โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รับมือภัยพิบัติด้วยเทคโนโลยี Smart City ต้อง‘อยู่ดี’ไม่ใช่แค่‘อยู่รอด’

Amarin TV

เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2568 เวลา 12.09 น.
Spotlight ชวนอ่านแนวคิดสุดเจ๋งในการสร้างเมืองอัจฉริยะ พร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่ไม่ใช่แค่อยู่รอด แต่ต้องอยู่ดี จากทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน

เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศไทยที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา เข้ามากระตุ้นเตือนให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ใส่ใจกับความปลอดภัยในชุมชนมากขึ้น และเรียกร้องหา “เมือง” ที่ถูกออกแบบไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ผู้คน “อยู่รอด” ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แน่นอนว่า การจะสร้างเมืองอัจฉริยะที่พร้อมรับมือกับภัยพิบัติ ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐที่มีหน้าที่บริบาลประชาชนโดยตรง บริษัทห้างร้าน เอกชน ไปจนถึงคนตัวเล็ก ๆ ทุกคนที่อาศัยอยู่ในชุมชน

โอกาสนี้ Spotlight เปิดพื้นที่ให้บรรดา “ผู้นำแห่งการรับภัยพิบัติ” ไม่ว่าจะเป็นคุณวิฑูรย์ อภิสิทธิ์ภูวกุล ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร หนึ่งในหน่วยงานรัฐที่พาเมืองหลวงของประเทศไทยฝ่าวิกฤตมาได้อย่างเจ็บตัวน้อยที่สุด, คุณณัฐนี วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนโครงการ วัน แบงค็อก ผู้นำที่พลิกโครงการสันทนาการขนาดใหญ่สู่พื้นที่ปลอดภัยในนาทีแห่งภัยพิบัติ และดร.สยาม ลววิโรจน์วงศ์ ผู้อำนวยการสำนักประยุกต์และบริหารภูมิสารสนเทศ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ที่จะมาร่วมแชร์แนวคิดว่า “ข้อมูล” คือก้าวแรกในการสร้างเมืองอัจฉริยะ ผ่านการเสวนาในหัวข้อ “Building Resilient City - สร้างเมือง ‘อยู่ดี’ ให้ ‘อยู่รอด’ ปลอดภัย”

แนวทางการรับมือภัยพิบัติ สร้างเมืองปลอดภัยของกรุงเทพมหานคร

เมื่อกล่าวถึงการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติให้แก่ประชาชน หน่วยงานภาครัฐถือเป็นกลุ่มแรกที่มีบทบาทสำคัญในการวางแผนและรับมือในช่วงสถานการณ์วิกฤต หนึ่งในหน่วยงานที่มีบทบาทโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา คือ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งเพิ่งเผชิญกับภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่กลายเป็นบททดสอบสำคัญต่อศักยภาพของทีมงานในการบริหารจัดการวิกฤตอย่างเป็นระบบ

คุณ วิฑูรย์ อภิสิทธิ์ภูวกุล ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครได้กำหนดแนวทางและขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกับภัยพิบัติ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ซึ่งได้รับความสำคัญจากฝ่ายบริหาร นำโดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดังนี้

  • ระยะก่อนเกิดเหตุ: มุ่งเน้นการเตรียมการล่วงหน้าและระบบแจ้งเตือนภัย เพื่อสร้างความพร้อมในการรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
  • ระยะขณะเกิดเหตุ: เน้นการรายงานสถานการณ์อย่างเป็นระบบ การแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว เพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติ รวมถึงการควบคุมข้อมูลเพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะในกรณีข่าวปลอม (Fake News)
  • ระยะหลังเกิดเหตุ: ดำเนินการสรุปบทเรียนและประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อปรับปรุงแนวทางป้องกันและลดความเสียหายในอนาคต

ในปัจจุบัน กรุงเทพมหานครได้วางระบบการเตรียมความพร้อมเชิงรุกสำหรับภัยพิบัติและเหตุไม่คาดฝัน โดยจำแนกภัยพิบัติออกเป็น 9 ประเภท พร้อมกระจายแผนปฏิบัติการไปยังทั้ง 50 เขต เพื่อให้แต่ละพื้นที่มีศักยภาพในการตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที โดยมีการฝึกซ้อมและทบทวนแผนเป็นประจำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างที่ชัดเจนในการปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวคือเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 8.2 ริกเตอร์เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีจุดศูนย์กลางจากประเทศเมียนมา โดยคุณวิฑูรย์ ถือเป็นเหตุการณ์ไม่คาดคิด และถือเป็น “บททดสอบ” สำคัญด้านการบริหารภัยพิบัติในเมืองหลวงอย่างเป็นระบบ

หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้น คุณวิฑูรย์ เปิดเผยว่า กทม. มีมาตรการตอบสนองโดยทันที โดย ตั้งศูนย์บัญชาการขึ้นมา 2 ศูนย์ใน 2 ระดับ เพื่อเชื่อมโยงระหว่างฝ่ายบริหารและปฏิบัติการ ทำหน้าที่สั่งการในภาพรวมอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่

  • ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ กทม. (EOC) ซึ่งตั้งขึ้นภายในเวลา 35 นาทีหลังเกิดเหตุ ณ อาคารกทม. 1 ทำหน้าที่บัญชาการ บริหารจัดการสถานการณ์ ประเมินภาพรวมความเสียหายและระดมทรัพยากรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า ณ ที่เกิดเหตุ (ICP) ตั้งอยู่บริเวณจุดเกิดเหตุ ที่เขตจตุจักร บริเวณตึกสตง. ที่เกิดเหตุตึกถล่ม โดยมีผู้อำนวยการเขตจตุจักรทำหน้าที่เป็น Incident Commander และผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ค่อยสนับสนุนในการดำเนินงานต่างๆ เพื่อประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยกู้ภัย หน่วยแพทย์ และอาสาสมัคร

คุณวิฑูรย์ เผยว่า การปฏิบัติงานของศูนย์บัญชาการและศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าในพื้นที่ไม่ได้เป็นการทำงานโดยลำพัง แต่เป็นความร่วมมือและการบูรณาการอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กรมโยธาธิการ หรือหน่วยสนับสนุนอื่น ๆ ที่มีบทบาทในภารกิจครั้งนี้ โดยเป้าหมายหลักอันดับแรกคือการช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ปลอดภัยก่อนเป็นลำดับแรก จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการประเมินความเสียหายของอาคาร และวางแนวทางมาตรการด้านความปลอดภัยทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาวอย่างเป็นระบบ

พร้อมกันนี้ กรุงเทพมหานครยังให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อการสื่อสารในภาวะวิกฤต โดยได้ออกข้อสั่งการ 6 ข้อ เพื่อใช้เป็นแนวทางเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณชนอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการรายงานผลการตรวจสอบโครงสร้างอาคารโดยวิศวกรอาสา การขอรับการสนับสนุนอุปกรณ์และทรัพยากรจากกระทรวงกลาโหม การสั่งการให้ตรวจสอบอาคารขนาดใหญ่ และการดำเนินการเยียวยาผู้ประสบภัยในกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ อย่างครอบคลุม

ในด้านมิติมนุษยธรรม กทม. ยังได้ตระหนักถึงกลุ่มประชากรเปราะบาง โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติจากประเทศเมียนมา ซึ่งอาจเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารในช่วงวิกฤต ดังนั้นจึงได้จัดทำเอกสารประชาสัมพันธ์เป็นภาษาพม่า เพื่อให้ความช่วยเหลือและสร้างความเข้าใจอย่างทั่วถึง

สำหรับมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น กทม. ได้เปิดสวนสาธารณะหลายแห่ง เช่น สวนเบญจสิริและสวนลุมพินี เพื่อใช้เป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับประชาชนที่ไม่สามารถกลับเข้าที่พักได้ พร้อมทั้งจัดกิจกรรมดนตรีในสวน เพื่อช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด และสร้างความมั่นใจว่าอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย

ในขณะเดียวกัน กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเร่งปฏิบัติการช่วยเหลือ ณ พื้นที่เกิดเหตุอย่างต่อเนื่อง โดยประสานงานร่วมกับหน่วยงานภาคสนาม อาทิ ทีม K9 USAR กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองทัพ และอาสาสมัครจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและมูลนิธิร่วมกตัญญู

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังได้นำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมประสิทธิภาพในการจัดการผลกระทบจากภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ ยกตัวอย่างเช่น

  • แพลตฟอร์ม Traffy Fondue ที่เปิดให้ประชาชนสามารถแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับ “รอยร้าว” หรือ “ความเสียหาย” ของอาคารผ่านระบบออนไลน์ โดยมีการระดมวิศวกรอาสาเข้ามาร่วมประเมิน ทำให้สามารถรวบรวมและประมวลผลข้อมูลได้มากกว่า 20,000 เคส พร้อมทั้งมีการบูรณาการกับบริษัทตรวจสอบอาคารเอกชนเพื่อดำเนินการตรวจสภาพอย่างครอบคลุม
  • ระบบแยกความเสี่ยงของอาคารด้วยรหัสสี (แดง–เหลือง–เขียว) เพื่อใช้ประเมินระดับความปลอดภัยของอาคารชุดและคอนโดมิเนียมในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ช่วยให้สามารถจำแนกความเสี่ยงได้อย่างชัดเจนและวางแผนการแก้ไขได้ตรงจุด

ในด้านการเยียวยา กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็น การจ่ายค่าที่พักชั่วคราว (ค่าเช่าบ้าน) การร่วมมือกับ Airbnb เพื่อจัดหาที่พักรองรับในระยะเร่งด่วน และการเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุผ่านสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ได้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการรับเรื่องและแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นในแต่ละกรณี

ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงการดำเนินงานเชิงรุกของกรุงเทพมหานคร ในการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ และมุ่งเน้นการประสานงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาในสถานการณ์จริงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อเหตุการณ์

