.net)

การเพิ่มขึ้นของประชากรโลกอย่างรวดเร็วในต้นทศวรรษ 2500 ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่า จะเกิดปัญหาการขาดแคลนอาหาร นักวิชาการเกษตรพยายามค้นคว้าวิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิต นำไปสู่การ “ปฏิวัติเขียว” ที่มี 2 ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ คือ การค้นพบปุ๋ยเคมี และการปรับปรุงสายพันธุ์ข้าว

การปฏิวัติเขียว

พ.ศ. 2452 ฟริตซ์ ฮาเบอร์ นักเคมีชาวเยอรมัน ค้นพบกระบวนการจับไนโตรเจนในอากาศ เพื่อผลิตสารไนเตรตสำหรับผลิตระเบิด แต่ผลพลอยได้ของมันสามารถนำมาผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการเกษตร

เวลาต่อมา ดร.นอร์แมน บอร์ลอก นักวิชาการเกษตรชาวอเมริกัน ที่ได้รับการยกย่องเป็น “บิดาแห่งการปฏิวัติเขียว” สามารถปรับปรุงพันธุ์ข้าวสาลีให้มีผลผลิตสูงขึ้นมากกว่าเดิม 2 เท่า โดยการปรับปรุงสายพันธุ์ให้ตอบสนองกับการใช้ปุ๋ยเคมี

พ.ศ. 2502 มีการก่อตั้ง “สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ” ขึ้นที่ฟิลิปปินส์ จากการสนับสนุนของสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ปลูกข้าวทั่วโลกรวมทั้งไทยต่างเข้าร่วมเป็นสมาชิก สถาบันฯ ได้จัดเก็บพันธุ์ข้าวจากประเทศสมาชิกมาวิจัยปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่ เพื่อเพิ่มผลผลิตจากสายพันธุ์เดิม

ข้าวพันธุ์ IR8 คือข้าวสายพันธุ์แรกของสถาบันฯ ที่พัฒนาขึ้น มีลักษณะต้นเตี้ย, แตกกอดี, ให้ผลผลิตสูง และไม่ไวต่อแสง ข้าวพันธุ์ IR8 ทำให้ฟิลิปปินส์มีข้าวเพียงพอบริโภคในประเทศ และยังเหลือสำหรับส่งออกได้เป็นครั้งแรก

แต่ข้าวที่มีการปรับปรุงสายพันธุ์ ต้องพึ่งพิง “ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง”

ผลในประเทศไทย

การปฏิวัติดังกล่าวกลายเป็นแนวทางสำคัญใน “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ของชาติตั้งแต่ฉบับแรก (พ.ศ. 2504) ขณะเดียวกันก็มีการนำเข้า “ข้าวพันธุ์ กข.” ที่สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติเป็นผู้พัฒนาสายพันธุ์มาเพาะปลูกที่ประเทศไทย

เกษตรกรภาคกลางในพื้นที่ชลประทานลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จากที่เคยปลูกข้าวได้ปีละครั้ง ก็สามารถปลูกข้าวได้ถึงปีละ 2-3 ครั้ง

เกษตรกรไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายข้าว แต่ก็ต้องจ่ายเพิ่มให้กับค่าปุ๋ยเคมี, ยาฆ่าแมลง เพราะข้าวพันธุ์ กข. ทั้งหลายต้องใช้ปุ๋ยเคมีจึงจะได้ผล แต่ไม่แข็งแรงพอจะต่อสู้กับศัตรูพืช จึงต้องใช้ยาฆ่าแมลง

อย่างไรก็ตาม ทั้งปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

พ.ศ. 2497 ปริมาณนําเข้าปุ๋ยเคมีเพื่อการเพาะปลูกข้าวและพืชอื่นๆ รวมกันไม่ถึง 10,000 ตัน, พ.ศ. 2513 ปริมาณการนำเข้าเพิ่มเป็น 265,000 ตัน, พ.ศ. 2532 เพิ่มเป็น 875,000 ตัน, พ.ศ. 2546 เพิ่มเป็น 3,830,000 ตัน ถึง พ.ศ. 2565 ประเทศไทยมีการนําเข้าปุ๋ยเคมีประมาณ 4,103,668 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 103,205 ล้านบาท

แม้การปฏิวัติเขียวช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรอย่างรวดเร็ว แต่ก็ทำให้ทุกวันนี้ เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ไม่สามารถปลูกพืชเกษตรโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง นอกจากทำต้นทุนการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น ยังก่อปัญหาสารเคมีปนเปื้อนในดินและแหล่งน้ำธรรมชาติ ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเกษตรกรและชุมชน

นี่เป็น “ราคาที่ต้องจ่าย” ของสังคม

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์. The Lost Forest ประวัติศาสตร์ (การทำลาย) สิ่งแวดล้อมไทย และสงครามแย่งชิงทรัพยากร, สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2567.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 มิถุนายน 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ปฏิวัติเขียว” คืออะไร แก้ปัญหาขาดแคลนอาหาร ต้นทศวรรษ 2500 ได้อย่างไร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...