“ปฏิวัติเขียว” คืออะไร แก้ปัญหาขาดแคลนอาหาร ต้นทศวรรษ 2500 ได้อย่างไร
การเพิ่มขึ้นของประชากรโลกอย่างรวดเร็วในต้นทศวรรษ 2500 ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่า จะเกิดปัญหาการขาดแคลนอาหาร นักวิชาการเกษตรพยายามค้นคว้าวิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิต นำไปสู่การ “ปฏิวัติเขียว” ที่มี 2 ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ คือ การค้นพบปุ๋ยเคมี และการปรับปรุงสายพันธุ์ข้าว
การปฏิวัติเขียว
พ.ศ. 2452 ฟริตซ์ ฮาเบอร์ นักเคมีชาวเยอรมัน ค้นพบกระบวนการจับไนโตรเจนในอากาศ เพื่อผลิตสารไนเตรตสำหรับผลิตระเบิด แต่ผลพลอยได้ของมันสามารถนำมาผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการเกษตร
เวลาต่อมา ดร.นอร์แมน บอร์ลอก นักวิชาการเกษตรชาวอเมริกัน ที่ได้รับการยกย่องเป็น “บิดาแห่งการปฏิวัติเขียว” สามารถปรับปรุงพันธุ์ข้าวสาลีให้มีผลผลิตสูงขึ้นมากกว่าเดิม 2 เท่า โดยการปรับปรุงสายพันธุ์ให้ตอบสนองกับการใช้ปุ๋ยเคมี
พ.ศ. 2502 มีการก่อตั้ง “สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ” ขึ้นที่ฟิลิปปินส์ จากการสนับสนุนของสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ปลูกข้าวทั่วโลกรวมทั้งไทยต่างเข้าร่วมเป็นสมาชิก สถาบันฯ ได้จัดเก็บพันธุ์ข้าวจากประเทศสมาชิกมาวิจัยปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่ เพื่อเพิ่มผลผลิตจากสายพันธุ์เดิม
ข้าวพันธุ์ IR8 คือข้าวสายพันธุ์แรกของสถาบันฯ ที่พัฒนาขึ้น มีลักษณะต้นเตี้ย, แตกกอดี, ให้ผลผลิตสูง และไม่ไวต่อแสง ข้าวพันธุ์ IR8 ทำให้ฟิลิปปินส์มีข้าวเพียงพอบริโภคในประเทศ และยังเหลือสำหรับส่งออกได้เป็นครั้งแรก
แต่ข้าวที่มีการปรับปรุงสายพันธุ์ ต้องพึ่งพิง “ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง”
ผลในประเทศไทย
การปฏิวัติดังกล่าวกลายเป็นแนวทางสำคัญใน “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ของชาติตั้งแต่ฉบับแรก (พ.ศ. 2504) ขณะเดียวกันก็มีการนำเข้า “ข้าวพันธุ์ กข.” ที่สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติเป็นผู้พัฒนาสายพันธุ์มาเพาะปลูกที่ประเทศไทย
เกษตรกรภาคกลางในพื้นที่ชลประทานลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จากที่เคยปลูกข้าวได้ปีละครั้ง ก็สามารถปลูกข้าวได้ถึงปีละ 2-3 ครั้ง
เกษตรกรไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายข้าว แต่ก็ต้องจ่ายเพิ่มให้กับค่าปุ๋ยเคมี, ยาฆ่าแมลง เพราะข้าวพันธุ์ กข. ทั้งหลายต้องใช้ปุ๋ยเคมีจึงจะได้ผล แต่ไม่แข็งแรงพอจะต่อสู้กับศัตรูพืช จึงต้องใช้ยาฆ่าแมลง
อย่างไรก็ตาม ทั้งปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
พ.ศ. 2497 ปริมาณนําเข้าปุ๋ยเคมีเพื่อการเพาะปลูกข้าวและพืชอื่นๆ รวมกันไม่ถึง 10,000 ตัน, พ.ศ. 2513 ปริมาณการนำเข้าเพิ่มเป็น 265,000 ตัน, พ.ศ. 2532 เพิ่มเป็น 875,000 ตัน, พ.ศ. 2546 เพิ่มเป็น 3,830,000 ตัน ถึง พ.ศ. 2565 ประเทศไทยมีการนําเข้าปุ๋ยเคมีประมาณ 4,103,668 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 103,205 ล้านบาท
แม้การปฏิวัติเขียวช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรอย่างรวดเร็ว แต่ก็ทำให้ทุกวันนี้ เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ไม่สามารถปลูกพืชเกษตรโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง นอกจากทำต้นทุนการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น ยังก่อปัญหาสารเคมีปนเปื้อนในดินและแหล่งน้ำธรรมชาติ ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเกษตรกรและชุมชน
นี่เป็น “ราคาที่ต้องจ่าย” ของสังคม
อ่านเพิ่มเติม :
- ฟริตช์ ฮาเบอร์ นักเคมีผู้ค้นพบแอมโมเนีย วัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ยและระเบิด
- “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ที่เกี่ยวข้องกับข้าวและการทำนาในสังคมไทย
- “ข้าวหอมมะลิ” เกิดจากนาภาคกลาง แต่ไปเติบโตไกลถึงทุ่งกุลาร้องไห้
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์. The Lost Forest ประวัติศาสตร์ (การทำลาย) สิ่งแวดล้อมไทย และสงครามแย่งชิงทรัพยากร, สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2567.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 มิถุนายน 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ปฏิวัติเขียว” คืออะไร แก้ปัญหาขาดแคลนอาหาร ต้นทศวรรษ 2500 ได้อย่างไร
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com