กรุงเทพมหานครมุ่งสร้าง “เมืองล้มลุก” ที่ยืดหยุ่น พร้อมรับมือทุกสถานการณ์

สำหรับการปรับตัวปรับเมืองหลังเกิดภัยพิบัติ ในมุมมองของกรุงเทพมหานคร การเตรียมเมืองให้พร้อมรับมือภัยพิบัติไม่ใช่แค่การรับมือเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ต้องวางรากฐานเพื่อให้เมืองสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วภายใต้แนวคิด “เมืองล้มลุก” หรือ Resilient City ซึ่งคุณวิฑูรย์ อธิบายว่า กทม. ได้เริ่มนำเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบมาใช้เพื่อลดข้อจำกัดด้านทรัพยากร เช่น เงินทุนและกำลังคน และช่วยให้สามารถวางแผนเชิงระบบได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่

  • Risk Map (แผนที่ความเสี่ยง): ระบบแผนที่ที่แสดงข้อมูลความเสี่ยงจากภัยพิบัติ 9 ประเภทในระดับพื้นที่ พร้อมระบุกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุและผู้พิการ เพื่อให้สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้รวดเร็วโดยไม่ต้องรอรายงาน นอกจากนี้ยังระบุตำแหน่งของถังดับเพลิง ซึ่งเดิมไม่เคยมีการเก็บข้อมูล ทำให้สามารถวิเคราะห์แนวทางพัฒนาเมืองให้ปลอดภัยมากขึ้นได้อย่างมีหลักฐานรองรับ
  • เรดาร์น้ำฝน: ใช้ในการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ช่วยให้ประชาชนวางแผนการเดินทางได้ล่วงหน้า และยังใช้วางแผนเชิงรุก เช่น การปรับระดับน้ำในคลองก่อนเกิดน้ำท่วม
  • ระบบคาดการณ์ฝุ่น PM 2.5: ใช้อุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพอากาศร่วมกับข้อมูล Hotspot จาก GISTDA
  • เซ็นเซอร์ตรวจแรงสั่นสะเทือน: เริ่มติดตั้งในอาคารสำคัญ เช่น อาคารกทม. 2 และมีแผนขยายไปยังโรงพยาบาลหลัก เพื่อให้สามารถแจ้งเตือนอพยพได้ทันทีเมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือนผิดปกติ

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังได้นำแนวทางการบริหารจัดการแบบ OKR (Objective Key Results) มาใช้ในการวางแผนรับมือและฟื้นฟูเมืองหลังภัยพิบัติ โดยกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น ระยะเวลาในการเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุ และการจัดทำบัญชีทรัพยากร (Inventory Resource) ที่มีอยู่ในแต่ละเขต เพื่อให้สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าตนกำลังอาศัยอยู่ในเมืองที่มีระบบความปลอดภัยรองรับอย่างเป็นรูปธรรม

ในขณะเดียวกัน กทม. ยังได้บูรณาการแนวทางตามมาตรฐานสากลจากกรอบของ UNDRR MCR 2030: Making Cities Resilient ซึ่งให้คำแนะนำ 10 ข้อสำหรับการสร้างเมืองที่มีความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลง โดยกรุงเทพมหานครได้นำองค์ความรู้นั้นมาประยุกต์จัดทำเป็นยุทธศาสตร์ในรูปแบบ “9 ด้าน 9 ดี” เช่น เรียนดี ปลอดภัยดี บริการจัดการดี สุขภาพดี สิ่งแวดล้อมดี สังคมดี

คุณวิฑูรย์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ยุทธศาสตร์ “9 ด้าน 9 ดี” นี้ได้ถูกร่างเป็นแผนแม่บทที่ครอบคลุมทุกมิติของความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตในเมือง โดยได้กำหนด OKR สำหรับแต่ละหน่วยงานในระดับปฏิบัติ เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินการของภาครัฐสอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่างแท้จริง

"วัน แบงค็อก" ต้นแบบเมืองอัจฉริยะ

โครงการ วัน แบงค็อก ได้เปิดให้บริการตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2567 เป็นกลุ่มอาคารตามโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสม หรือ Mixed-Use ซึ่งจะมีทั้งอาคารที่เป็นห้างสรรพสินค้า สำนักงาน โรงแรม และอาคารที่พักอาศัย โดยมีหลักการออกแบบบนพื้นฐาน 3 ประการ ได้แก่ 1. การออกแบบที่เน้นผู้คนเป็นศูนย์กลาง หรือ People Centric 2. ความยั่งยืน หรือ Sustainability ซึ่งให้ความสำคัญทั้งความยั่งยืนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และ 3. แนวคิดการออกแบบเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City Living ซึ่งใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนในเมือง

คุณณัฐนี วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนโครงการ วัน แบงค็อก กล่าวว่า นอกจากหลักการออกแบบพื้นฐาน 3 ประการข้างต้นแล้ว วัน แบงค็อก ยังพยายามใช้ตัวชี้วัดตามมาตรฐานสากลเข้ามาประเมินองค์ประกอบต่าง ๆ ภายในโครงการ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานด้านเทคโนโลยีว่ามีเพียงพอและทันสมัยพอแล้วหรือไม่ สิ่งอำนวยความสะดวกสร้างความปลอดภัยมากพอแล้วหรือยัง ไปจนถึงชุมชนภายในโครงการฯ ว่ามีความอยู่ดีมีสุขอย่างเต็มคุณภาพในระดับใด

ขณะที่กรอบแนวคิดของการปั้นโครงการ วัน แบงค็อก ให้เป็น “เมืองอัจฉริยะ” และ “เมืองที่ยืดหยุ่น” เป็นสิ่งที่ผู้พัฒนาโครงการฯ เล็งเห็นความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง แต่ทุกวันนี้ การสร้าง “เมืองที่รอรับมือ” อาจไม่เพียงพอแล้ว เพราะเมืองที่รอรับมือจะคิดแก้ไขปัญหาหลังเกิดสถานการณ์หรือวิกฤตที่ไม่คาดคิด แต่การจะสร้างเมืองที่ยั่งยืนได้จริง จะต้องใช้กรอบของ “เมืองที่พร้อมอยู่เสมอ” เป็นเมืองที่ต้องมองไปข้างหน้าไว้ก่อน คาดการณ์อย่างมีข้อมูลเชิงลึกว่ามีโอกาสจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นได้บ้าง ต่อเนื่องไปถึงการหาวิธีแก้ปัญหาล่วงหน้า และต้องใช้มาตรการอะไรบ้างที่จะฟื้นฟูสภาพของเมืองให้กลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็วที่สุด

แผ่นดินไหวไม่หวั่น เมื่อโครงสร้างพื้นฐาน ‘พร้อมรับมือ’

เหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา นับว่าเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นหลังจากที่ วัน แบงค็อก ยังเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ไม่ครบปี แต่ด้วยแนวคิด “เมืองที่พร้อมอยู่เสมอ” ทำให้โครงสร้างอาคารหลายหลังบนพื้นที่ใช้สอยทั้งหมดกว่า 108 ไร่ หรือประมาณ 1.93 ล้านตารางเมตร ไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ เลย หลังได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดจากผู้เชี่ยวชาญ ภายใน 1 สัปดาห์เท่านั้น โครงการ วัน แบงค็อก ก็สามารถกลับมาใช้งานได้เต็มรูปแบบ

คุณณัฐนี ชวนมาย้อนดูหลักการออกแบบอาคารที่คิดเผื่ออนาคตมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว ที่เริ่มแผนก่อสร้าง จากคำถามสั้น ๆ ในวันนั้น “หากเกิดแผ่นดินไหวบนพื้นที่ขนาดใหญ่ของเรา เราจะรับมือกันอย่างไร” กลายมาเป็นคำตอบที่ว่า “เราต้องสร้างอาคารที่มีความแข็งแรง” เริ่มตั้งแต่เสาเข็มที่ตอกลงกลางดินในกรุงเทพฯ ซึ่งล้วนเป็นดินอ่อน ซึ่งมีโอกาสเคลื่อนตัวได้ง่าย และจะส่งผลต่อโครงสร้างที่อยู่เหนือดินขึ้นมา ดังนั้น เสาเข็มของอาคารจะต้องเจาะให้ถึงชั้นทรายที่มีโอกาสเคลื่อนตัวน้อยกว่า พร้อมสร้างฐานรากขนาดใหญ่ที่ยึดอาคารทั้งโครงการไว้ด้วยกัน ยิ่งสร้างความเสถียรให้กับกลุ่มอาคารทั้งหมด

เมื่อมีโครงสร้างที่แข็งแกร่งแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือระบบที่จะรับมือ “ขณะเกิดเหตุแผ่นดินไหว” ผู้ที่บริหารอาคารจะต้องมีความเข้าใจในขั้นตอนการอพยพผู้คนไปยังจุดปลอดภัย สำหรับพื้นที่โล่งของโครงการ วัน แบงค็อก ออกแบบมาให้รองรับได้มากกว่า 100,000 คน หลายคนอาจมองว่าพื้นที่เปิดโล่งของโครงการฯ มีประโยชน์เพียงแค่สันทนาการเป็นหลัก แต่ในวันที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว วัน แบงค็อก เปิดพื้นที่ให้ผู้คนที่ติดอยู่กลางเมืองเข้ามารอได้อย่างปลอดภัย แจกจ่ายน้ำ-อาหารจากร้านอาหารภายในโครงการ และใช้ห้องน้ำในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนแนวคิดพื้นที่ Mixed-use ได้เป็นอย่างดี

เทคโนโลยี ไม่ใช่แค่ให้ ‘อยู่รอด’ แต่ยังมอบความ ‘อยู่ดี’

หนึ่งในปัญหาที่อยู่คู่กับคนกรุงเทพฯ มานาน โดยเฉพาะในหน้าฝน คือการเกิดน้ำท่วมฉับพลันเป็นประจำทุกปี แม้โครงการระดับโลกอย่าง วัน แบงค็อก ที่ตั้งอยู่ใจกลางมหานคร ก็อาจหนีไม่พ้นปัญหาดังกล่าว ผู้บริหารโครงการฯ จึงนำ ‘เทคโนโลยีวิเคราะห์และป้องกัน’ มาใช้ควบคู่ไปกับการสร้างโครงการขนาดมหึมาแห่งนี้ ภายใต้โปรเจกต์ 500-Year Flood Prevention เพราะจากการเก็บข้อมูลแล้ว แนวโน้มของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

ตัวเลขระดับน้ำฝน คือปัจจัยสำคัญที่ถูกนำมาศึกษา และปลายทางก็มีพื้นที่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับปริมาณน้ำฝนโดยเฉพาะ อย่างเช่น หากมีฝนตกหนัก พื้นที่สวนริมถนนพระราม 4 จะกลายเป็นพื้นที่ซับน้ำชั้นดี ในขณะที่สวนสวยที่เห็นยังค่อยๆยกระดับสูงขึ้นเพื่อให้พื้นที่ด้านในโครงการอยู่พ้นระดับน้ำท่วม หากวันที่น้ำท่วมหนักมาถึงจริงถึงขั้นน้ำท่วมรอบโครงการ วัน แบงค็อก ฝ่ายอาคารพร้อมที่จะติดตั้ง Flood gates และ stop logs หรือแผ่นเหล็กกันน้ำหน้าทางเข้า-ออก ตามที่ได้รับการฝึกฝนและซักซ้อมกันไว้ ก่อนที่น้ำจะสามารถสร้างความเสียหายให้ผู้คน

สำหรับเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่น่าสนใจก็คืออาคารที่เรียกว่า District Command Center ซึ่งมีระบบ Disaster Management และเป็นหัวใจสำคัญของโครงการฯ ที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความเสียหายเมื่อเกิดภัยพิบัติ และรวมศูนย์ตัดสินใจว่าจะรับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่าง โดยมีระบบเซ็นเซอร์รับข้อมูลกว่า 1 ล้านจุดทั่วโครงการฯ เครื่องมือควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ มากถึง 275,000 จุด และกล้องวงจรปิดที่มีระบบปัญญาประดิษฐ์ (Ai) เพื่อตรวจหาสิ่งผิดปกติ และตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที

ข้อมูลจากฟ้า กู้วิกฤตบนดิน: บทบาทเทคโนโลยีอวกาศในการจัดการภัยพิบัติ

หลังจากที่ดูแนวทางและวิสัยทัศน์ของภาครัฐและภาคเอกชนกันไปแล้ว จะเห็นได้ว่า “เทคโนโลยี” กลายเป็นเครื่องมือหลักในการยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้า การวางผังเมืองให้รับมือกับความเสี่ยง หรือการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นและปรับตัวได้ในระยะยาว กระแสความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ภาควิชาการและเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงตัวสนับสนุน แต่เป็นกำลังหลักที่ขาดไม่ได้ในการรับมือกับโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

หนึ่งในหน่วยงานที่ก้าวขึ้นมาเป็นฟันเฟืองสำคัญในด้านนี้ คือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ที่ไม่เพียงทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และส่งต่อข้อมูลภูมิสารสนเทศอย่างแม่นยำ แต่ยังผลักดันการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อเปลี่ยน “ข้อมูล” ให้กลายเป็น “เครื่องมือตัดสินใจ” ที่ทรงพลัง ทั้งในยามเกิดภัย และในยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน หนึ่งในเครื่องมือที่มีบทบาทสำคัญในการป้องกันและจัดการภัยพิบัติในปัจจุบัน คือเทคโนโลยีอวกาศ โดยเฉพาะข้อมูลจากดาวเทียม ซึ่งสามารถนำมาใช้ทั้งในการติดตามสถานการณ์ พยากรณ์ล่วงหน้า และวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

ดร.สยาม ลววิโรจน์วงศ์ ผู้อำนวยการสำนักประยุกต์และบริหารภูมิสารสนเทศ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) อธิบายว่า ประเทศไทยเริ่มนำเทคโนโลยีอวกาศมาใช้มากขึ้นในการวางแผนผังเมือง การพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ เมืองที่ยั่งยืน และเมืองที่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดี (resilient cities) โดยข้อมูลจากดาวเทียมมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสามารถให้ภาพรวมของสถานการณ์ในประเทศได้อย่างชัดเจน เป็นฐานข้อมูลที่ช่วยในการวิเคราะห์และตัดสินใจเชิงนโยบายทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ

ดร.สยาม ระบุว่า ข้อมูลจากดาวเทียมมีจุดเด่นหลักหลายประการ ได้แก่

  • การครอบคลุมพื้นที่กว้าง (Wide Coverage): สามารถบันทึกภาพในระดับภูมิภาคหรือระดับประเทศได้ในคราวเดียว ทำให้เข้าใจสถานการณ์โดยรวม ช่วยให้วางแผนได้อย่างแม่นยำ
  • การติดตามซ้ำบ่อยครั้ง (Frequent Monitoring): ดาวเทียมสามารถโคจรกลับมาบันทึกภาพพื้นที่เดิมซ้ำได้ในช่วงเวลาสม่ำเสมอ ทำให้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ได้ต่อเนื่อง และคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตได้ เช่น ในระดับชั่วโมง วัน หรือสัปดาห์
  • ความละเอียดสูง (High Resolution): สามารถตรวจจับและแยกรายละเอียดของวัตถุหรือพื้นที่ขนาดเล็กได้อย่างคมชัด
  • การมองเห็นสิ่งที่ตามนุษย์ไม่สามารถเห็นได้ (Seeing the Unseen): เช่น การตรวจวัดการทรุดตัวของพื้นดิน
  • ข้อมูลที่ไม่มีอคติ (Unbiased Data Source): ข้อมูลจากดาวเทียมเป็นข้อมูลดิบที่ไม่ได้ผ่านการตีความล่วงหน้า ลดความเสี่ยงในการบิดเบือน
  • การเข้าถึงข้อมูลย้อนหลังและระดับโลก (Historical Data & Global Accessibility): สามารถดึงข้อมูลในอดีตกลับมาใช้วิเคราะห์แนวโน้ม และเปรียบเทียบกับข้อมูลจากประเทศอื่นๆ เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับไทย เช่น ปัญหา PM 2.5 ที่อาจได้รับอิทธิพลจากประเทศเพื่อนบ้าน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีทรัพยากรด้านดาวเทียมที่พัฒนาขึ้นทั้งหมด 3 ดวง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการเสริมขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการข้อมูลเชิงพื้นที่และภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่

  • THEOS-1 (ไทยโชติ) ดาวเทียมดวงแรกของไทยที่ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อประมาณ 15 ปีก่อน โดยมีบทบาทสำคัญในการจัดการภัยพิบัติ
  • THEOS-2 ดาวเทียมรุ่นใหม่ที่เพิ่งส่งขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นหนึ่งในดาวเทียมที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก โดยสามารถบันทึกภาพที่มีความละเอียดถึง 50 เซนติเมตร คือถ่ายภาพวัตถุที่มีขนาด 50 เซนติเมตรขึ้นไปบนพื้นโลกได้ ซึ่งเป็นระดับที่มีเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่สามารถพัฒนาได้ ดาวเทียมนี้ถูกนำมาใช้ในภารกิจต่างๆ เช่น รับมืออุทกภัย ดินถล่ม และแผ่นดินไหว
  • THEOS-2A ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนทดสอบในห้องปฏิบัติการ เตรียมรอคิวปล่อยขึ้นสู่วงโคจร จุดเด่นของดาวเทียมดวงนี้คือสามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหว (Video) ซึ่งมีประโยชน์ในการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในลักษณะของภาพแอนิเมชัน

อย่างไรก็ตาม ดร. สยาม การใช้งานดาวเทียมของไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงดาวเทียมของประเทศตนเองเท่านั้น เพราะไทยยังมีเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลก ทั้งจากสหรัฐฯ จีน ยุโรป ญี่ปุ่น และอินเดีย ซึ่งรวมกันเป็น “กลุ่มดาวเทียมร่วม” (constellation) ที่ปัจจุบันไทยสามารถเข้าถึงข้อมูลจากดาวเทียมกว่า 40 ดวง เพื่อใช้ในการบริหารจัดการภัยพิบัติ

ทั้งนี้ ทั่วโลกมีดาวเทียมถ่ายภาพที่โคจรอยู่รอบโลกกว่า 500 ดวง ซึ่งทำหน้าที่บันทึกภาพและข้อมูลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยงานหลักในไทยที่รับผิดชอบด้านนี้คือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ซึ่งมีบทบาทในการรวบรวม วิเคราะห์ และเผยแพร่ข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่างประสิทธิภาพของดาวเทียมในการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ

สำหรับตัวอย่างการใช้ข้อมูลจากดาวเทียม เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์จริง และบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างแม่นยำ ดร.สยาม อธิบายว่าข้อมูลจากดาวเทียมไม่ใช่เพียงภาพถ่ายจากอวกาศ หากแต่เปรียบเสมือน "ดวงตา" ที่สามารถเฝ้าติดตาม ตรวจจับ และบันทึกสถานการณ์จริงบนพื้นโลกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน หรือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ก่อตัวอย่างช้า ๆ แต่ส่งผลรุนแรงต่อชีวิตและเศรษฐกิจ

ดาวเทียมมีจุดแข็งหลายด้าน เช่น ความสามารถในการบันทึกภาพได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุมพื้นที่กว้าง ติดตามซ้ำในช่วงเวลาสม่ำเสมอ และให้ข้อมูลที่มีความละเอียดสูงโดยไม่ถูกจำกัดด้วยสภาพอากาศหรือเวลากลางวัน-กลางคืน ต่างจากโดรนหรือการสำรวจภาคพื้นดินซึ่งมักมีข้อจำกัดด้านเวลาและภูมิประเทศ

ที่ผ่านมา GISTDA ได้นำข้อมูลจากดาวเทียมมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติในหลากหลายรูปแบบ โดยเน้นการวิเคราะห์สถานการณ์เชิงพื้นที่แบบเรียลไทม์ รวมถึงการประเมินผลกระทบและวางแผนเชิงป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างการใช้งานที่สำคัญ อาทิ

1. กรณีน้ำท่วมและอุทกภัย

ในจังหวัดเชียงราย ข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมสามารถแสดงพื้นที่น้ำท่วมในระดับตำบลได้อย่างแม่นยำ เช่น ในกรณีสนามบินแม้ไม่ได้อยู่ในจุดที่ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่เส้นทางเข้าออกโดยรอบได้รับผลกระทบ ส่งผลให้การเดินทางไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ข้อมูลนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจ “ปิดสนามบินชั่วคราว” ด้วยเหตุผลที่อิงจากหลักฐานเชิงพื้นที่อย่างชัดเจน

ในจังหวัดเชียงใหม่ ภาพจากดาวเทียมแสดงให้เห็นการเอ่อล้นของแม่น้ำ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสาเหตุของน้ำท่วมไม่ได้มาจากฝนตกหนักเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากน้ำล้นตลิ่ง ระบบระบายน้ำที่ไม่เพียงพอ จึงสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อวิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในพื้นที่ภาคกลาง ข้อมูลดาวเทียมถูกนำมาใช้เพื่อติดตามสถานะของ “ทุ่งรับน้ำ” ในพื้นที่เกษตรกรรม โดยช่วยประเมินว่าชาวบ้านได้เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วหรือยัง เพื่อให้สามารถตัดสินใจผันน้ำเข้าสู่พื้นที่รองรับได้ในเวลาที่เหมาะสม ลดผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม

ในพื้นที่ภาคใต้ ในกรณีที่เกิดน้ำหลากฉับพลัน (flash flood) ข้อมูลจากดาวเทียมทำหน้าที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สามารถยืนยันขอบเขตของความเสียหายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ข้อมูลเหล่านี้จึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกระบวนการชดเชยความเสียหายแก่ประชาชนให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

2. ดินถล่มและความชื้นในดิน

ข้อมูลจากดาวเทียมสามารถใช้ตรวจวัดค่าความชื้นในดินในลักษณะรายสัปดาห์ ซึ่งช่วยให้สามารถติดตามแนวโน้มของการสะสมความชื้นในแต่ละพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ในกรณีดินถล่มที่จังหวัดเชียงรายเมื่อปีที่ผ่านมา พบว่าฝนได้ตกติดต่อกันเป็นเวลาหลายสัปดาห์ จนกระทั่งดินไม่สามารถอุ้มน้ำได้อีกต่อไปและเกิดการพังทลายในที่สุด

เมื่อข้อมูลดังกล่าวถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลความชันของภูมิประเทศ จะสามารถระบุ “จุดเสี่ยงล่วงหน้า” ได้อย่างแม่นยำ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเฝ้าระวังพื้นที่เฉพาะจุด และวางแผนป้องกันหรือเตือนภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. หมอกควัน ไฟป่า และฝุ่น PM 2.5

ข้อมูลจากดาวเทียมมีบทบาทสำคัญในการติดตามต้นตอของการเผาในภูมิภาค โดยเฉพาะผ่านการตรวจจับจุดความร้อน (hotspot) ซึ่งสามารถระบุพื้นที่เกิดไฟได้แบบเรียลไทม์ ตัวอย่างเช่น ในช่วงปลายปีพบจุดความร้อนจำนวนมากในพื้นที่ของประเทศกัมพูชา ขณะที่ช่วงต้นปี แหล่งการเผาหลักจะกระจุกตัวอยู่ในพม่าและลาว โดยข้อมูลเหล่านี้สะท้อนถึงรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินและกิจกรรมการเผาเพื่อเกษตรกรรมตามฤดูกาล ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพอากาศในภาคกลางของประเทศไทย

ข้อมูล hotspot ดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้ประกอบการวางแผนเชิงนโยบาย เช่น การกำหนดช่วงเวลา “งดเผา” ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปี โดยวิเคราะห์จากการสำรวจว่าการเผาเกิดขึ้นมากในช่วงใด พื้นที่ใดได้รับผลกระทบ และปริมาณมลพิษที่แพร่กระจายเข้าสู่ประเทศไทยในแต่ละช่วงเวลา

นอกจากนี้ GISTDA ยังได้นำภาพถ่ายจากดาวเทียมมาใช้เปรียบเทียบระดับมลพิษทางอากาศ เช่น ค่าความเข้มข้นของไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO₂) ก่อนและหลังช่วงการปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมมนุษย์กับคุณภาพอากาศ และใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับกำหนดมาตรการควบคุมมลพิษในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ

4. แผ่นดินไหวและความเสียหายจากโครงสร้าง

ข้อมูลจากดาวเทียมมีบทบาทสำคัญในการติดตามและประเมินผลกระทบจากแผ่นดินไหว โดยเฉพาะในกรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศเมียนมา ซึ่งสามารถใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมในการแสดงให้เห็นรอยเลื่อนของเปลือกโลก รอยแตกของผิวดิน ตลอดจนความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างชัดเจน โดยการเปรียบเทียบภาพก่อนและหลังเกิดเหตุ ทำให้สามารถประเมินความเสียหายในเชิงพื้นที่และเชิงปริมาณได้อย่างแม่นยำและเป็นระบบ

นอกจากนี้ ดาวเทียมยังสามารถใช้ในการตรวจสอบ “การเอียงตัว” หรือ “การเคลื่อนตัวของอาคาร” ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยในเมืองที่ตั้งอยู่ในเขตเสี่ยงภัย ตัวอย่างเช่น โครงการในกรุงไทเปที่ใช้เทคโนโลยี satellite-based structural health monitoring เพื่อติดตามความมั่นคงของอาคารเป็นรายหลังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเฝ้าระวังอาคารเสี่ยงในเมืองใหญ่ รวมถึงการวางแผนซ่อมแซมหรือเสริมความแข็งแรงเชิงล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. การกัดเซาะชายฝั่งและการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศ

ข้อมูลจากดาวเทียมมีบทบาทสำคัญในการติดตามการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประสบปัญหาการกัดเซาะจากคลื่นทะเลเป็นประจำทุกปี ภาพถ่ายจากดาวเทียมสามารถแสดงแนวโน้มการถอยร่นของชายฝั่งในช่วงเวลาต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถจำลอง (simulate) และพยากรณ์ (forecast) การเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างแม่นยำ

ข้อมูลเหล่านี้ยังช่วยระบุ “จุดวิกฤต” ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งควรได้รับการฟื้นฟูโดยเร่งด่วน หรือใช้เป็นหลักฐานเชิงพื้นที่ในการกำหนดนโยบายเชิงป้องกัน เช่น การออกแบบโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง การจำกัดการใช้ที่ดินในเขตเสี่ยง และการวางผังพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน เพื่อป้องกันการสูญเสียพื้นที่ดินอย่างถาวรในระยะยาว

6. เมืองขยายตัวและการจัดการพลังงาน

ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมในเวลากลางคืน (nighttime light) เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสะท้อนภาพรวมของการใช้แสงสว่างทั่วประเทศ ซึ่งสามารถนำมาใช้วิเคราะห์แนวโน้มการขยายตัวของเขตเมือง พฤติกรรมการใช้พลังงาน รวมถึงการตรวจสอบจำนวนประชากรแฝงในแต่ละพื้นที่

ข้อมูลดังกล่าวช่วยให้สามารถประเมินได้ว่าพื้นที่ใดมีความหนาแน่นของการอยู่อาศัยและกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผนผังเมือง การคำนวณความต้องการพลังงานไฟฟ้าในอนาคต รวมถึงการออกแบบระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น น้ำประปา การคมนาคม และการจัดสรรที่ดิน เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ทั้งนี้ การรับมือกับภัยพิบัติไม่ได้จบเพียงแค่การเฝ้าระวัง แต่ต้องขยายไปถึงการออกแบบเมืองที่ “อยู่กับภัย” ได้อย่างยั่งยืน GISTDA ย้ำว่าหัวใจของการออกแบบเหล่านี้คือ "ข้อมูลจริง" โดยเฉพาะข้อมูลเชิงเวลา (time-series data) ที่สามารถนำไปวิเคราะห์ย้อนกลับ หาต้นตอของปัญหา และออกแบบโซลูชันที่ตอบโจทย์เฉพาะเมือง เช่น บางเมืองมีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก บางเมืองเสี่ยงดินถล่ม บางเมืองขยายตัวเร็วจนทรัพยากรไม่พอรองรับ

หนึ่งในโครงการล่าสุดคือDigital Twin Platform ซึ่งใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมผสมผสานกับแบบจำลองสามมิติ (3D Building) ของทั้งประเทศ ประชาชนและหน่วยงานสามารถเข้าถึงเพื่อดูแนวโน้มจำลองสถานการณ์ล่วงหน้า เช่น พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม การเคลื่อนตัวของอาคาร หรือการวางแผนผังเมืองในอนาคตอย่างแม่นยำ

กล่าวโดยสรุปแล้ว ข้อมูลจากดาวเทียมได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปลี่ยน “การรับมือภัยพิบัติแบบเชิงรับ” ไปสู่ “การวางแผนเชิงรุก” ไม่เพียงแต่สร้างความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เมืองเติบโตได้อย่างยั่งยืน สะท้อนจากแนวคิด Smart City และ Resilient City ที่ไม่ใช่เพียงคำขวัญ แต่เป็นภารกิจที่สามารถลงมือทำได้จริง ด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...